ห้องโถงเรือนบัญชาการค่ายซานตง
องค์รัชทายาทมองดู ทหาร 3 คนที่น้องสาวเลือกให้เป็องครักษ์ประจำตัว เฟยฉี นั้นทรงรู้จักแล้วเพราะน้องสาวให้เขาเป็ผู้พานางสำรวจทั่วนครเปี้ยนจิงจนนางวาดแผนภาพเมือง เขาเป็เด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ดูคล่องแคล่ว ฉลาดรอบรู้ เป็เด็กหนุ่มช่างพูดมีปฏิภาณไหวพริบดีคนหนึ่ง เชื่อว่าอี้อันเลือกเด็กหนุ่มคนนี้เพื่อช่วยนางทำงานมากกว่าให้อารักขานาง
ส่วนฮุ่ยชิว อายุ 17 ปีบ้านเขาบิดาเป็ช่างไม้ฝีมือดี มีร้านเล็กๆ ในนครเปี้ยนจิง มีลูกค้าทุกชนชั้นมาจ้างบิดาเขาทำเครื่องเรือน มี เฟยฉี เพื่อนสนิทมาเป็ลูกมือช่วยงานในร้าน และนำงานไปส่งถึงบ้านลูกค้า จึงทำให้ เฟยฉี ฮุ่ยชิว รู้จักบ้านแทบทุกหลังในนครเปี้ยนจิง นางเลือกไว้เพื่อให้ช่วยทำงานด้วยอีกคน
สำหรับ มู่ไป๋ องค์รัชทายาทพินิจดูว่าเขาเป็คนหนุ่ม รูปร่างสูงโปร่ง โครงหน้านับว่ารูปงามไม่น้อย เป็คนนิ่งพูดน้อย “กระหม่อม แซ่มู่ อายุ 21 ปีกำพร้าบิดา อาศัยอยู่กับมารดาตามลำพังนอกกำแพงเมืองเปี้ยนจิงมาั้แ่เกิด ครอบครัวมีอาชีพทำนา เมื่อมารดาถึงแก่กรรม หม่อมฉันจึงตัดสินใจมาสมัครเป็พลทหารในค่ายซานตง พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าคงรู้กันแล้วว่า เมื่อวานนี้องค์หญิงอี้อันถูกโจรดักปล้นระหว่างกลับเข้าเมือง พวกเ้าเองรู้ดีว่านางจะดูแลตัวเองได้ แต่ฝ่าาไม่ทรงวางพระทัยให้นางเดินทางตามลำพัง จึงต้องหาองครักษ์เพื่อช่วยเหลือนาง พวกเ้าคิดว่าจะช่วยอารักขานางได้หรือไม่”
“กระหม่อมยินดีและเต็มใจรับใช้ฝ่าา รับใช้องค์รัชทายาท รับใช้องค์หญิง พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยิ้มเล็กน้อยตรัสว่า “ดีมาก หัวหน้าค่ายท่านช่วยจัดการเื่ทะเบียนของพวกเขาและแจ้งให้เพื่อนทหารในค่ายทราบเื่ที่พลทหารทั้งสามคนต้องไปปฏิบัติงานนอกค่ายด้วยนะ” องค์รัชทายาทหันไปทางหัวหน้าค่ายที่ยืนเบื้องหน้า
“น้อมรับคำสั่งองค์รัชทายาท” หัวหน้าค่ายรับคำสั่งแล้วนำพลทหารทั้ง 3 นาย เดินออกไป
