[13]
นี่น่ะเหรอ... เพื่อนสนิท (2)
คุณกุมภากับคุณปัณฑ์ธรมาถึงใน่บ่าย ทั้งสองคนยิ้มแย้มใจดีแล้วก็เป็กันเอง ทำให้เราคุยกันได้อย่างผ่อนคลาย พอหายใจหายคอได้หน่อยหนึ่ง
แต่พอคุณฉัตรเทพรู้ว่าเพื่อนมาถึงครบแล้วก็ลงมาทักทายพร้อมนั่งพูดคุยอย่างออกรสตามประสาคนไม่ได้เจอกันบ่อย
ผมที่ไม่มีบทให้พูดแล้วจึงออกมาบอกให้แม่บ้านจัดของว่างกับเครื่องดื่มเข้าไปเสิร์ฟพวกเขา
และสิ่งที่เป็ชนวนทำให้ผมเกิดความรู้สึกน้อยใจอย่างห้ามไม่ได้คืออะไรรู้ไหม คือการที่คุณสามีจะกลับดึก...
แต่ผมไม่รู้อยู่คนเดียว
เขาโทรบอกทุกคนยกเว้นผม
มันตลกดีเพราะที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเราสนิทกันมากขึ้น พอเป็แบบนี้เลยรู้ทันทีว่าตัวเองสำคัญตัวผิดไปเสียเยอะเลย
"เฮ้อ! แกหวังอะไรอยู่เนี่ยทรัพย์เจริญ" บ่นให้ตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์
คือมันก็ต้องหวังอยู่แล้วไหมในเมื่อเป้าหมายของเราคือการทำให้เขารัก ท้ายที่สุดไม่อยากเป็ฝ่ายที่ต้องจากไปเลยสักนิด
ออกมานั่งรับลมที่สวนดอกไม้ แกว่งชิงช้าไปพลางเรียบเรียงความคิดไปพลาง
มื้อเย็นเริ่มตอนหนึ่งทุ่ม ผมเลือกที่จะไม่ร่วมโต๊ะด้วย โดยให้เหตุผลว่าจะรอทานพร้อมคุณสามี แต่จริงๆแล้วอึดอัดมากกว่า ก็คุณฉัตรเทพน่ะคอยแขวะผมอยู่เรื่อยๆเลยไง กลัวยั้งปากสวนกลับไปไม่ไหว
ผมไม่อยากจะทะเลาะกับใคร เพราะยังไงเขาก็เป็เพื่อนของคุณสามี เผลอๆก็อาจจะเข้าข้างกัน แต่ผมคิดว่าคุณสามีไม่น่าจะใช่คนแบบนั้น
ขณะที่กำลังเบื่อๆเซ็งๆไอ้เพื่อนรักของผมก็ได้โทรเข้ามา มันชวนไปเที่ยวพัทยาตอนนี้เลย ถ้าตอบตกลงมันจะรีบบึ่งรถมารับ
ดูเวลา... สองจิตสองใจ แต่ความอยากไปมีมากกว่าผมเลยตอบตกลง ระหว่างรอก็เก็บของใช้จำเป็ใส่กระเป๋าเป้กับเสื้อผ้าอีกจำนวนหนึ่ง เพราะเราจะค้างสองคืนแล้วกลับเช้าวันจันทร์
ด้วยความงี่เง่าเอาตัวเองคนเดียวล้วนๆ ผมเลยเลือกที่จะไม่บอกใคร พอเขมมาถึงผมจึงขึ้นรถไปกับมัน...
"เป็อะไร ทำไมซึมเป็ส้วมเลย"
"..."
"ทะเลาะกับผัวรวยมาเหรอ"
"..."
"อะ ท่าทางแบบนี้กูว่าร้อยเปอร์เซ็นต์"
"..."
"นี่ไอ้เพื่อนรัก คุณมึงไม่คิดจะคุยกับกูหน่อยเหรอครับ "
ผมได้ยินเสียงมันนะครับแต่แค่ยังไม่อยากคุยอะไรทั้งนั้น กำลังจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองอยู่
ไม่รู้ว่าผมออกมาแบบนี้เขาจะรู้สึกยังไง จะโกรธไหม จะเป็ห่วงบ้างหรือเปล่า
พรึ่บ!
