จังหวะเดียวกันที่เสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัวดังออกไปทั่วพื้นที่รกร้าง กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังก็ปะทุออกมาจากพื้นที่ลับอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่มีผลอะไรต่อมนุษย์และภูติมากนักแต่สำหรับครึ่งอสูรแม้แต่จอมพลก็ยังต้องร่างสั่นเทาด้วยความกลัว
“แย่แล้ว!!!!!!!” พวกจ้าวหยเฟยกลายเป็นตื่นตระหนกเมื่อกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์นี้แผ่กระจายออกมา
แม้แต่เสียงคำรามของสัตว์เวทในตำนานยังต้องหยุดลงราวกับว่ากลิ่นอายนี้ทำให้มันไม่กล้าส่งเสียงดัง
“ข้างในนั้นมันมีอะไรอยู่” ผู้อาวุโสตระกูลปิงกล่าวด้วยสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที
“ท่านจักรพรรดิของพวกเรากำลังบ่มเพาะอยู่ด้านในเพราะงั้นพวกเจ้าอย่าได้เข้าไปยุ่งจะดีกว่า” จ้าวหยูซินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
ในตอนนี้พวกนางไม่มีทางเลือกที่จะต้องแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อปกปิดความจริง เพราะตอนนี้พวกครึ่งอสูรต่างก็สนใจในตัวของต้าหมิงอยู่แล้วถ้าพวกเขารู้ถึงความลับของต้าหมิงอีกละก็อาจจะเกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ไขได้อีกเลย
“วูบ!!!!!!!!”
กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายไปยังส่วนลึกของพื้นที่รกร้างได้ไม่นานมันก็หายไป พวกครึ่งอสูรได้สติทันที เมื่อครู่กลิ่นอายนั้นทำให้ร่างกายของพวกเขาหนักอึ้งและหวาดกลัวราวกับว่าตรงหน้าของพวกเขากำลังจะปรากฎตัวตนอันสูงศักดิ์ยิ่งกว่าจักรพรรดิอสูรทั้งสาม
“เมื่อสักครู่มันอะไรกันแน่ จักรพรรดิหญิงของพวกเจ้าไม่มีทางมีกลิ่นอายแบบนี้แน่” จอมพลทั้งสามของพวกครึ่งอสูรพากันจ้องมองพวกจ้าวหยูซินด้วยสายตาแดงก่ำ
“ข้าบอกแล้วไงว่าท่านจักรพรรดิของพวกเรากำลังบ่มเพาะอยู่ถ้าพวกเจ้ายังไม่จากไปตอนนี้ละก็พวกข้าจะให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่ตลอดกาล” จ้าวเฟยหรูกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาจิตสังหารปะทุออกมา
“คิดจะข่มขู่ข้างั้นเหรอ กลิ่นอายนั้นหรือว่าเด็กน้อยที่ชื่อต้าหมิงคนนั้นจะอยู่ข้างใน น่าสนใจจริงๆไม่แปลกใจที่ท่านจักรพรรดิต้องการตัว” จอมพลคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าชั่วร้าย
“รนหาที่ตาย” จ้าวหยูเฟยคำรามออกมาพร้อมกับพุ่งออกไป
“พวกเจ้ารีบหนีออกไปจากที่นี่ซะแล้วส่งข่าวไปให้ท่านจักรพรรดิว่าเจ้าเด็กน้อยนั่นมีกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าอสูร” จอมพลทั้งสามคำรามออกมา
ระดับขุนพลและอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างไม่รอช้ากระจายกันออกไปทันที พวกจ้าวหยูซินพากันระเบิดพลังอำนาจออกมาไล่สังหารทันที
อีกด้านหนึ่งทันทีที่เสียงคำรามของสัตว์เวทระดับ 9 ดังขึ้นมาตัวตนระดับจักรพรรดิก็ปรากฏตัวที่พื้นที่รกร้างในเวลาต่อมาแล้ว
“ดูเหมือนว่าในยุคนี้เจ้านั่นจะหลุดออกมาจากผนึกแล้วสินะ” เสียงที่สุดใสดังขึ้นพร้อมกับหญิงสาวผมสีขาวเหมือนหิมะก้าวเดินออกมาจากอากาศ หญิงสาวคนนี้มีใบหูของจิ้งจอกและหางงอกออกมา 9 หาง
“จักรพรรดิจิ้งจอกงั้นเหรอ” จักรพรรดิหญิงที่ปรากฏตัวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
“จักรพรรดิจิ้งจอกยังงดงามเหมือนเช่นเคย” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น ชายหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนก้าวออกมากลิ่นอายที่หนาวเหน็บแผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เจ้าเองก็ยังปากหวานเช่นเคยเหมือนกันจักรพรรดิเหมันต์” จักรพรดิจิ้งจอกกล่าว
“ดูเหมือนว่าจักรพรรดิที่แข็งแกร่งจะมารวมตัวกันแล้วสินะ” เสียงที่สดใสดังขึ้น
หญิงสาวที่สวมชุดสีเขียวและมีเส้นผมสีทองสว่างปรากฏตัวเช่นกัน
