บทที่ 12 ช่วยสาวงาม
จางเหยี่ยนอี้ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อสลัดพ้นจากเงาของจ้าวเสี่ยวิได้สำเร็จ นางพาบิดาเดินออกไปจากบริเวณนั้นในทันที
“ท่านพ่อพวกเราไปกันเถอะเ้าค่ะ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
เหยี่ยนอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ
บิดาพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินออกจากสถานศึกษาไปยังบริเวณตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนก่อนจะเลี้ยวเข้าร้านบะหมี่แห่งหนึ่ง
หลังจากสั่งบะหมี่เหยี่ยนอี้ก็หันมาคุยกับบิดาเื่ของสำนักศึกษาที่เพิ่งไปติดต่อไว้
“ท่านพ่อข้าคิดว่าพวกเราน่าจะลองให้พี่ใหญ่เข้ามาเรียนที่สำนักศึกษาแห่งนี้ดูนะเ้าคะ”
เหยี่ยนอี้เริ่มต้นบทสนทนา
“สำนักศึกษาแห่งนี้มีชื่อเสียงมากหากพี่ใหญ่ได้เข้ามาเรียนที่นี่ อนาคตของเขาจะต้องสดใสอย่างแน่นอน”
นางกล่าวต่อ
บิดาเงียบไปครู่หนึ่งเขาใช้ความคิดอย่างหนัก
“พ่อเห็นด้วยกับเ้าแต่ค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษาแห่งนี้สูงมาก พวกเราจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายลำพังขายยาสมุนไพรเหล่านี้ จะพอหรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดา”
บิดาของนางถามด้วยความเป็กังวล
“ไม่ต้องห่วงนะเ้าคะข้ามีแผนการแล้ว”
เหยี่ยนอี้ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“หลังจากยาสมุนไพรของข้าสามารถรักษาคนป่วยได้จริงร้านขายยาจะต้องตามมาซื้อถึงหมู่บ้านแน่นอนและถึงตอนนั้นพวกเราก็มีเงินส่งให้พี่ใหญ่เรียนแล้ว”
นางกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
บิดามองหน้าลูกสาวด้วยความซาบซึ้งใจเขารู้ดีว่าเหยี่ยนอี้เป็เด็กที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจสูง หากนางตัดสินใจแล้วก็คงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจนางได้
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เ้าเถอะ”
ลี่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
หลังจากพูดคุยกันเื่ของพี่ชายจนได้ข้อสรุป เหยี่ยนอี้และบิดาก็เดินออกไปเลือกซื้อของกินของใช้ที่จำเป็
พวกเขาเดินชมร้านค้าต่างๆอย่างเพลิดเพลิน เลือกซื้ออาหารแห้ง เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว
หลังจากเลือกซื้อของใช้จำเป็จนครบถ้วนเหยี่ยนอี้และบิดาก็ชวนกันเดินทางกลับหมู่บ้าน พวกเขาเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอยแคบ ๆที่เชื่อมต่อกับตลาด เพื่อไปยังจุดจอดรถม้ารับจ้างที่อยู่ไม่ไกลนัก
ตรอกซอยแห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยวสองข้างทางเป็กำแพงสูงทึบ แสงแดดส่องเข้ามาได้เพียงเล็กน้อยทำให้บรรยากาศดูมืดครึ้มและวังเวง
ขณะที่เหยี่ยนอี้และบิดากำลังเดินอยู่ในตรอกซอยนั้นเองพวกเขาก็สังเกตเห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ 5 คนยืนขวางทางอยู่ข้างหน้า
ชายฉกรรจ์ทั้ง5 คนมีรูปร่างหน้าตาดุดัน พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีดำ และมีผ้าโพกศีรษะปิดบังใบหน้า
