“พี่คะ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีซอมบี้ได้ล่ะ ”
หลังจากเช็ดน้ำตาแอลลี่จึงล้มตัวลงไปนั่งบนพื้นด้วยท่าทางเมื่อยล้า การนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็เวลานานเพื่อไม่ให้ตนเองส่งเสียงออกมาทำให้กล้ามเนื้อเกร็งไปทั้งตัว
โยฮันที่เดินไปจนทั่วชั้น 6 แล้วกลับมาที่ห้องนี้จึงพูดกับน้องสาว เขานั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน รู้เพียงแค่ว่าทั่วเมืองเต็มไปด้วยซอมบี้
แอลลี่ที่รู้ว่าพี่เดินทางมาจากบริษัทแล้วพบเจอซอมบี้มากมาย เธอก็เริ่มเป็ห่วงพ่อเพราะไม่รู้ว่าจะหลับลึกแค่ไหน หากอีกฝ่ายหลับลึกเกินไปอาจจะถูกซอมบี้บุกเข้าไปกัดภายในบ้าน
“ อย่าไปห่วงพ่อเลย ”
โยฮันค่อยๆลดความกังวลลง เขาเจอน้องสาวแล้ว สำหรับพ่อหากอีกฝ่ายยังหลบภายในบ้านจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าจะเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน หรือไม่ก็กลายเป็ซอมบี้เอง
แอลลี่เห็นท้องฟ้าเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆจนยากจะมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน เธอจึงหันไปถามพี่ชายว่าจะทำอย่างไรต่อ สภาพโรงเรียนในตอนนี้ไม่คุ้นเคยเป็อย่างมาก ต่อให้จะเคยเรียนจนถึง่ค่ำ โรงเรียนที่เธอเคยเห็นกลับเต็มไปด้วยแสงไฟต่างจากตอนนี้ที่มีเพียงไฟฉุกเฉินติดบันไดทางขึ้นลงอาคารส่องสว่างให้พอเห็นทางเล็กน้อย
“ คงต้องนอนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราจะกลับบ้านกัน ”
“ เราไม่รอความช่วยเหลือกับคนอื่นๆเหรอคะ ”
“ ฉันไม่รู้ว่าจะมีความช่วยเหลือเข้ามาหรือเปล่า มันเป็เื่ดีแหละที่เราจะรอความช่วยเหลือพร้อมกับคนจำนวนมาก แต่มันก็มีข้อเสียเหมือนกัน ”
แอลลี่พอจะรู้ว่าข้อเสียของการติดอยู่ภายในอาคารที่ถูกล้อมรอบเอาไว้ด้วยซอมบี้คืออะไร ข้อเสียแรกที่เธอเห็นคืออาหาร ภายในอาคารแทบไม่มีของกินได้เลยสักอย่าง แม้แต่น้ำก็ไม่มีใครกล้ากิน ต่อให้ตู้กดน้ำจะยังมีน้ำเย็นไหลผ่าน เธอก็กลัวเช่นกันว่ามันจะมีเชื้อที่ทำให้คนกลายเป็ซอมบี้ปะปนอยู่ข้างใน
ดังนั้นข้อเสียแรกของการถูกจำกัดในเื่อาหารจึงทำให้สถานการณ์แย่ลง หลายคนจะต้องอดอาหาร ใครที่มีอาหารหากไม่แบ่งก็อาจจะถูกเล่นงานเช่นเดียวกัน กว่าจะถึง่เวลาที่หน่วยงานสักแห่งเข้ามาช่วยเหลือคงเกิดปัญหาเพราะอาหาร
ข้อเสียอย่างที่สองคือความเห็นต่าง จากเื่ที่พี่ชายเล่าให้ฟัง ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยซอมบี้ ความช่วยเหลือที่พวกเขารออาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไป ต่างคนจึงต้องต่างช่วยเหลือตนเอง
จากเดิมคุณครูภายในโรงเรียนอาจจะเป็ผู้ที่คอยควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไม่ให้วุ่นวาย หากว่ามีเด็กเกเรอยากจะทำเื่ผิดศีลธรรมเพราะคิดว่าคงไม่มีใครมาช่วยเหลือ ถ้าหากเด็กเกเรรวมกลุ่มคนที่คิดเหมือนกันเอาไว้ด้วยกันเป็กลุ่มใหญ่ได้ อาจจะทำให้ครูถูกขับไล่ลงจากตึกหรือไม่ก็ถูกฆ่า ต่อจากนั้นคงจะมีปัญหาเื่ข่มขืนตามมาอย่างแน่นอน ใครที่ขัดคำสั่งอาจจะถูกไล่ออกจากตึก ใครที่ยอมทำตามก็จะได้อยู่ภายในตึกต่อไป ซึ่งเธอไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกหลังจากนี้
