บทที่15
ของว่างเลี้ยงแขก
ถิงถิงหายดีในเวลาต่อมาเธอกลับมาะโโลดเต้นตีลังกาได้เหมือนแต่ก่อน และนั่นทำให้ฉันโล่งใจ
เช้าวันหนึ่ง ซูเหลียงมาเคาะประตูห้องฉันทั้งที่พักหลังมานี้เขาแทบไม่ทำแบบนั้นตอนนั้นฉันยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ พอเปิดประตูก็พบว่าเขาอยู่ในชุดซึ่งฉันเรียกเล่นๆว่าชุดชาวไร่ ยืนทำหน้าบูดเมื่อเห็นว่าฉันยังอยู่ในชุดนอน
“แต่งตัวเสร็จแล้วมาช่วยข้าน้อยขุดหัวไป่เหอด้วยขอรับแขกมาเร็วกว่าที่คาด ตอนนี้นายท่านกำลังยุ่งกับการเตรียมการเลยมาช่วยไม่ได้”
ยังไม่ทันได้ถามเขาก็ปิดประตูและเดินไปแล้ว
ฉันเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าเรียบๆและเดินออกไปข้างนอก ฟ้ายังไม่สว่างดี อากาศหนาวจนปลายนิ้วชาทว่าซูเหลียงไม่งัวเงีย เขาคว้าคราดมาและโบกมือเรียกให้ฉันเข้าไปใกล้
“ข้าน้อยจะขุดให้หัวมันโผล่ขึ้นมาส่วนท่านก็หยิบมันขึ้นมาจากดิน อาจจะต้องออกแรงดึงสักหน่อย ข้าน้อยรู้ว่าท่านทำได้”
คำพูดเขาทำฉันมึน ยังไม่ทันไรเด็กหนุ่มก็เริ่มทำลายลำต้นเหี่ยวๆ และขุดหัวของพวกมัน ฉันเห็นหัวสีขาวๆก็ก้มลงไปเก็บ
ดินใน่เช้าชื้นและเย็นั้แ่มาที่นี่ ฉันได้ทำงานบ้านหลายอย่าง แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันต้องขุดอะไรขึ้นมาจากดินจับไปก็กลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาโดนมือหรือเปล่า
“ทำอะไรอยู่ขอรับหัวมันไม่ขุดตัวเองขึ้นมาหรอกนะ ช้าอย่างนั้นเราคงอยู่นี่กันถึงเย็นพอดี” ซูเหลียงแขวะเข้าให้แต่เขาไม่ได้รำคาญ แค่นึกขำกับท่าทางละล้าละลังของฉันมากกว่า
ฉันบอกตัวเองว่าเอาไงเอากันและขุดหัวพวกมันขึ้นมาจากดิน
ถึงนิ้วจะชาเพราะอากาศเย็นแต่พอเวลาผ่านไปฉันก็เริ่มชิน ขุดได้อย่างไม่มีปัญหานึกถึงตอนเล่นกระบะทรายสมัยเด็กขึ้นมา
“คล่องขึ้นแล้วนี่ไม่ต้องสนเื่เศษดินที่ติดมา เดี๋ยวข้าน้อยจะเอาไปล้างอีกรอบ” ซูเหลียงขุดต่อ
เราไม่ได้ปลูกไว้มากมายขนาดนั้นไม่นานจึงขุดหัวขึ้นมาหมด
“ไป่เหอพวกนี้ต้องย้ายที่ปลูกทุกปีเพราะมันเป็พืชที่มีความ้าทางอาหารสูงข้าน้อยกับนายท่านช่วยกันมา เพิ่งมีปีนี้ที่ได้ท่านมาช่วยแทน”เด็กหนุ่มกล่าวขณะเราหิ้วหัวไป่เหอใส่ตะกร้าไปทำความสะอาด “ที่เราเด็ดดอกมันมากินกันก่อนหน้าก็เพื่อให้สารอาหารไปเลี้ยงหัวแทน”
