๕
ผมชอบร้องเพลงเรียกได้ว่ามันอยู่ในสายเืผมั้แ่เกิดเลยจะดีกว่า มีกินมีอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะแก้วเสียงอันไพเพราะที่์ท่านสรรค์สร้างประทานมาให้
ทุกครั้งที่จับไมค์ร้องเพลงผมมีความสุขมาก ผมร้องเพลงทุกเพลงออกมาจากความรู้สึกเพราะการร้องเพลงต้องใส่อารมณ์เพื่อให้คนฟังได้มีความสุขและรับรู้ถึงความรู้สึกที่ผู้แต่งเพลง้าสื่ออกมาโดยผ่านเสียงร้องของคนที่เป็ “นักร้อง”
แต่ความสุขของการร้องเพลงของผมมันเริ่มหายไป...หายไปั้แ่ไปเซ็นสัญญาบ้าบอกับไอ้มาเฟียนั่นคิดแล้วก็แค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จะฟ้องก็ไม่ได้ จะแจ้งความก็ไม่ได้ก็เราสมยอมเขาเองในสัญญาก็ระบุไว้ชัดเจน มีลายเซ็นผมเรียบร้อยแล้วด้วย
ความคิดหุนหันพลันแล่นก็ผลุบเข้ามาในหัวสมองผมอีกครั้งที่มาเฟียบอกว่าผมต้องชดใช้ในสิ่งที่ผมทำกับเขา ผมยังคิดไม่ออกจนถึงตอนนี้ว่า ผมไปทำอะไรกับเขาไว้ ผมไม่เคยรู้จักกับไอ้มาเฟียมาก่อน อาจเคยเห็นบ้างแค่ในทีวีก็เท่านั้นเอง
ผมครุ่นคิดอะไรอยู่ยกใหญ่ตอนนี้ก็ได้เวลาแต่งตัวไปทำงานครั้งนี้เป็การไปทำงานที่ต้องยอมจำนนต่อความไม่ละเอียดรอบคอบของตัวเองเหตุการณ์ครั้งนี้เป็บทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก มันสอนให้ผมต้องรอบคอบและที่สำคัญคือไม่เห็นแก่เงิน เพียงเพราะแค่เห็นแก่ตัวเลขกลม ๆ ก็อาจจะทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอด
“ทำไมมาเร็วแบบนี้ครับ”
ผมหันไปตามเสียงที่เอ่ยทักผมขณะที่ผมกำลังเดินเข้ามาในผับด้วยความไม่เต็มใจสักเท่าไหร่
“ครับ...การมาก่อนเวลาเป็เื่ปกติ”
ผมหับไปบอกกับมะพร้าว พร้อมกับมองไปรอบ ๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครบางคนออกมาแต่ผมก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคน ๆ นั้น
“นายท่านยังไม่มาครับ...จะเข้ามาตอนดึกๆ”
ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อยนึกว่าจะได้เจอไอ้โหดนั่นอีก ถือว่าผมโชคดีไปคืนนี้ผมวางแผนไว้ว่าถ้าผมร้องเพลงเสร็จผมจะรีบลงจากเวทีแล้วรีบกลับบ้านทันทีก่อนที่ไอ้โหดมันจะมา
“ผมไม่ได้มองหานายท่านของคุณสักหน่อย”
“คุณตี๋เล็กชอบตอบไม่ตรงกับใจ”
มะพร้าวพูดยิ้ม ๆ
“เชิญคุณตี๋เล็กไปพัก ที่ห้องรับรองก่อนนะครับ...เดี๋ยวผมจะไปเอาน้ำกับของว่างมาให้”
พูดเสร็จมะพร้าวก็เดินออกไปส่วนผมก็เดินมาที่ห้องรับรองที่ผับจัดไว้ให้ไม่นานมะพร้าวก็เดินเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำและในถาดยังมีจานขนมและผลไม้
“ขอบคุณครับ”
“มันเป็หน้าที่ของผมครับ นายท่านสั่งว่าให้ดูแลคุณตี๋เล็กเป็อย่างดี”