"กูก็เคยบอกมึงแล้วว่าอย่าไปคาดหวัง"
รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลอาบแก้มเสียแล้ว ไอ้เขมวางมือลงบนหัวของผมแล้วจับโยกไปมาคล้ายจะให้รู้สึกตัว เลยรีบใช้มือปาดเช็ดน้ำตาออกพลางสูดน้ำมูกจนมันหลุดขำ
"วันนี้เจอหลายเื่น่ะ"
"งั้นเล่ามากูจะฟัง"
เขมมันเป็เพื่อนที่ดีจริงๆนะ ผมถึงสนิทใจที่จะเล่าเื่ทั้งหมดให้มันฟัง ไม่ใช่แค่เื่นี้เื่เดียวรวมถึงเื่อื่นๆด้วย
ผมก็เล่าตามที่ได้พบเจอมาตลอดทั้งวันให้มันฟัง หากไม่ใช่คนใจเย็นป่านนี้ทะเลาะวิวาทกันไปแล้ว
"ไอ้คนที่ชื่อฉัตรเทพอะไรนั่นมันแยกแยะไม่เป็เหรอวะ ถ้ามันจะใช้อคตินำชีวิตขนาดนี้ คงต้องเกลียดคนทั้งโลกอะ"
พยักหน้าเห็นด้วยกับที่เพื่อนพูด แต่ต่อให้เขาเกลียดคนทั้งโลกเขาก็ยังมีกินไปทั้งชีวิตไง เลยไม่ต้องมานั่งสนใจความรู้สึกใคร
"มึงอย่าไปใส่ใจมาก มีปากก็เห่าไปเรื่อย สักวันกรรมจะตามสนองมัน"
"อือ วันนึงคงได้รู้ซึ้งนั่นแหละ"
"กับผัวรวยมึงก็ไม่ต้องไปหวังกับมันมาก สู้กอบโกยเงินไว้เยอะๆพอถึงเวลาเลิกจะได้ตั้งตัวได้"
"หือ! ความคิดมึงนี่นะ แล้วกรุณาช่วยเรียกคุณสามีของกูดีๆด้วย มามงมามันอะไรล่ะ เดี๋ยวตบปากแตก"
"โอ้โหย เก่ง! เดี๋ยวนี้เก่งกับกูซะแล้ว เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน ไม่นึกถึงคืนวันที่ผ่านมาด้วยกันสักนิด"
"เว่อร์มาก แทนที่จะขายผลไม้ไปเป็นักแสดงดีกว่ามั้งทรงนี้ แอคติ้งดีจัด"
"เหอะ! กูจะไม่คุยกับคนใจร้าย"
"เกิน อยู่บ้านน้องไม่เล่นด้วยก็เงี้ย"
"เอ๊ะ! มึงรู้ได้ไง เดี๋ยวนี้ไอ้เข้มมันไม่วิ่งตามก้นกูแล้ว มันเปลี่ยนไปวิ่งตามก้นสาวๆแทน"
"ก็โตเป็หนุ่มแล้วหนิ"
"แต่กูไม่อยากให้มันโตเลย มึงรู้ไหมว่ามันน่ารักมากไอ้ลูกหมานั่นน่ะ"
"หึๆ มึงนี่นะ"
ผมหัวเราะให้กับท่าทางของมัน งอแงเป็เด็กสองขวบเลย ก็คงอยากให้ผมตลกนั่นแหละจะได้เลิกหงอยเสียที ซึ่งช่วยได้มากเพราะตอนนี้หัวสมองโล่งพร้อมเปิดรับความสนุกเต็มที่
.
.
.