บิดาของเหยี่ยนอี้มองเห็นท่าไม่ดีก็เดินขึ้นมาเอาตัวไปบังลูกสาวไว้ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงกร้าว
“พวกเ้า้าอะไร”
ชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คนไม่ได้ตอบคำถาม พวกเขายืนมองนิ่งเงียบราวกับรูปปั้น จากนั้นคนที่คาดว่าจะเป็หัวหน้าก็เอ่ยขึ้น
“พวกเราแค่้าเงินทองและทรัพย์สินที่พวกเ้ามี”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมโหด
“ถ้าพวกเ้าขัดขืนพวกเราจะฆ่าพวกเ้าทิ้ง”
ชายฉกรรจ์อีกคนกล่าวเสริม
เหยี่ยนอี้และบิดาเข้าใจในทันทีว่าตนเองกำลังถูกปล้น
“พวกเราไม่มีเงินทองอะไรมากมายหรอก”
บิดาของเหยี่ยนอี้พยายามต่อรองเพื่อยืดเวลา
“อย่ามาโกหกน่าพวกเรารู้ว่าพวกเ้าเพิ่งจะขายยาสมุนไพรได้เงินมามากมาย”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าว
เหยี่ยนอี้รู้ว่าตนเองคงจะหนีไม่พ้นนางไม่ได้คิดหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่ไม่อยากแสดงฝีมือให้บิดาเห็นแต่เมื่อไม่มีทางเลือก หญิงสาวก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้
“พวกเราจะไม่ยอมให้พวกเ้าปล้นเงินของพวกเราไปง่ายๆ หรอก”
บิดาของเหยี่ยนอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องใช้กำลังแล้วล่ะ”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวแล้วพุ่งตัวเข้าใส่เหยี่ยนอี้และบิดา
ลี่หยางดึงลูกสาวหลบหลีกการโจมตีของชายฉกรรจ์ได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะวิ่งเข้าปะทะกับชายฉกรรจ์อย่างไม่เกรงกลัว
เหยี่ยนอี้มองดูบิดาที่พยายามที่จะช่วยเหลือลูกสาวแต่ด้วยกำลังที่น้อยกว่า และพยายามคุ้มครองลูกสาว ทำให้เขาไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดลี่หยางพยายามต่อสู้อย่างสุดความสามารถ แต่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ทำให้เขาเริ่มเสียเปรียบ
ในขณะที่เหยี่ยนอี้กำลังตัดสินใจจะเข้าช่วยบิดาชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พวกเ้ากล้าดียังไงถึงมาทำร้ายคนของข้า”
ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวาน
เขาคือโจวิเช่อ นายอำเภอหนุ่มที่แอบติดตามเหยี่ยนอี้มาตลอดทาง
โจวิเช่อก้าวออกมาจากเงามืดเผยให้เห็นร่างสูงสง่าในชุดพ่อค้าที่ดูทะมัดทะแมงดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ด้วยความโกรธเกรี้ยว
“พวกเ้าช่างกล้าปล้นคนภายใต้จมูกของข้า”
เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วตรอกแคบ ๆ
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าชะงักไปเล็กน้อยพวกมันไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าเข้ามาขัดขวาง
“เ้าเป็ใคร อย่ามายุ่งเื่ของคนอื่นจะดีกว่า”
ชายฉกรรจ์ที่ดูเป็หัวหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญสิ่งที่สำคัญกว่าคือพวกเ้าจะต้องชดใช้กับการกระทำของพวกเ้า”
โจวิเช่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า
พูดจบร่างของเขาและมือปราบหลี่ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มชายฉกรรจ์อย่างรวดเร็ว วิชาการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสองแม่นยำและรุนแรง
