แล้วแต่โชคชะตา

    เฉินเสวี่ยซู 2

    เหลียงกุ่ยหรานเอ่ยขึ้น “ลุกขึ้น”เหลียงจือผุดลุกขึ้นทันที เขามองตามสายตาเป็นนัยของอาจารย์แล้วก็ละล่ำละลักพูด “อ่อ ท่านอาจารย์ พวกเขาเป็นสหายของข้าขอรับ ลำพังตัวข้าคงไม่สามารถมาที่นี่ได้เร็วนัก พวกเขาจึงอาสาพามาส่ง”เหลียงกุ่ยหราน “อืม”จากนั้นก็หมุนตัวกลับ เดินช้าๆ เข้าไปในป่าเหลียงจือผู้อยู่กับอีกฝ่ายมานาน ย่อมรู้ว่าอาจารย์ยินยอมช่วยเหลือแล้ว จึงเร่งเดินตามกลับขึ้นเขาทันที หันมากวักมือเรียก “พวกเจ้ารีบตามมาเร็วเข้า”ซิ่นทงกับเหลาสู่พยักหน้า เร่งตามไปติดๆเมื่อมีคนนำทาง พวกเขาก็ขึ้นมาบนยอดเขาได้ในเวลาไม่นาน เหลียงจือเปิดห้องที่ตัวเองเคยใช้ให้ซิ่นทงวางเสวี่ยซูลงนอน แล้วฝากให้พวกเขาคอยดูแลนาง ส่วนตัวเองก็ไปช่วยอาจารย์เตรียมของอย่างรู้งานไม่นานบุรุษชุดขาวก็เดินเข้ามาด้านในห้อง ซิ่นทงกับเหลาสู่หลบทางให้ แล้วออกไปรอด้านนอก ภายในห้องคับแคบ ผู้ชายตัวโตๆ สองคนก็แออัดจะแย่แล้ว อยู่ไปก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ดังนั้นจึงไปรอด้านนอกอย่างสงบ พลางกวาดตามองสังเกตไปรอบๆ แต่ไม่กล้าเดินเพ่นพ่านมั่วซั่ว ลองรอบเขามีการวางค่ายกลเอาไว้ ด้านในก็อาจจะมีเช่นกัน ทั้งยังเป็นค่ายกลลงอาคมที่แข็งแกร่งมากด้วยเหลียงจือที่ถือถาดอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปตามหลัง เดินออกมาปิดประตู แล้วยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์ที่กำลังดูอาการคนเจ็บด้วยท่าทีสงบ ทว่าในใจกระวนกระวายอยู่ไม่น้อยเหลียงกุ่ยหรานพูดขึ้น “นางไปทำอะไรมา?”เหลียงจือตอบ “นางใช้แตรสังข์สั่งอสูรบงการสัตว์อสูรขอรับ จากที่ข้าดูนางน่าจะใช้โอสถขนานแรงหลายตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานแตรสังข์ได้”“แตรสังข์สั่งอสูร?” เหลียงกุ่ยหรานเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาได้หลายส่วน มองหญิงสาวแล้วถอนหายใจยาว เหลียงจือเม้มปากแน่น ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ กลัวว่าอาจารย์จะไม่ยอมรักษาคนที่เป็นหนึ่งในสาเหตุให้มีคนตายมากมายเช่นนางเหลียงจือเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “อาจารย์...”เหลียงกุ่ยหราน “ช่างเถอะ”ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนดี แม้จะมีชื่อหมอเทวดาค้ำคอก็ยังเลือกที่จะเมินเฉยสงคราม ทั้งยังเก็บตัวไม่ลงไปช่วยเหลือคน แต่เขาจะไปช่วยสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร หากสอดมือมากเกินไปจะเป็นการขัดต่อสวรรค์ ชะตาลิขิตของคนจำนวนมากจะผิดแปลกไป คนที่สมควรตายย่อมต้องตาย คนที่ไม่ถึงคราวก็ย่อมยังอยู่ ถือเป็นความลำบากใจของผู้บรรลุเซียนอย่างหนึ่งดังนั้นต่อให้อยากถามเรื่องราวก็คิดว่าไม่สมควร ทั้งยังไม่มีนิสัยเช่นนั้น ในเมื่อตั้งใจว่าจะช่วยแล้วก็จะไม่ถามให้มากความเหลียงกุ่ยหรานกล่าวว่า “ห้วงจิตวิญญาณได้พังทลายไปเกือบหมดแล้ว คงรักษาเอาไว้ได้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เพื่อให้สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ไม่อาจฝึกตนได้อีก กลับไปใช้ชีวิตและมีอายุขัยเช่นคนธรรมดา เจ้าแน่ใจหรือว่านางต้องการเช่นนั้น”สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ทะยานตนมาถึงระดับขั้นนี้ในอายุน้อยเพียงนี้ย่อมต้องเสียใจหากเสียมันไป และคนส่วนมากก็ยอมตายดีกว่ามีชีวิตธรรมดาที่พวกเขาเรียกว่าพิการ แต่สำหรับผู้ให้การรักษา ต้องแน่ใจว่าการลงมือจะไม่เสียเปล่า เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกฝ่ายจะไม่ลงมือปลิดชีวิตตนเองเหลียงจือเหลือบมองใบหน้าขาวซีดราวกระดาษของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาว ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นว่า “นางรู้และเข้าใจในเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แม้ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่ข้าแน่ใจว่านางจะทำใจได้และยินดีที่จะพัก ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป”ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นก็ลงมือ”เหลียงจือยิ้มดีใจ กุลีกุจอเข้าไปช่วยหยิบจับเป็นพัลวันเหลียงกุ่ยหรานใช้พลังของตนห่อหุ้มร่างกายปวกเปียกของคนเจ็บเอาไว้ พลังอันอ่อนโยนเปล่งแสงสีเหลืองนวลอบอุ่น แผ่ไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ ไหลตามเส้นพลังอย่างนุ่มนวลไปสู่จุดกึ่งกลางลำตัว ไหลเข้ามาบรรจบกันยังห้วงจิตวิญญาณที่พังทลายแตกหักเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่สลายเป็นผุยผงไปแล้ว พลังอันแก่กล้าแทรกแซงอย่างนุ่มนวลเป็นที่สุด พวกมันห่อหุ้มเศษชิ้นส่วนที่เหลืออยู่น้อยนิดไว้ ป้องกันไม่ให้แตกสลายเพิ่ม ส่วนที่สลายไปแล้วก็ทำการกำจัดให้สะอาดเหลียงกุ่ยหรานใช้เวลาในขั้นตอนนี้หลายชั่วยาม จากฟ้าสว่างก็ค่อยๆ มืดลง แม้ไม่เกินกำลัง แต่เป็นงานละเอียดอ่อน ไม่ง่ายเลยเมื่อกำจัดฝุ่นผงไปจนหมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่จิตอันบอบบางเพิ่มแล้ว จึงค่อยๆ นำชิ้นส่วนที่เหลืออยู่เข้ามาประกอบติดกัน หลอมสร้างขึ้นมาใหม่ ในขั้นนี้หากไม่ใช่ผู้มีฝีมือถึงขั้นหมอมาร หรือหมอเทวดาที่มีพลังเซียนเช่นเหลียงกุ่ยหราน ก็คงไม่สามารถทำได้ อย่างเก่งก็คงทำได้เพียงกำจัดเศษฝุ่นผงของห้วงจิตวิญญาณให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นที่แห่งจิตว่างเปล่า ต่อให้อดทนต่อความเจ็บปวดฟื้นคืนความตายมาได้ ก็เป็นครึ่งผีครึ่งคนอย่างแท้จริง อ่อนแอเสียยิ่งกว่าคนธรรมดาและมีชีวิตสั้นไม่ยืนยาว มากสุดก็คงห้าปีแต่วิธีที่เหลียงกุ่ยหรานทำอยู่นี้เป็นวิธีขั้นสูงที่ยุ่งยากเป็นอย่างมาก แต่ก็จะทำให้อีกฝ่ายมีชีวิตปกติ แม้ไม่ถึงกับกลับไปฝึกตนได้ แต่สุขภาพก็จะแข็งแรง มีอายุขัยตามปกติที่มนุษย์ควรมีนับว่าเหลียงกุ่ยหรานผู้นี้มีเมตตาต่อศิษย์คนเดียวของตนอย่างที่สุดแล้ว จึงยอมที่จะเปลืองพลัง เสียเวลา และยอมใช้วิธีที่ยุ่งยากเช่นนี้ขณะที่กำลังหล่อหลอมเศษเสี้ยวที่เหลือให้เป็นลูกแก้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นแก่นกลางของจิต ความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดที่หญิงสาวเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกก็ผุดขึ้นมาให้ผู้ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวภายในได้เห็นเหลียงกุ่ยหรานลืมตาขึ้นมองใบหน้านิ่งสงบของหญิงสาว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยเอ่ยกับศิษย์ของตนว่า “เจ้าไปเตรียมอ่างสมุนไพรเก้าชีวิตไว้”เหลียงจือขมวดคิ้ว การเตรียมยุ่งยากเป็นอย่างมาก ทั้งซับซ้อนและกินเวลา “เข้าใจแล้วขอรับ ต้องใช้เท่าไหร่ นางต้องแช่กี่วันหรือขอรับ?”เหลียงกุ่ยหรานตอบทั้งๆ ที่ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของคนเจ็บ “เก้าวัน”ความหนักเบาสามารถวัดได้จากเวลาในการแช่ เบาสุดคือหนึ่งชั่วยาม หนักสุดคือเก้าวัน นี่นับว่าเสวี่ยซูนางก้าวเข้าสู่ปรโลกไปแล้วหนึ่งก้าวเหลียงจือไม่รอช้า เร่งรีบออกไปเตรียมพร้อมทันที ซิ่นทงกับเหลาสู่เห็นเหลียงจือรีบร้อนออกจากห้องไปยังเรือนที่อยู่อีกด้านก็มองหน้ากัน เมื่อเห็นว่าพวกตนก็ยังคงว่างงาน จึงได้แต่นั่งลงที่เดิม แล้วรอคอยต่อไปเหลาสู่ต้องนำเหลียงจือกลับไปตามคำสั่ง ส่วนซิ่นทงก็รอเหลียงจือเหลียงกุ่ยหรานมองนางอย่างยากจะคาดเดาความคิดอยู่พักใหญ่ ขณะที่ป้อนพลังเข้าไปหลอมสร้างแก่นกลางภายในตัวของอีกฝ่าย ตัดสินใจใส่พลังส่วนหนึ่งของตนเข้าไปด้วย เพื่อให้มันทำหน้าที่หล่อเลี้ยงแก่นที่สร้างขึ้นใหม่