ฉันพยักหน้าและซึมซับความรู้ใหม่ใส่สมอง
ซูเหลียงอายุสิบเก้าแก่กว่าฉันแค่ปีเดียว แต่เขาเป็ผู้ใหญ่เหลือเกินเมื่อเทียบกับฉัน
ฉันสงสัยขึ้นมาว่าหนิงหลงอายุเท่าไหร่ใบหน้าเขาบอกอายุได้ยากแต่ดูแล้วน่าจะอยู่ในวัยยี่สิบกลางๆ ไม่มีทางเกินสามสิบขณะกำลังล้างหัวไป่เหอกัน ฉันเลยยกกระดานมาเขียนถาม
“นายท่านอายุเท่าไหร่? อืม...”เด็กหนุ่มแทบจะตีลังกานึก “ไม่ทราบ”
ฉันขอบคุณในความพยายามนึกของเขา
เด็กหนุ่มขอให้ฉันช่วยจุดเตาอบฉันเพิ่งรู้ว่าเรามีเตาอบอยู่ในบ้านด้วย ความจริงแล้วมันคือช่องที่เป็ส่วนหนึ่งของเตาที่เราใช้ทำอาหารตามปกติมีประตูเหล็กปิดอยู่ ้ามีปล่องระบายควันออกไปนอกบ้าน
เมื่อจัดการล้างและปอกหัวไป่เหอเรียบร้อยซูเหลียงนำลูกกลมๆ สีขาวขนาดหนึ่งกำปั้นที่หน้าตาคล้ายกระเทียมเ่าั้วางเรียงบนถาดเหล็กซึ่งสามารถเลื่อนออกมาจากเตาอบได้
“อีกครึ่งสือค่อยมาเอาออกช่วยข้าน้อยจับเวลาด้วย” ซูเหลียงหยิบเทียนขึ้นมาจุดเทียนมีรอยบากที่เอาไว้แสดงว่าเทียนละลายไปแค่ไหนแล้ว
ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ ฉันไม่รู้ว่าครึ่งสือนานแค่ไหนและถึงขีดไหนของเทียนเขาจึงชี้ให้ฉันดูขีดที่สองและให้ฉันช่วยสะกิดเตือนเขา
ครึ่งสือที่ว่าคือเวลาเกือบๆหนึ่งชั่วโมง ซูเหลียงเอาผ้าพันมือไว้ก่อนจะเลื่อนถาดใส่หัวไป่เหอออกมาจากเตาอบมันส่งกลิ่นหอมหวานมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว และในที่สุดก็ได้ยลโฉมพวกมันสักที
หัวไป่เหออบกรอบมีสีน้ำตาลทองตอนแรกฉันนึกว่ามันจะเป็กลีบเหมือนกระเทียม แต่แท้จริงแล้วหัวไป่เหอมีลักษณะเป็ชั้นๆเหมือนหอมใหญ่ เวลาอบจนแห้ง มันจึงบานออกเหมือนดอกไม้สีทอง ลักษณะคล้ายดอกบัว
“หัวไป่เหอ ยิ่งโตช้ายิ่งหวานและอูมฟูรับรองแขกอดใจไม่ไหว แต่ก่อนหน้านั้น...” ซูเหลียงยื่นหัวไป่เหออบร้อนๆ มาให้“เราต้องลองชิมกันก่อนกฎของการเป็คนครัวคือไม่ให้ลูกค้ากินของที่เรายังไม่เคยชิม”
ฉันหยิบของว่างกรุบกรอบใส่ปากโดยการลอกกลีบออกมาทีละชั้นมันกรอบนอกนุ่มใน หวานเหมือนผลไม้และมีกลิ่นไหม้จางๆ ไม่มีกากมารบกวนใจแต่มันร้อนจนฉันต้องโยนมันสลับไปมาระหว่างสองมือ
“อร่อยดี ไม่เลวสำหรับครั้งแรกดีที่ไม่เสียของ”
ครั้งแรก?!ซูเหลียงต้องทำครัวเก่งขนาดไหนถึงคุมไฟออกมาได้สมบูรณ์แบบั้แ่ครั้งแรก?