“ คุณคือผู้ปกครองของเด็กคนนี้ใช่ไหมคะ ”
โยฮันหันมองไปยังคุณครูที่ดูมีอายุราว 35 - 40 ปี เขาไม่ได้พยักหน้ารับแต่อย่างใด
“ คุณครูมีอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ”
“ คุณมาจากข้างนอกใช่ไหมคะ คุณช่วยเล่ารายละเอียดสิ่งที่เห็นให้ฟังหน่อยได้ไหม เราไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย ฉันจึงอยากรู้สถานการณ์คร่าวๆ ”
โยฮันลูบคางเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะต้องคิดให้ดีก่อนตอบคำถามอีกฝ่าย ในตอนเดินตามหาน้องสาวเขาบอกนักเรียนและครูบางกลุ่มว่าด้านนอกเต็มไปด้วยซอมบี้ ซึ่งมันอาจจะทำให้ที่นี่เกิดความวุ่นวายมากกว่าเดิมจนกลายเป็ปัญหาที่คุณครูไม่สามารถควบคุมได้ เขาจึงต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ อย่างน้อยจะต้องทำให้คุณครูควบคุมนักเรียนได้ แม้ภายหลังจะควบคุมไม่ได้เขาก็ต้องทำให้เื่นี้มันเกิดขึ้นช้าที่สุด
“ ผมไม่รู้ว่าทั่วเมืองเป็ยังไงบ้าง แต่ระหว่างทางบริษัทมาที่นี่มีซอมบี้เต็มไปหมด ผมคิดว่าอาจจะมีบางหน่วยงานที่รอดชีวิตเหมือนเรากำลังขอความช่วยเหลือจากเมืองข้างเคียงเพื่อเข้าช่วยพวกเราอยู่ก็ได้ ”
“ อาจจะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือสินะคะ ”
“ ครับ ผมคิดว่าต้องมีแน่นอน นักเรียนยังรอดชีวิตหลายคน หน่วยงานอื่นคงจะรอดชีวิตไม่ต่างจากพวกเรา ผมแค่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเข้าช่วยเหลือเราตอนไหนแค่นั้นครับ ”
คำพูดของโยฮันจะทำให้คุณครูสามารถควบคุมนักเรียนเอาไว้ได้ หลังจากเห็นอีกฝ่ายเดินทางกลับไปที่ชั้น 4 เขาจึงมองไปยังอาคารตรงข้ามพบว่ามีแสงไฟส่องสว่างตามทางเดิน จึงพยายามมองจนรู้ว่ามีนักเรียนกำลังแอบไต่ไปตามระเบียงเพื่อหลบหนีจากซอมบี้
โยฮันสบถออกมาเล็กน้อย เขาไม่อยากจะช่วยใครเพราะไม่สามารถช่วยได้ตลอด การตามหาน้องสาวคนที่อยู่ภายในอาคาร 11 แค่ได้ผลประโยชน์จากเขาเล็กน้อยเท่านั้น โยฮันไม่คิดจะช่วยสิ่งใดอีกเพราะเขาจะหนีออกจากที่นี่ในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตามเขากลับมองว่าอีกฝ่ายยังคงเป็เด็กจึงได้จูงมือพาน้องสาวไปรวมกับนักเรียนคนอื่นๆ ดูท่าคืนนี้เขาคงต้องไล่ซอมบี้ออกจากอาคารทั้งหมดเพื่อทำให้มันเป็ที่หลบภัยแก่นักเรียนที่นี่
“ พี่จะไปไหน ”
“ ไปช่วยคนสักเดี๋ยว ”
“ แต่มันอันตรายนะ ถ้าพี่ถูกกัดได้เป็ซอมบี้แน่ๆ ”
“ ไม่ต้องห่วงพวกมันกัดฉันไม่เข้า ถ้าไม่แน่จริงฉันไม่มาหาเธอที่นี่หรอก อยู่เงียบๆอย่าบอกใครว่าเป็น้องฉันเดี๋ยวจะเกิดปัญหาได้ ”
แอลลี่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายถึงต้องทำตัวเหินห่าง ในสถานการณ์ตอนนี้ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอเป็น้องสาว จะต้องมีคนเข้ามาหาเธอเพื่อใช้ประโยชน์อย่างแน่นอน เธอจึงต้องอยู่เงียบๆทำตัวเหมือนนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกช่วยโดยบังเอิญเหมือนคนอื่นๆ พรุ่งนี้ต้องออกจากอาคารแล้วจึงไม่สร้างปัญหาที่ทำให้พี่ชายต้องอยู่ที่นี่ต่อ