แค่คำว่านายท่านผมไม่อยากจะได้ยินเลยจริงๆ มันทำให้ผมแค้นขึ้นมาทันที แต่ก็ได้แค่แค้นในใจเพราะคนตัวเล็กๆ บอบบางอย่างผมไม่สามรถทำอะไรเขาได้อยู่ดี ผมจึงเป็ฝ่ายถามมะพร้าวบ้าง เพราะเขาดูเป็คนดีดีเกินกว่าที่จะมาเป็ลูกน้องของไอ้มาเฟียนั่น
“นายทำงานที่นี่นานหรือยัง”
“เกือบปีได้ครับ ั้แ่ผับเปิดแรก ๆ”
“แล้วทำไมถึงมาทำงานที่นี่ได้ล่ะ นายดูไม่เหมาะกับการทำงานแบบนี้เลย”
ใช่มะพร้าวดูไม่เหมาะกับงานแบบนี้เลยแม้แต่น้อยเพราะด้วยรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าอยู่ในระดับดีผิวขาวสะอาดและบุคลิกภาพที่ดูดีน่าจะเป็นายแบบได้สบาย ๆได้เงินดีกว่าการเป็ลูกจ้างไอ้มาเฟียตั้งเยอะ
“ความจริงแล้วที่ผมมาทำงานที่นี่ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของนายท่านที่เมตตาผมนายท่านไม่ได้บังคับให้ผมมาทำ แต่ผมเต็มใจมาทำ...”
มะพร้าวเริ่มเปลี่ยนสีหน้าจากหน้าตายิ้มแย้มเมื่อสักครู่เป็ฉายแววตาเศร้า
“ตอนนั้นผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยทุกอย่างเหมือนไปได้ดี...ครอบครัวเราไม่ได้รวยแต่ก็ไม่ได้จนฐานะพอปานกลาง...แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นแม่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและหมดเงินไปกับค่ารักษาตัวจำนวนมาก จนไม่มีเงินส่งค่าเทอมและค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนให้ผม ตอนนั้นผมกลุ้มใจมากไม่รู้จะทำยังไงมีทางออกเดียวคือผมต้องขอทุนเรียนต่อ ผมเขียนจดหมายมาที่มูลนิธิช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากของนายท่านผมเล่าเื่ราวชีวิตทุกอย่างผ่านทางจดหมายและก็ถูกติดต่อกลับมาจากมูลนิธิโดยมูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือผมทุกเื่แม้กระทั่งแม่ที่ป่วยอยู่ แม่ผมอยู่มาได้อีกสักระยะใหญ่ ๆ จนผมเรียนจบมหาวิทยาลัยอีกไม่กี่เดือนต่อมาท่านก็จากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ”
น้ำเสียงเศร้าและแววตาที่ฉายออกมานั้นทำให้ผมสงสารคนที่อยู่ตรงหน้าจับใจ
“แล้วพ่อมะพร้าวล่ะ”
“พ่อผมจากผมไปั้แ่ผมยังเด็กพ่อถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่”
“ขอโทษด้วยนะที่ฉันถามไป”
“ไม่เป็ไรครับทุกอย่างมันผ่านมาแล้ว”มะพร้าวพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มที่สร้างมานั้น ไม่สามารถลบความเศร้าเสียใจที่เขามีอยู่ในแววตาได้ “ถ้าคุณตี๋เล็กไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
ผมพยักหน้าตอบ
จะว่าไปไอ้มาเฟียก็มีความดีความชอบกับเขาเหมือนกันไม่ยักจะเชื่อว่าคนโหด ๆ แบบนี้จะคืนกำไรให้กับสังคม
ผมนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่สักพักก็ได้เวลาขึ้นไปร้องเพลงเมื่อผมขึ้นเวทีไปก็เหมือนเดิมผมได้รับการต้อนรับเป็อย่างดีจากแเื่ที่มาเที่ยวผับวันนี้ดูเหมือนว่าคนจะเยอะกว่าเมื่อคืนอาจเป็เพราะว่าผมเป็นักร้องประจำอยู่ที่นี่ หลาย ๆ คนที่เป็แฟนคลับผมก็เลยพากันมา ถึงแม้นักร้องอย่างผมไม่มีเพลงดังเป็ของตัวเอง และถึงแม้ว่าผมจะเอาเพลงของคนอื่นมาร้องแต่ผมก็มีแฟนคลับที่คอยติดตามผมว่า ผมจะเอาเพลงของใครมาร้องอีก
ไม่รู้ว่าผมควรจะภูมิใจกับมันรึเปล่าที่เขาเห็นว่าผมเป็นักร้องคอฟเวอร์
ผมร้องเพลงพร้อมกับเอนเตอร์เทรนคนฟังมาเรื่อยๆ แล้วจบลงด้วยเพลงสุดท้ายเหมือนเช่นเคย ระหว่างที่ผมกำลังจะลงเวทีนั้น แฟนคลับก็กู่กันเข้ามาขอถ่ายรูปกับผม สมัยนี้เวลาเราพบเจอคนดังในดวงใจของเราเราก็จะขอถ่ายรูปแล้วโพสต์สเตตัสอวดเพื่อนถ้าเป็สมัยก่อนนักร้องรุ่นพี่เคยเล่าให้ผมฟังว่าแฟนคลับจะเข้ามาขอลายเซ็นส่วนมากก็จะถือเทปเพลงมาให้เซ็น
หลังจากถ่ายรูปกับแฟนคลับเสร็จผมกำลังจะเดินออกจากผับแต่ก็ถูกมะพร้าวมาดักรอตรงหน้าประตูทางเข้า-ออกผับ
“นายท่าน้าพบคุณตี๋เล็กครับ”
“แต่มันถึงเวลาเลิกงานแล้วนะ”
“แต่นายท่าน้าพบคุณตี๋เล็กเดี๋ยวนี้...ผมว่าคุณอย่าขัดคำสั่งนายท่านเลยจะดีกว่า”
“วันพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”
เพราะผมไม่อยากเจอกับไอ้มาเฟียโรคจิต ถ้าเกิดวันนี้มันทำอะไรผมขึ้นมาล่ะผมจะทำอย่างไร แล้วใครจะช่วยผม
“ไม่ได้ครับนายท่านบอกว่าวันนี้ก็คือวันนี้ เดี๋ยวนี้ก็ต้องเดี๋ยวนี้ครับ”
แต่ผมไม่ฟังในสิ่งที่มะพร้าวพูด ผมผลักมะพร้าวให้หลบไปแล้วก็เดิน ออกไปที่ลานจอดรถทันทีระหว่างที่ผมเดินออกมานั้นเหมือนมีใครตามผมมา!
ผมรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีใครบางคนแบกตัวผมไป
“ผมพูดดีๆ คุณไม่ฟังเองนะครับ คุณตี๋เล็ก”
“ปล่อยนะมะพร้าว”
ผมดิ้นด้วยความอยากหนีเอาตัวรอดแต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากไหล่กว้างของคนที่แบกผมได้
“ผมต้องทำตามที่นายท่านบอก”
“แต่นายไม่สิทธิ์มาทำอย่างนี้กับฉันนะ”
มะพร้าวไม่ยอมปล่อยผมลงจากไหล่เขาพาผมเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงห้องทำงานของไอ้มาเฟีย ตอนนี้เขากำลังนัวเนียอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งเป็ผู้หญิงสวย และวันนี้คงจะเป็คิวของเธอ
เมื่อมันเห็นผมเข้ามา มันจึงบอกให้ผู้หญิงคนนั้นออกไปนี่คงเป็เื่ปกติที่ทำอยู่เป็ประจำ
เขามองทางผมด้วยแววตาและสีหน้าเหมือนเช่นเคยซึ่งผมเดาอารมณ์อย่างนี้ไม่ถูกเลยทีเดียว
“กว่าจะมาหาฉันได้”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแล้วหันไปมองหน้ามะพร้าวให้เป็อันรู้ว่าให้มะพร้าวออกไปจากห้องก่อน