ชายฉกรรจ์คนแรกถูกโจวิเช่อเตะเข้าที่ปลายคางอย่างจังจนล้มลงไปกองกับพื้น ชายฉกรรจ์คนที่สองพยายามเงื้อมีดสั้นขึ้นมาแทงแต่โจวิเช่อก็หลบหลีกได้อย่างว่องไว พร้อมกับจับข้อมือของมันบิดอย่างแรงจนมีดสั้นหลุดมือ
ชายฉกรรจ์คนที่สามและสี่ถูกมือปราบหลี่ระดมหมัดและเท้าใส่อย่างหนักหน่วง
การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดชายฉกรรจ์ทั้งห้า เมื่อเห็นว่าไม่อาจเอาชนะพวกเขาทั้งสองได้ ก็ต่างวิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เหยี่ยนอี้และบิดาได้แต่ยืนมองการต่อสู้ด้วยความตกตะลึงพวกเขาไม่เคยเห็นใครต่อสู้เก่งกาจเช่นนี้มาก่อน
เมื่อเห็นว่าชายฉกรรจ์หนีไปแล้วโจวิเช่อก็หันกลับมามองเหยี่ยนอี้และบิดาด้วยความเป็ห่วง
“พวกท่านเป็อะไรหรือไม่”
เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกเราไม่เป็อะไรมากเ้าค่ะขอบคุณที่ท่านเข้ามาช่วยเหลือ”
เหยี่ยนอี้ตอบด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่เป็ไรข้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่ควรทำ”
โจวิเช่อตอบ
“ข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่คราวหน้าหากมีโอกาสจะขอตอบแทนบุญคุณ”
บิดาของเหยี่ยนอี้เอ่ยถามอย่างรู้คุณ
“ข้าชื่อโจวิเช่อและนี่คือหลี่เหวิน”
เขากล่าวแนะนำตัว โดยไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งของตนกับมือปราบข้างกาย
ลี่หยางคลับคล้ายว่าได้ยินชื่อนี้จากที่ใดแต่ก่อนที่เขาจะคิดออก ลูกสาวของเขาก็กล่าวแนะนำตนเอง
“ข้าชื่อจางเหยี่ยนอี้นี่คือบิดาของข้า จางลี่หยางขอบคุณอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือ”
หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับค้อมตัวลงอย่างงดงาม
โจวิเช่อยิ้มให้เหยี่ยนอี้อย่างอบอุ่นรอยยิ้มของเขาทำให้หัวใจของเหยี่ยนอี้เต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“"พวกท่านกำลังจะไปที่ใด ให้ข้าไปส่งพวกท่านได้หรือไม่”
โจวิเช่อถามด้วยความเป็ห่วง
“พวกเรากำลังจะไปขึ้นรถม้ากลับหมู่บ้านไป่เซ หากไม่เป็การรบกวนก็ขอความกรุณาท่านด้วย”
เหยี่ยนอี้เจรจาตอบราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“ด้วยความยินดี”
โจวิเช่อตอบรับ
ชายหนุ่มทั้งสองช่วยกันขนของช่วยเหยี่ยนอี้และบิดาเดินออกจากตรอกซอยแคบ ๆ ไปยังจุดจอดรถม้ารับจ้าง แต่แทนที่โจวิเช่อจะเดินไปส่งเหยี่ยนอี้ที่รถม้ารับจ้างเขากลับหันไปบอกนาง
“พอดีข้าสองคนมีธุระที่ต้องไปหมู่บ้านไป่เซหากไม่รังเกียจ ข้าสามารถไปส่งพวกท่านได้”
เหยี่ยนอี้มองหน้าบิดาซึ่งเขาก็พยักหน้าให้ลูกสาว ก่อนจะหันไปค้อมหัวขอบคุณโจวิเช่ออีกครั้ง
“ขอรบกวนพวกท่านแล้ว”
เหยี่ยนอี้ค้อมหัวลงขอบคุณพลางลอบมองใบหน้าคมคายของเขาแล้วก็รู้สึกสะดุดใจ
ในขณะที่โจวิเช่อนั่งในรถม้าไปกับเหยี่ยนอี้และบิดาหัวใจของเขาก็เต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังอยู่ในความสุขแต่อีกด้านของอำเภอหนาน กลับมีเสียงแผดดังออกมาด้วยความโมโหสุดขีด