ขณะเดียวกัน
พ่อบ้านได้แต่ยืนเงียบไม่รู้จะพูดอะไรให้บรรยากาศคลายความอึมครึม อีกทั้งรังสีดำทะมึนยังแผ่ไปทั่วคฤหาสน์ ขนาดเพื่อนๆที่ว่าสนิทนักหนายังไม่กล้าเข้าหน้า
โดยเฉพาะคุณฉัตรเทพที่วันนี้สร้างวีรกรรมเอาไว้ั้แ่วันแรก เป็เหตุทำให้นายท่านรองลำบากใจ แต่ก็ไม่น่าถึงกับออกจากบ้านไปโดยไม่บอกใคร อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
เมื่อนายท่านกลับมาสิ่งที่ถามหาเป็อันดับแรกคือนายท่านรองไปไหน ไม่เห็นออกมารับเหมือนอย่างเคย พอทุกคนบอกไม่รู้บรรยากาศเปลี่ยนทันที
ภายในห้องนั่งเล่นแห่งนี้เงียบสงัด ทุกคนนั่งกันอยู่ครบพร้อมหน้า แต่ไม่มีใครกล้าเปิดบทสนทนาสักคน เพราะรู้ดีว่าลาภิศกำลังโมโหเื่อะไร
"เทพ..." เสียงเย็นเอ่ยเรียกชื่อคนสร้างเื่
"อะไร" และแน่นอนว่าคนสร้างเื่รอตั้งรับอยู่แล้ว ตอบกลับทันทีที่อีกฝ่ายเรียก
"ฉันเคยเตือนนายก่อนมาแล้วหนิ ทำไมถึงยังทำอีก"
"เพราะนายแคร์หมอนั่นไงฉันเลยอดไม่ได้"
"เกี่ยวอะไรกับแคร์ไม่แคร์ นายควรแคร์พฤติกรรมของตัวเองมากกว่าไหม มีที่ไหนทำตัวแย่ใส่คนที่เพิ่งเจอกันเป็ครั้งแรก ฉันรับได้แต่ใช่ว่าคนอื่นจะรับได้เหมือนฉัน ทำตัวให้สมเกียรติหน่อยสิ ถ้านายไม่มีอำนาจนายทำนิสัยแบบนี้ใส่ใครไม่ได้นะเขาจะตบปากเอา"
โดนคนพูดน้อยสวดยับ
"ถ้านายได้เห็นพฤติกรรมแสนเย่อหยิ่งของหมอนั่นนายจะไม่พูดกับฉันแบบนี้ ไม่เชื่อก็ถามพ่อบ้านดูสิ หมอนั่นมันคิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้าเชียวล่ะ ลับหลังนายมันก็คงจะกดขี่พวกคนงาน ไม่ก็ยักยอกเงินไว้ใช้ส่วนตัว"
ลาภิศรู้เพราะเคยเห็นอยู่บ่อยๆเพราะคุณภรรยาต้องคุมคนงานภายในที่แห่งนี้ไว้ให้อยู่หมัด ช่วยไม่ได้ที่คนเราต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง แล้วเขาก็เป็คนอนุญาตให้ทำได้ตามสบาย
"นั่นเพราะนายเป็คนเริ่มก่อน แล้วตามว่าตามแขวะอยู่เรื่อยๆตลอดวัน นายตั้งใจทำแบบนั้นโดยเฉพาะคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง"
"..."
"ส่วนเื่ที่นายกล่าวหาว่าภรรยาของฉันกดขี่คนงาน ยักยอกเงินไว้ใช้ส่วนตัว... มีหลักฐานะหรือเปล่า อย่าพูดลอยๆเพราะแค่คิดว่าฉันจะเชื่อ"
"นายชอบหมอนั้นสินะ"
"เอาอะไรมาตัดสิน"
"นายเข้าข้างมัน นายกำลังโกรธฉันทั้งที่ปล่อยผ่านได้เหมือนอย่างที่แล้วๆมา นายอาจไม่รู้ตัวนะลาภิศแต่คนอื่นเข้าดูออกกันหมด!"
ร่างแกร่งถอนหายใจ จากที่นั่งหลังตรงเปลี่ยนเป็เอนหลังพิงพนักอย่างเหนื่อยหน่าย การให้ความสำคัญกับคุณภรรยาไม่ได้หมายความว่าเขาชื่นชอบหรือเสน่หา หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด ฉะนั้นจะให้ปล่อยผ่านได้ยังไง
เฮ่อ!