“ราชินีภูติงั้นหรือ ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้เจ้ายังคงงดงามแม้จะแต่งงานแล้ว” เสียงที่หยาบคายดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกมา
“จักรพรรดิอสนี เจ้าอยากตายงั้นเหรอ” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น ชายคนนี้มีเส้นผมสีเขียวอ่อนกลิ่นอายที่ดูลึกลับก็ปรากฎออกมาเช่นกันและด้านหลังปรากฎชายชราอีกคน
“จักรพรรดิวิญญาณเจ้ายังไม่อยู่ในสายตาของข้าแต่ถ้าเป็นตาแก่นั่นข้าก็พอจะอยากจะต่อสู้ด้วยอยู่” จักรพรรดิอสนีกล่าว
“หยุดคำทักทายเอาไว้แค่นั้นก็พอ เพราะตอนนี้สถานการณ์ของพวกเราค่อนข้างที่จะแย่” จักรพรรดิครึ่งอสูรอีกสามคนเองก็ปรากฏตัวออกมาเช่นกัน
“เท่านี้ก็มากันครบแล้ว จากเสียงคำรามเมื่อครู่ดูเหมือนแม้จะถูกผนึกไปเป็นเวลาหลายหมื่นปีพลังของมันก็ไม่ลดลงเลยกลับกันมันกลับเพิ่มขึ้นอีก” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว
“ใช่ และถ้าพวกเราตรวจสอบดีๆผนึกนั่นอาจจะทนได้อีกไม่กี่ปีแล้ว” จักรพรรดิวิญญาณกล่าว
“หลายหมื่นปีมานี้พวกเราพยายามที่จะเติมพลังเวทย์ให้กับค่ายกลที่ผนึกเจ้าสัตว์ร้ายเอาไว้ตลอดแต่ในที่สุดมันก็ทนไม่ได้แล้ว” จักรพรรดิอสรพิษกล่าว
“ถ้าเจ้านั่นหลุกออกมาได้ ด้วยพลังของพวกเราจะสามารถเอาชนะเจ้านั่นได้จริงงั้นรึ” ราชินีภูติกล่าว
“........” ไม่มีจักรพรรดิคนใหนกล้าออกความเห็นเพราะพวกเขารู้ตัวดี สำหรับสัตว์เวทระดับ 9 การที่จะล้มเจ้านั่นได้อย่างน้อยจะต้องมีตัวตนที่อยู่เหนือกว่าระดับจักรพรรดิ แต่น่าเสียดายที่ทวีปแห่งนี้ระดับจักรพรรดิคือขีดจำกัดแล้ว
“หืมกลิ่นอายนั่นมันอะไร” ในขณะนั้นเองจักรพรรดิวิหคที่ยืนอยู่ก็สั่นใหวเพราะกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฎนั้นทำให้ร่างกายของพวกเขาหวาดกลัว
“ทางนั้นมัน...” จักรพรรดิหญิงแสดงสีหน้าจริงจังออกมาก่อนจะพุ่งออกไป
“ตามไป!!!!!!!!!” จักรพรรดิจิ้งจอกไม่รอช้ารีบติดตามไปทันทีเพราะนางเองก็พอจะได้ข้อมูลบางอย่างมาเกี่ยวกับตัวตนของต้าหมิง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จักรพรรดิคนอื่นๆไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อจักรพรรดิหญิงไปถึงก็เห็นว่าพวกจ้าวหยูเฟยกำลังต่อสู้อยู่กับจอมพลของครึ่งอสูรอยู่
“หยุด!!!!!!!!!!!!”
จักรพรรดิหญิงคำรามออกมา เสียงคำรามแฝงไว้ด้วยแรงกดดันของจักรพรรดิทำให้พวกจ้าวหยูซินต้องหยุดลงและก้มคารวะให้กับจักรพรรดิของตนเอง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จักรพรรดิจิ้งจอกที่พึ่งมาถึงก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที
“เรียนท่านจักรพรรดิ กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์มันออกมาจากที่นั่น” จอมพลทั้งสามที่รับบาดเจ็บไม่รอช้ารีบชี้ไปทางพื้นที่ลับที่ต้าหมิงบ่มเพาะอยู่ทันที
“โอ้ เจ้ามีปัญหาอะไรกับพื้นที่บ่มเพาะของข้างั้นหรือ” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังจอมพลทั้งสามของครึ่งอสูรทันที
“ไม่...ไม่มี...อะไร พวกเราแค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์จากด้านในก็เท่านั้น” จอมพลทั้งสามของดินแดนครึ่งอสูรกล่าว
“ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไรข้าขอเข้าไปดูได้หรือไม่” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว
“ถ้าเจ้าว่าแบบนั้นเอาไว้ข้าขอเข้าไปดูพื้นที่ลับของเจ้าที่ดินแดนครึ่งอสูรจะได้หรือเปล่าละ” จักรพรรดิหญิงก้าวออกมาขวางทางจักรพรรดิจิ้งจอกเอาไว้และกล่าวขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จักรพรรดิเหมันต์ปรากฏออกมาข้างๆพวกปิงเสวี่ยก่อนจะถาม
พวกปิงเสวี่ยได้แต่เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ถึงอย่างงั้นข้อมูลก็น้อยเกินไปทำให้จักรพรรดิเหมันต์ไม่รู้ว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น