“คุณมีอะไรจะพูดกับผม”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงแข็งปนหงุดหงิด
“มาถึงก็ปากดีเลยนะแต่ฉันชอบคนปากดีอย่างนาย”
ไอ้มาเฟียมันเริ่มเดินเข้ามาหาผมทีละนิดๆ ส่วนผมก็ถอยหลังออกไปทีละนิด ๆ
“คะคุณจะทำอะไร”
คนที่อยู่ตรงหน้าไม่พูดเขาได้แต่แสยะยิ้มออกมา
“อย่าเข้ามานะ”
ผมพูดออกไปด้วยข้างในใจมีแต่ความกลัวถ้าเขาทำอะไรผมขึ้นมาจริง ๆ ผมไม่มีทางสู้เขาได้แน่
“นายมันเป็คนไร้จุดยืนเป็นักร้องมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะ ยังไม่มีเพลงดังเป็ของตัวเองอาศัยแต่เพลงคนอื่นร้อง เดือน ๆ ต้องคอยวิ่งตามจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่รู้ตั้งกี่บาท”
“นั่นมันเป็เื่ของผม...”สายตาของคนที่อยู่ตรงหน้าผมยังคงจ้องมองผมอย่างไม่ลดละและยังก้าวเท้าเข้ามาหาผมเรื่อย ๆ “และที่คุณบอกว่าผมไม่มีจุดยืนคุณคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ได้แล้วล่ะ”
“แล้วจุดยืนของนายคืออะไร”
เขาพูดพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนผมก็ได้แต่ก้าวถอยหลัง
“ส้นตีนไงจุดยืนไหมล่ะ”
“นายแน่ใจเหรอว่านั่นคือจุดยืนที่มั่นคงของนาย”
“ยิ่งกว่าแน่ใจอีกเพราะมันมั่นคงมาก”
ทันใดนั้นผมก็สะดุดเข้ากับอะไรสักอย่างจนล้มลงที่โซฟาคนที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาค่อมตัวผมทันที
“ปะปล่อยคุณจะทำอะไรผม”
ผมร้องโวยวายและพยายามดิ้นอย่างสุดแรงแต่ก็ไม่สามารถเอาตัวเองออกจากภายใต้คนร่างใหญ่นั้นได้
“จุดยืนของนายมันไม่มั่นคงเลยสักนิดเพราะถ้ามันมั่นคงจริงนายคงไม่ล้มอย่างนี้หรอกหรือว่าความจริงแล้วนายให้ท่าฉัน”
“ให้ท่าอะไร”
“ก็ให้ท่ายอมพลีกายให้ฉันไงเล่า”
“หยุดความคิดนั้นไว้เดี่ยวนี้เลยไอ้คนโรคจิต”
“ฉันไม่ได้โรคจิตแต่ฉันแค่อยากลดความทระนงของนายลงต่างหาก นายคงไม่รู้สินะว่านายทำความเสียหายอะไรให้ฉันบ้าง”
“แล้วผมไปทำอะไรให้คุณ”
เื่นี้เป็เื่ที่ผมอยากรู้จริงๆ
“นายคงไม่รู้ตัว ว่าการหลงตัวเองของนายจะทำให้อื่นเดือดร้อน...”เขา พูดพร้อมกับมือลูบไล้ไปทั่วร่างกายของผม “ฉันจะบอกให้อย่างหนึ่งว่าโอกาสเมื่อมันมาถึงแล้วก็ต้องรีบคว้าเอาไว้เมื่อนายได้โอกาสนั้นแล้วนายก็ควรจะรักษามันไว้ไม่ใช่ใช้โอกาสนั้นเป็เครื่องมือต่อรองคนอื่น”
“คุณพูดอะไรผมไม่เข้าใจ”
“ทางบริษัทฯของฉันเคยติดต่อให้นายมาร้องเพลงเพราะว่าตอนนั้นนายดังมากและเป็นักร้องเบอร์หนึ่งของประเทศ ทางทีมงานของฉันติดต่อให้นายมาร้องเพลงโดยตกลงเื่ค่าตัวและวันเวลาเสร็จเรียบร้อยนายตกปากรับคำ แต่พอถึงวันงาน นายผิดนัดและไม่มาตามที่ตกลงกันไว้”
“แค่ผมไม่ไปงานมันก็คงไม่ทำให้คุณเสียหายอะไรขนาดนั้น”