"มีเื่อะไรเอาไว้ค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้ พวกนายก็ตามสบาย อยากได้อะไรบอกแม่บ้านได้ตลอดเวลา"
ลาภิศหงุดหงิดเกินกว่าจะนั่งอยู่ต่อ จึงกลับขึ้นมาชั้นบน หยิบมือถือมาไล่หาเบอร์โทรของคุณภรรยา เมื่อเจอก็รีบกดโทรออกแต่อีกฝ่ายกลับปิดเครื่องเสียอย่างนั้น คงไม่ใช่ว่าโกรธมากเหมือนครั้งก่อนหรอกนะ
...ผิดวิสัยคนไม่สนใจอะไร อาจเพราะชินกับการมีอีกคนคอยวนเวียนอยู่รอบกาย พอกลับมาแล้วไม่เจอเลยรู้สึกแปลกๆ มันเงียบ...ทั้งที่ปกติก็ไม่ค่อยมีเื่คุยกันเยอะแยะอยู่แล้วแต่กลับไม่เงียบเท่านี้
ซึ่งตัวเองก็ยังแปลกใจที่ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ออกมานั่งปิดไฟมืดอยู่ที่โซฟาตรงหน้าทีวีกระทั่งเช้าทรัพย์เจริญก็ยังไม่กลับมา มือถือก็โทรไม่ติด ปิดเครื่องตลอดคืนเชียวหรือ
ร้อนรุ่มในอก หงุดหงิดงุ่นง่าน แต่ดันไม่รู้ตัวสักนิดว่านั่นคือความห่วงหา คนเ็าช่างโง่เง่าเบาปัญญาในเื่นี้ยิ่งนัก รักๆใคร่ๆไม่เคยอยู่ในหััวมาก่อน
คุณภรรยาหายไปทั้งคืน ไปที่ไหน... ไปกับใคร โกรธถึงขนาดไม่คิดจะโทรมาบอกกันเลยหรือไง วันหยุดแสนสุขที่คิดไว้จึงเริ่มต้นด้วยอารมณ์เช่นนี้และคิดว่าน่าจะเป็ตลอดวัน
ขนาดพ่อบ้านยังหวั่นใจเมื่อเห็นสีหน้าแววตาและท่าทางของผู้เป็เ้านาย ใต้ตาคล้ำรวมถึงความดำทะมึนรอบกายที่แผ่ซ่านออกมาไม่หยุดหย่อน
"รับกาแฟสักหน่อยไหมครับนายท่าน"
นอกจากไม่ตอบแล้วยังเงียบจนน่ากลัว ต้องล่าถอยไปยืนรออยู่ห่างๆจนกว่าอีกฝ่ายจะเรียกใช้
กว่าจะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ก็สายมากแล้ว แสงแดดร้อนแรงแข่งกับท้องฟ้าแจ๋มใส ร่างสูงใหญ่อาบน้ำแต่งตัวในชุดสบายๆลงมาพบปะเหล่าเพื่อนสนิทที่ห้องนั่งเล่นใหญ่
"ได้ยินจากพ่อบ้านว่าทรัพย์ยังไม่กลับมาเหรอ" กุมภาเปิดบทสนทนาทันทีที่เพื่อนนั่งลง เขาเองก็แอบห่วง...
"เห็นไหมล่ะ" คนอารมณ์ไม่ดีเหวี่ยงใส่ ไม่บอกก็รู้ว่าไม่ได้นอน ตาจะไม่ไหวละ
"หึ! มึงแปลกไปนะภิศ" ปัณฑ์ธรว่า อย่างที่ฉัตรเทพพูดไว้เมื่อคืน ตอนนี้มันชัดเจนมาก
"ไม่ใช่ว่ารักเขาแล้วเหรอ" กุมภาร่วมผสมโรง ดูออกเช่นกัน
"ก็บ้าละ อย่าพูดไม่เข้าท่าน่า" ฉัตรเทพเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งที่ตัวเองสงสัยคนแรกเลยแท้ๆ
"งั้นอย่าไปใส่ใจมาก เขาจะกลับมาตอนไหนก็เื่ของเขา" ปัณฑ์ธรว่าพลางมองเพื่อนด้วยสายตาเ้าเล่ห์
"นั่นดิ เขาโตแล้วมีสิทธิ์จะไปไหนก็ได้" กุมภาพยักหน้าให้ลูกพี่ลูกน้องเป็อันรู้กัน
"เอากาแฟมาหน่อย" อะ เปลี่ยนเื่เก่ง
บางทีเพื่อนตัวดีของพวกเขาอาจจะกำลังมีความรักโดยไม่รู้ตัว... อะไรก็เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกันทุกวัน
จุดมุ่งหมายในการรวมตัวก็ไม่มีอะไรเลย ตามประสาเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยว่างเจอกันมานั่งอัพเดทชีวิตให้กันฟัง ทิศทางธุรกิจ เศรษฐกิจปัจจุบัน ไล่ไปจนถึงข่าวสารทั่วไป
รับประทานอาหารพร้อมหน้า ตกตอนเย็นก็ปาร์ตี้สังสรรค์ ระหว่างนั้นลาภิศก็มีเดินออกไปกดโทรหาคุณภรรยาเป็ระยะ แน่นอนว่าอีกฝ่านยังคงปิดเครื่องไว้เช่นเดิม
Tbc.