ภายใต้ความมืดที่มีแสงไฟเพียงน้อยนิด โยฮันชี้มือบอกให้น้องเดินไปยังห้องภายในชั้น 4 ที่มีนักเรียนรวมกันอยู่มากมาย หลังจากเธอส่งเสียงไปตามทางเดินเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่ามีนักเรียนจากชั้นบนเดินลงมา หนึ่งในคุณครูก็ออกมาต้อนรับด้วยการใช้แสงไฟจากโทรศัพท์ส่องนำทางพลางถามหาคนอื่นๆ แอลลี่จึงส่ายหน้า นอกจากเธอแล้วไม่มีใคร ส่วนพี่ชายเธอใช้คำว่าชายแปลกหน้า เขาได้วิ่งหายไปในเงามืดแล้ว คุณครูจึงพานักเรียนเข้าไปหลบในห้องแล้วใช้โต๊ะขวางกั้นประตูเอาไว้แล้วรอการช่วยเหลือ
ปึง!
เสียงปิดประตูกรงเหล็กดังขึ้นที่อาคาร 7 ไม่นานก็มีเสียงวัตถุหล่นกระแทกพื้นดังต่อเนื่องติดต่อกันไม่ต่างจาก่เวลาที่มีชายแปลกหน้าเข้ามาในอาคาร 11
เสียงค่อยๆดังขึ้นที่ชั้น 1 จากนั้นก็เริ่มดังขึ้นที่ชั้นสองไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งทุกคนจากอาคาร 11 ได้ยินเสียงทุบประตูห้องเรียนชั้นบนสุดของอาคาร 7 ไม่นานหลังจากนั้นเสียงที่ทุกคนได้ยินก็เริ่มเงียบหายไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ปึง!
เสียงคุ้นเคยดังห่างออกไปไกล ครั้งนี้มาจากอาคาร 3 ทุกคนที่อยู่บนอาคาร 7 รู้ได้เลยว่าชายแปลกหน้ากำลังวิ่งไปทั่วอาคารต่างๆภายในโรงเรียน แม้จะไม่รู้ว่าชายคนนี้ทำได้อย่างไร ทุกคนกลับอยู่เงียบๆเพื่อไม่สร้างปัญหา
---------------------------------------------------------------
“ ด็อกเตอร์ คุณอยากรู้อะไรไหม คนของเรารายงานมาแล้วนับว่าน่าพอใจไม่น้อยเลย ”
ชายสวมกาวน์สีขาวเดินเข้ามาในห้องวิจัยที่ใช้กักขังใครบางคนเอาไว้ด้านใน ด็อกเตอร์ที่ถูกเอ่ยถึงคือชายที่ขโมยยาวิจัยทั้ง 5 ออกไปเพียงแต่ว่ายากลับหายไป 1 โดส
“ พวกแกทำลงไปแล้วสินะ ”
รอยยิ้มเผยบนใบหน้าชายสวมกาวน์ มันไม่เก่งเหมือนด็อกเตอร์ตรงหน้า มันกลับมีความสามารถในการตามหาวิธีการให้ได้ซึ่งผลลัพธ์งานวิจัยที่รวดเร็วจนกลายเป็หัวหน้าในที่แห่งนี้
“ ผลออกมาดีเกินคาดเลยล่ะด็อกเตอร์ เหลือแค่รอให้ไวรัสกระจายตัวออกไปเท่านั้น เราไม่จำเป็ต้องวิจัยสิ่งใดต่อเลยด้วยซ้ำ แค่รอให้ผู้ที่รอดชีวิตปรับตัวกับไวรัสแล้วเราค่อยจับเขามาปรับแต่งอีกที ไม่เกิน 2 ปี ไม่สิ ไม่เกิน 1 ปีเราจะได้สุดยอดยามาแน่นอน ”
ชายสวมชุดกาวน์พูดด้วยใบหน้าพอใจ อีกไม่นานมันจะกลายเป็คนมีชื่อเสียง ทุกคนจะต้องก้มกราบแทบเท้าของมัน เพียงแต่ว่าด็อกเตอร์กลับเป็ฝ่ายหัวเราะเยาะ ราวกับว่าความคิดของชายสวมชุดกาวน์กำลังจะล้มเหลว
“ คุณหัวเราะทำไม คิดจะปั่นให้ผมโกรธงั้นเหรอ ”
“ ไม่ ฉันไม่ต้องเสียแรงทำแบบนั้น แกพลาดแล้วที่นำเชื้อไวรัสตัวนั้นไปผสมกับยาที่จะทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาพเหมือนซอมบี้ ”
“ คุณหมายความว่ายังไง ”