“เพราะนายคิดแบบนี้ไงฉันถึงอยากลดความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจของนาย” ตอนนี้มือมันยังลวนลามไปทั่วร่างกายผม“นายรู้ไหมงานนั้นเป็งานสำคัญของฉัน เป็งานเปิดตัวคอนโดฯ และนอกจากนั้นยังมีการจองและร่วมประมูลห้องที่สร้างขึ้นมาเป็พิเศษ”
“ก็ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับผม”
“เกี่ยวสิ...นอกจากนายจะไม่ไปงานแล้ว ฉันยังอับอายขายหน้าเพราะคนอย่าง บดินทร์ไม่เคยผิดคำพูดกับใครและวันนั้นฉันยังสูญเสียเงินมูลค่าร้อยล้านเพื่อลดแลกแจกส่วนลดให้กับคนที่จะมาซื้อห้องคอนโดฯของฉัน แต่เงินร้อยล้านช่างมันเถอะเพราะสิ่งที่ฉัน้าในตอนนี้ก็คือตัวนาย”
มันพูดพร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อเข้ามาประกบปากผมผมพยายามดิ้นแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าผมจะหลุดและหยุดการกระทำของไอ้มาเฟียได้เลย
“เป็ไงรสจูบของฉันมันหอมหวานรึเปล่านี่จูบแรกที่ฉันทำกับผู้ชาย”
“บ้าบอที่สุด”
“แต่นายจะต้องเจออะไรที่บ้าบอมากว่านี้อีก นายลองคิดดูสิถ้านายเป็ของฉันนายสบายตลอดชาติเลยนะ”
“ไม่มีทาง”
“นายแน่ใจเหรอว่านายจะปฏิเสธฉันได้”
พูดเสร็จมันก็เข้ามาประกบปากกับผมอีกระรอกตอนนี้มันจูบเร่าร้อน รุนแรงกว่าเดิม ทำเอาผมต้องเผลอร้องครางออกมาจากลำคอ
บ้าที่สุด!
“อันนี้แค่บทเรียนแรกที่นายจะได้รับ”
มันผละจูบออกจากผมแล้วพูดขึ้น ส่วนผมได้แต่นอนนิ่งเพราะผมกำลังสติแตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น นี่ผมกำลังจูบกับผู้ชายด้วยกัน แต่ทำไมผมถึงไม่รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย
บ้า...บ้าไปแล้ว !
“วันนี้ฉันยังจะไม่ทำโทษอะไรนายมาก แต่ฉันขอย้ำว่านายอย่าคิดหนีฉันเพราะถ้านายคิดหนีฉัน นายคงรู้ว่าชีวิตนายจะเป็อย่างไร รวมถึงครอบครัวนายด้วย”
คราวนี้เขาลุกออกไปจากตัวผม
“อ้อ...แล้วอย่าคิดว่าการที่นายมีพี่ชายเป็ตำรวจจะทำอะไรฉันได้นั้น นายคิดผิด เพราะยศแค่นั้นทำอะไรคนอย่างฉันไม่ได้หรอกใหญ่กว่านี้ก็ทำไม่ได้”
ตอนนี้มันกลับไปนั่งลงที่โต๊ะทำงาน ส่วนผมนั่งอยู่ที่โซฟาด้วยความใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้
“ออกไปได้แล้ว”
พอได้ยินคำนี้ผมรีบเดินออกจากห้องทำงานของไอ้มาเฟียทันทีในสมองตอนนี้มันทื่อไปหมดมันเกิดอะไรขึ้นกับผม
ระหว่างทางขับรถกลับบ้านมันมีแต่ภาพที่ไอ้มาเฟียจูบผมลอยเวียนอยู่เต็มหัวสมองผมไปหมดมันเป็สิ่งที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน ถึงจะรู้สึกแปลกแต่ทำไมเมื่อสักครู่ที่เขาจูบผม ผมถึงไม่รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อยทั้ง ๆที่จูบกับผู้ชายด้วยกัน
บ้า...บ้าที่สุด ผมยังชอบผู้หญิงผมไม่ได้ชอบผู้ชาย !