เมื่อสบโอกาสที่ปลอดคนฮวาเสี่ยวซีก็อาศัยความคล่องแคล่วของนางปีนข้ามรั้วค่ายทหารเข้าไปอย่างเงียบเชียบนางซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวภายในค่าย
เป้าหมายของนางคือการหาชุดทหารที่พอดีกับรูปร่างของนางเพื่อที่จะสามารถปะปนอยู่ในกลุ่มพลทหารได้อย่างแเียิ่งขึ้นนางย่องเข้าไปในโรงเก็บเสื้อผ้าของทหารอย่างระมัดระวังเลือกหยิบชุดทหารที่ดูจะมีขนาดเล็กที่สุด แล้วรีบหาที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่ในชุดทหารที่พอดีตัวฮวาเสี่ยวซีก็พยายามปรับท่าทางให้ดูเหมือนทหารทั่วไปเดินปะปนไปกับกลุ่มพลทหารที่กำลังเดินขวักไขว่อยู่ในค่ายพยายามทำตัวให้เงียบเชียบและไม่ดึงดูดความสนใจ
ด้วยความฉลาดและไหวพริบฮวาเสี่ยวซีสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในค่ายทหารได้อย่างสำเร็จโดยที่ไม่มีใครสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของนางตอนนี้นางอยู่ในดินแดนที่บิดาของนางอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วเพียงแต่ต้องหาทางตามหาเขาให้พบเท่านั้น
หลังจากที่ฮวาเสี่ยวซีสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในค่ายทหารได้อย่างแเีนางเดินปะปนอยู่กับพลทหารคนอื่นๆ ด้วยความระมัดระวังพยายามฟังบทสนทนาเพื่อสืบหาข่าวคราวของบิดาแต่บรรยากาศในค่ายกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความวุ่นวายทุกคนต่างเร่งรีบปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีใครพูดคุยเื่ส่วนตัวมากนัก
เมื่อหาโอกาสเหมาะๆได้ฮวาเสี่ยวซีจึงลองเอ่ยถามพลทหารนายหนึ่งที่กำลังเดินผ่านมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็ปกติ
"สหาย...ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าแม่ทัพฮวา... ท่านอยู่ที่ส่วนไหนของค่ายหรือ?"
พลทหารนายนั้นหันมามองฮวาเสี่ยวซีด้วยสายตาเหนื่อยล้า"แม่ทัพ ฮวา? ท่านออกไปบัญชาการรบที่แนวหน้าั้แ่เมื่อวานแล้วนี่เ้าไม่รู้หรือ?"
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของฮวาเสี่ยวซี"ออกไป... รบ?" นางพึมพำออกมาด้วยความใ ความกังวลที่เคยมีกลับทวีคูณขึ้นเป็ร้อยเท่า
เมื่อพลทหารนายนั้นเดินจากไปฮวาเสี่ยวซีก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย บิดาของนางออกไปรบ แล้วสถานการณ์ที่แนวหน้าเป็อย่างไรบ้าง? เขาปลอดภัยหรือไม่?
ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในจิตใจทั้งความเป็ห่วง ความกระวนกระวาย และความกลัว นางกำมือแน่นพยายามควบคุมอารมณ์ที่ปั่นป่วน
"ให้ตายสิ...ออกไปรบเสียแล้ว..." ฮวาเสี่ยวซีบ่นออกมาเสียงต่ำอย่างหงุดหงิดและร้อนใจ"แล้วข้าจะตามหาท่านพ่อได้อย่างไรกันเล่า!" นางกัดริมฝีปากแน่นพยายามคิดหาหนทางต่อไปอย่างรวดเร็ว นางต้องรู้ให้ได้ว่าบิดาของนางอยู่ที่ไหนและปลอดภัยหรือไม่
ฮวาเสี่ยวซีสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามตั้งสติ นางรู้ดีว่าการตื่นตระหนกไม่ได้ช่วยอะไรนางต้องรวบรวมข้อมูลให้มากกว่านี้ หากบิดาออกไปรบก็ต้องมีคนในค่ายที่รู้รายละเอียด หรืออาจจะมีจดหมายข่าวสารที่ส่งมาจากแนวหน้า
นางตัดสินใจเดินสำรวจไปรอบๆค่ายอย่างระมัดระวัง แสร้งทำเป็เดินตรวจตราความเรียบร้อยเพื่อที่จะสามารถสังเกตการณ์และฟังบทสนทนาของทหารคนอื่นๆ ได้
ระหว่างที่เดินผ่านโรงอาหารนางได้ยินทหารกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด"สถานการณ์ที่ป่าทมิฬดูไม่ดีเลย พวกเป่ยหม่านดูเหมือนจะวางกับดักไว้แม่ทัพฮวาเองก็..." ทหารนายนั้นเงียบไป ไม่กล้าพูดต่อ
ฮวาเสี่ยวซีใจกระตุกวูบ"ป่าทมิฬ?" ชื่อนั้นคุ้นหูอย่างประหลาดนางรีบเดินเข้าไปใกล้กลุ่มทหารเ่าั้อย่างไม่ให้มีใครสังเกตเห็น
"มีอะไรเกิดขึ้นที่ป่าทมิฬหรือ?"ฮวาเสี่ยวซีแสร้งถามด้วยน้ำเสียงเฉยเมยราวกับเป็เพียงพลทหารที่อยากรู้ข่าวสาร
ทหารนายหนึ่งถอนหายใจ"เมื่อวาน แม่ทัพนำทัพเข้าไปลาดตระเวน แต่ก็ถูกซุ่มโจมตีมีข่าวลือว่าท่าน..." เขาเงียบไปอีกครั้ง มองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังก่อนจะกระซิบเสียงเบา "มีข่าวลือว่าท่านถูกธนูพิษ..."