“ เชื้อไวรัสที่เราเรียกว่าซอมบี้คือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ เมื่อมันแพร่กระจายสามารถสร้างสถานการณ์ได้มากกว่าร้อยล้านสถานการณ์ ฉันเคยบอกแล้วว่าให้ค่อยๆศึกษาเชื้อทั้งสองแบบไปพร้อมๆกัน พวกแกกลับนำเชื้อที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตกลายเป็ซอมบี้ผสมเข้ากับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการวิวัฒนาการ พวกแกได้สร้างสิ่งที่น่ากลัวขึ้นมากันแล้ว ต่อให้จะเป็ฉันก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรในตอนนี้ได้แล้ว...... ไม่มีเลย ”
ด็อกเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเสียใจ โครงการวิจัยเชื้อไวรัสดำเนินการภายใต้ความคิดเห็นของหลายๆประเทศ เขาย้ำอยู่บ่อยครั้งให้ประเทศที่เร่งรีบวิจัย หยุดความคิดของตนเองเอาไว้เพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตบนโลก เพียงแต่ว่ากลุ่มคนที่เร่งรีบกลับมีจำนวนมากกว่าทำให้การวิจัยกับมนุษย์เริ่มต้นขึ้น
เขาจึงขโมยหนึ่งในเชื้อไวรัสออกไปจากห้องทดลอง เชื้อไวรัสตัวนั้นถูกแยกออกเป็ 5 หลอด มันเป็เชื้อที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการ เพียงแต่มันมีโทษมหาศาล แม้จะสามารถสร้างโอกาสให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการได้ก็ตาม สิ่งมีชีวิตเ่าั้กลับไม่สามารถควบคุมการวิวัฒนาการได้จนสัตว์ทดลองทั้งหมดตายด้วยสภาพร่างกายเติบโตผิดแปลกไปจากเดิมราวกับสัตว์พิการ ต่อให้จะรับเข้าไปในปริมาณน้อยมากๆก็ตาม เชื้อไวรัสกลับมีความสามารถในการแพร่กระจายที่สูงมากจนสิ่งมีชีวิตรับไม่ได้
ส่วนเชื้ออีกตัวเขาไม่ได้ขโมยออกไป ปริมาณของมันมีมากเกินจะยกไหว ผลของเชื้อไวรัสสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตตกอยู่ในสภาพกึ่งเป็กึ่งตาย สมองของพวกมันจะถูกทำลายจนต้องอาศัยเพียงสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด
จากการวิจัยที่มีเพียงทฤษฎียืนยันเชื้อไวรัสทั้ง 2 สามารถรวมเข้าด้วยกันได้ มันจะช่วยลดผลเสียของกันและกันจนทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งที่ได้จากทฤษฎีคือยาที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็ยอดมนุษย์ไม่มีอาการเจ็บป่วยอีกต่อไป
โครงการวิจัยเพื่อทดลองเชื้อไวรัสทั้ง 2 จึงเริ่มต้นขึ้น โดยด็อกเตอร์ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปีเพื่อให้ได้ยาที่ปลอดภัยและจะต้องวิจัยเชื้อทั้ง 2 ควบคู่กัน
อย่างไรก็ตามกลับมีนักวิจัยหลายกลุ่มได้แสดงความเห็นต่าง การวิจัยที่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 30 ปีสามารถย่นระยะให้เหลือ 5 ปีได้หรืออาจจะน้อยกว่านั้นถ้าพวกเขาใช้มนุษย์เป็ตัวทดลองเชื้อ
“ บอกให้นายทุนของแกสร้างหลุมหลบภัยที่ใหญ่ที่สุดเอาไว้ซะ ถ้าไม่อยากให้มนุษย์สูญพันธุ์ ”
ด็อกเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงโกรธ ทว่าเขากลับถอนหายใจเมื่อรู้ว่าความโกรธของตนเองช่วยสิ่งใดไม่ได้ เขาจึงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่ควรจะเป็.