“ทราบไหมขอรับว่า ไป่เหอหมายถึงชีวิตพรั่งพร้อมและครอบครัวสุขสันต์?”เด็กหนุ่มพูดเหมือนรำพึงกับตัวเอง “นายท่านปลูกดอกไม้พวกนี้ด้วยความรู้สึกแบบใดข้าน้อยเข้าใจได้ด้วยเหตุผล แต่อย่างไรก็ไม่เข้าใจความรู้สึกในใจของนายท่านคนที่จะเข้าใจคงมีแต่ท่านผู้เดียว เหมยฟาง”
“แต่ข้าไม่ได้รู้จักเขาดีเท่า”
ซูเหลียงหยุดมือฉันไว้ก่อนจะเขียนเสร็จ
“ข้าน้อยไม่สันทัดเื่การมองความรู้สึกของผู้อื่นเพราะฉะนั้นข้าน้อยไม่เข้าใจหัวใจอันละเอียดอ่อนของนายท่าน เคยได้ยินไหม สำนวนแม้รู้จักกันมาสิบปีแต่บางครั้งยังเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันเลย?”
ฉันไม่เคยได้ยิน
“ข้าน้อยฝากท่านไปให้ถิงถิงด้วยข้าน้อยจะไปทำอาหารเลี้ยงแขกต่อ” ซูเหลียงหยิบของว่างใส่จานให้ฉันชิ้นหนึ่งและไล่ฉันออกจากครัว
ถิงถิงกรี๊ดกร๊าดกับความอร่อยจนไปขอมาอีกหนึ่งชิ้นจากซูเหลียงได้สำเร็จพวกเราอยู่ในครัวได้พักหนึ่ง เวลาสายก็ได้ยินเสียงคนใกล้เข้ามา
“...มาถึงแล้วข้าน้อยขอตัวไปต้อนรับก่อน ทั้งสองท่านอยู่ที่นี่” เด็กหนุ่มไปหน้าบ้าน
ถึงเขาจะบอกให้อยู่ที่นี่แต่ถิงถิงไม่ยอม จูงมือฉันไปแอบดูว่าใครกันที่มาบ้านของพวกเรา ฉันเลยต้องตามใจ
ถิงถิงทำให้ฉันคิดถึงน้องชายตัวเองสมัยที่เขายังเป็เด็กน่ารักไม่ใช่คนที่เปิดปากแต่ละทีก็มีแต่คำพูดทิ่มแทง...
ตอนเช้าอากาศปลอดโปร่งทว่าตอนนี้มีเมฆครึ้ม ย้อมทุกสิ่งด้วยสีเทา
ประตูบ้านเปิดออกโดยมีหนิงหลงก้าวนำเข้ามาก่อนด้านหลังเขามีชายหนุ่มคนหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สีหน้าสดใสมีรอยยิ้มร่าเริงแต้มมุมปาก เขาปล่อยผมยาวเคลียไหล่อยู่ในชุดตามแบบจีนสีเข้มดูเป็ทางการ
หนิงหลงพูดคุยกับเขาอย่างสนิทสนมเดาว่าสองคนนี้เป็เพื่อนกันมานานแล้ว
ด้านหลังชายหนุ่มผู้มาเยือนมีผู้ติดตามอีกห้าคนแต่ละคนอยู่ในชุดสีเข้ม ยืนก้มหัวรอคอยให้ชายหนุ่มทั้งสองเข้าบ้านพอซูเหลียงกวักมือเรียกจึงตามเข้ามา
แขกผู้มาเยือนสวมรองเท้าแตะสานและถุงเท้าแยกนิ้วแบบญี่ปุ่นแสดงว่าพวกเขาเป็คนจากเกาะทางตะวันออกที่ชื่อโทโคโยะ ซึ่งเป็ญี่ปุ่นของโลกนี้