"ธนูพิษ!"ฮวาเสี่ยวซีอุทานออกมาอย่างใ แต่รีบกลบเกลื่อนด้วยการไอเบาๆ "แล้ว...แล้วท่านแม่ทัพเป็อย่างไรบ้าง?" นางถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น
ทหารคนเดิมส่ายหน้าด้วยความกังวล"ยังไม่มีข่าวคืบหน้า พวกเราเป็ห่วงท่านมาก"
หัวใจของฮวาเสี่ยวซีราวกับถูกบีบรัดด้วยความเ็ปธนูพิษ... ป่าทมิฬ......
‘ข้าต้องไปที่ป่าทมิฬ’ฮวาเสี่ยวซีพึมพำกับตัวเองอย่างแน่วแน่
นางต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าบิดาของนางเป็อย่างไรแม้จะต้องเสี่ยงอันตรายมากแค่ไหนก็ตาม
นางตัดสินใจที่จะออกจากค่ายทหารแห่งนี้ทันทีนางต้องหาทางไปยังป่าทมิฬให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป ‘ข้าต้องไปที่ป่าทมิฬ!’ฮวาเสี่ยวซีพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แล้วป่าทมิฬนั่น...มันอยู่ที่ไหนกันเล่า? ใครก็ได้ช่วยบอกข้าทีเถอะ!เฮ้อ! งานเข้าเสียแล้วสินะ" หญิงสาวมีกริยาอาการ ร้อนรน กระวนกระวายที่ไม่รู้ทิศทางของป่าทมิฬ
ฮวาเสี่ยวซีรีบเดินเข้าไปสอบถามเหล่าพลทหารในค่ายถึงตำแหน่งที่แท้จริงของป่าทมิฬเมื่อได้ฟังคำตอบ นางก็แทบจะเบิกตากว้างด้วยความใ "ไกล...ไกลขนาดนั้นเชียวหรือนี่!"
ฮวาเสี่ยวซีตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะมุ่งหน้าสู่ป่าทมิฬนางจะหวาดหวั่นสิ่งใดในเมื่อนางมีสุดยอดวิชาติดตัว ทั้ง "เหินนภา"ที่สามารถโบยบินไปในอากาศได้อย่างอิสระ และ "วิ่งเร็วเหนือเมฆ"ที่ทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วจนแทบจะไร้ร่องรอย! เอาล่ะ... ป่าทมิฬเอ๋ยจงเตรียมต้อนรับข้า!
ด้านฮวาเจิ้นนำทัพต่อสู้อย่างห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวทหารภายใต้การบัญชาของเขาฮึกเหิมและมีขวัญกำลังใจสูงสามารถผลักดันให้เผ่าเป่ยหม่านเริ่มล่าถอย เสียกระบวนไปทีละน้อยชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในขณะที่ฮวาเจิ้นกำลังบัญชาการให้ทหารไล่ตามตีอย่างต่อเนื่อง่เวลาแห่งความได้เปรียบนี้เอง กลับกลายเป็โอกาสอันตรายสำหรับเขาใครบางคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดของป่ารกทึบใกล้เคียง ได้ยกธนูหนักหกช่าง*ขึ้นเล็งเป้าหมายไปยังร่างของแม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างแม่นยำ
ด้วยแรงดึงและน้ำหนักของธนูหนักเมื่อลูกธนูถูกปล่อยออกจากแหล่งซ่อนตัวมันจึงพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวราวกับอสรพิษร้ายที่พุ่งฉกเหยื่อเป้าหมายของมันคือร่างของแม่ทัพฮวาที่กำลังขี่ม้านำหน้าทัพอย่างองอาจโดยที่เขาไม่ทันระวังภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
หวีดหวิวของลูกธนูหนักที่แหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงทำให้ประสาทััของฮวาเจิ้นซึ่งผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนรับรู้ถึงอันตรายในเสี้ยววินาทีสุดท้ายสัญชาตญาณนักรบทำให้เขาก้มหลบศีรษะอย่างรวดเร็วลูกธนูร้ายแรงจึงพลาดเป้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เฉียดหัวไหล่ของเขาไปอย่างน่าหวาดเสียวทิ้งไว้เพียงรอยแผลฉีกขาดและเืที่เริ่มไหลซึม
ถึงแม้ลูกธนูจะพลาดเป้าหมายสำคัญแต่แรงลมและความเร็วของมันก็สร้างความใให้กับม้าศึกคู่ใจของ ฮวาเจิ้นสัตว์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีกลับเสียสติตื่นตระหนกต่อเสียงหวีดหวิวและความรู้สึกถึงอันตรายที่เฉียดเข้ามามันสะบัดหัวและออกวิ่งเตลิดเข้าไปในป่ารกทึบทันที โดยที่ฮวาเจิ้นไม่ทันได้ควบคุม
ด้วยฤทธิ์ของยาพิษที่เคลือบปลายธนูแม้จะถูกเพียงเฉียดๆ แต่พิษร้ายก็เริ่มแล่นเข้าสู่กระแสเือย่างรวดเร็วความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายความรู้สึกมึนงงและวิงเวียนเริ่มครอบงำสติของแม่ทัพผู้เกรียงไกร
ม้าศึกที่ตื่นตระหนกพาร่างของฮวาเจิ้นวิ่งลึกเข้าไปในป่าด้วยความเร็วที่ควบคุมไม่ได้กิ่งไม้ใบหญ้าบาดข่วนร่างกายและชุดเกราะของเขาไปตลอดทางบรรดาทหารที่ติดตามมาด้านหลังต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกเขาพยายามเร่งฝีเท้าตามม้าของแม่ทัพ แต่ความเร็วของม้าที่ตื่นใและสภาพป่าที่รกทึบทำให้พวกเขาตามไม่ทัน
ฮวาเจิ้นพลัดหลงจากกองทัพหลงเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพังพร้อมกับพิษร้ายที่กำลังกัดกินร่างกายและสติของเขาไปทีละน้อย
ไป๋หลินที่ติดตามฮวาเจิ้นมาถึงชายแดนอย่างลับๆด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะตอบแทนบุญคุณในอดีตนางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวกับเงา ไม่ให้ใครสังเกตเห็นการปรากฏตัวของนางนางเฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกองทัพฮวาเจิ้นอยู่ห่างๆคอยจับตาดูความเป็ไปของแม่ทัพผู้มีพระคุณ
เมื่อเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและการล่าถอยของเผ่าทมิฬเหนือไป๋หลินก็ยังคงซ่อนตัวอยู่ในป่าใกล้เคียง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่อจนกระทั่งนางได้ยินเสียงหวีดหวิวของลูกธนูและความอลหม่านที่เกิดขึ้นในกองทัพจีนนางััได้ถึงความผิดปกติและรีบเคลื่อนที่ไปยังทิศทางนั้นด้วยความรวดเร็ว
จากที่ซ่อนไป๋หลินเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ฮวาเจิ้นถูกธนูยิงเฉียดร่างม้าศึกตื่นตระหนกและพุ่งทะยานเข้าไปในป่าลึกอย่างควบคุมไม่ได้กองทหารที่พยายามตามก็ค่อยๆ ห่างออกไปไป๋หลินตระหนักได้ทันทีว่าแม่ทัพผู้มีพระคุณกำลังตกอยู่ในอันตรายนางไม่รอช้าตัดสินใจที่จะเข้าไปช่วยเหลือตามความตั้งใจเดิม
*(ประมาณ3 กิโลกรัม - ธนูหนักมักมีอานุภาพร้ายแรง)