“อ๊ะ...มองมาทางนี้แล้ว!” ถิงถิงรีบดันฉันให้หลบ แต่หนิงหลงยังมองทันว่าเราอยู่ตรงนี้
“ถิงถิง มาทักทายแขกสิ”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มตามฉบับ
เด็กหญิงเดินก้มหน้าเอียงอายถอนสายบัวครั้งหนึ่งก่อนแจ้นไปหลบหลังชายหนุ่ม
“ไม่ได้พบกันนาน เ้ามีลูกสาวโตเท่านี้แล้วรึเรียว?” ชายผู้มาเยือนพูดอารมณ์ดี
เรียว? ฉันเลิกคิ้ว
“เ้าก็รู้ว่านางไม่ใช่ลูกข้า...ข้าบอกเ้าในจดหมายแล้วว่า—”
“ข้ารู้ว่านั่นเป็เด็กหญิงปริศนาจากเมื่อสองปีก่อนเ้ายังตามมุกไม่ทันเหมือนเดิม” ผู้มาเยือนนั่งยองๆตรงหน้าถิงถิงที่กอดเอวหนิงหลงแน่น “ยินดีที่ได้รู้จัก เรียกข้าว่าอาหงก็ได้”
“อาหง...?” เด็กหญิงปล่อยเอวเ้าของบ้าน“ถิงถิงชื่อถิงถิง”
“ยินดีที่ได้รู้จักข้าจะมาอยู่ที่นี่สักพัก ฝากดูแลข้าด้วยนะ ถิงถิง”
“อื้อ ถิงถิงจะดูแลทุกคน!” เด็กหญิงพยักหน้า ตอนนั้นเอง สายตาของคนที่ชื่ออาหงเบนมาทางฉันเขาก้มศีรษะทักทายแต่ไม่ได้พูดอะไร หนิงหลงหันมาทักทายฉันสั้นๆ ก่อนหันกลับไปหาแขก
“ทานอะไรก่อนเถอะ”หนิงหลงเดินนำเพื่อนเข้าไปในตัวบ้าน ฉันจำได้ว่ายังมีห้องทานอาหารซึ่งสามารถใช้เป็ห้องประชุมได้อีกห้องด้านใน
ซูเหลียงเดินนำผู้ติดตามทั้งห้าคนไปยังห้องที่อยู่ข้างห้องทานอาหารมีเก้าอี้ไม้จัดไว้พร้อม อาหารตั้งโต๊ะไว้อยู่แล้วได้ยินเสียงเหล่าผู้ติดตามคุยกันเป็ภาษาถิ่นดังแว่วมาขณะฉัน ซูเหลียง และถิงถิงนั่งทานที่โต๊ะประจำของเราฉันแปลกใจที่ตัวเองฟังพวกเขาออก พวกเขานั่งคุยเื่การเดินทางที่ผ่านมาและกำลังล้อเลียนเพื่อนคนหนึ่งที่เมาเรือเละเทะ
“ทั้งสองท่านน่าจะคุยงานกันจนถึงเย็นข้าน้อยจะเป็คนดูแลเื่ของว่างและเื่ผู้ติดตามเอง เหมยฟางกับถิงถิงอยู่ในห้องของตัวเองหรือห้องสมุดไปก่อนนะขอรับไม่ต้องห่วงเื่งานบ้าน” ซูเหลียงกล่าวหลังทานเสร็จฉันจึงชวนถิงถิงออกจากห้องไปหาอะไรทำ
ฉันไม่รู้ว่าฐานะของผู้หญิงในโลกนี้เป็ยังไงแต่ดูจากที่อาหงคนนั้นทักถิงถิงแต่ไม่พูดกับฉัน ท่าทางการพูดกับผู้หญิงในวัยที่สามารถแต่งงานได้จะเป็เื่ไม่สุภาพฉันคงต้องถามเอาทีหลังหรือไม่ฉันควรจะเริ่มอ่านนิยายไม่กี่เล่มซึ่งหนิงหลงมีอยู่ใน