มู่ไป๋ เดินกลับโรงนอนทหารในค่ายเพื่อเก็บของใช้ส่วนตัว ระหว่างเดินกลับเขาแอบยิ้มกับวาสนาของตนที่ได้รับเลือกให้เป็องครักษ์ขององค์หญิง คนที่เขามีความรู้สึกดีๆ ให้ นับั้แ่ที่วันเขาร่วงลงมาจากราวไม้ไผ่คราวนั้น นางเข้าช่วยพยุงเขาไม่ให้ตกลงมากระแทกพื้น นับจากนั้นมาเขาเฝ้ามองนางอย่างเทิดทูนอยู่ห่างๆ ปลาบปลื้มในความสามารถและความมีน้ำใจของนาง ขณะคิดเขาเผลอจับไม้ยวี๋มู่สลักชื่อของเขาที่ห้อยคอไว้ เขาเจาะรูไม้ชิ้นนี้ร้อยเชือกคล้องไว้ที่คอตลอดเวลา เขาจำวันที่ได้รับแจกไม้ยี๋วมู่ได้ดีว่า เขาเห็นเฟยฉี กับ ฮุ่ยชิว เร่งช่วยนางสลักชื่อทหาร 200 คนลงบนไม้ยวี๋มู่ เวลานั้นเขาแอบมองอย่างลุ้นระทึกกว่าใครจะเป็คนสลักชื่อเขาลงบนไม้ ปรากฏว่าเป็นางเองที่สลักชื่อกับมือ เขาแอบดีใจอยู่เงียบๆ หลังจากนั้นเขาจดจำคำที่นางสอนทุกอย่าง เร่งฝึกฝนทุกอย่าง แม้ว่า่แรก เขาประสบความล้มเหลวตกลงมาจากราวไม้ไผ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีาแเล็กใหญ่ทุกวัน เพราะเขาไม่มีพื้นฐานในวิชายุทธ์มาก่อนเลย แต่เขาลุกขึ้นแล้วหมั่นฝึกจนเพื่อนๆ ในค่ายต่างนับถือความมานะอดทนของเขา
องค์หญิงอี้อันคือแรงบันดาลใจสำคัญทำให้ฝีมือของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น่ที่นางมีภารกิจบางอย่างนอกค่าย นางมักจะมอบหมายให้เขาเป็ผู้ควบคุมการฝึกแทน และเมื่อวานนี้หลังจากแอบมอง องค์หญิงอี้อันและอาจารย์เฉินขึ้นรถม้าตำหนักฮุ่ยหลิง ออกจากประตูค่ายไปแล้ว เขายังคงฝึกซ้อมที่ลานทิศตะวันตกต่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงขันทีและนางกำนัลร้องะโเสียงดังเข้ามา “ช่วยด้วย ช่วยด้วย มีโจรดักปล้นองค์หญิงอี้อัน” เขาใกับเหตุการณ์นี้ วิ่งไปจับอาวุธดาบ ก็ได้เห็นว่า องค์รัชทายาท ท่านเสวี่ยซิง ท่านจางเหยา โดดขึ้นม้าควบออกประตูค่ายไป เขาถือดาบวิ่งตามออกไปหมายจะไปช่วยองค์หญิงอี้อัน แต่ทหารเฝ้าประตูค่ายทั้งหมดพากันขัดขวางไม่ให้เขาออกนอกค่าย เขาจึงต้องหยุดอยู่เพียงประตูค่ายซานตงเท่านั้น
เขาดีใจอย่างสุดๆ ที่วันนี้เขาถูกเลือกให้เป็องครักษ์ของนาง ไม่ว่าจะเป็เพราะความขยันหรือเพราะโชคชะตา เขาสัญญากับตนเองว่าเขาจะอยู่ใกล้ๆ อารักขาองค์หญิงของเขาทุกที่ ทุกเวลา
…. เขาไม่อาจให้สัญญากับองค์หญิงได้ แต่เขาให้สัญญากับหัวใจของเขาเอง...
เย็นวันนั้นหัวหน้าค่ายเดินมาแจ้งกับเหล่าทหารทั้ง 800 นาย ในโรงอาหารว่า “เมื่อวานนี้มีโจรดักทำร้ายองค์หญิงระหว่างทางกลับพระราชวัง องค์รัชทายาทจึงขอให้ทหาร 3 คนในค่ายของเราติดตามอารักขาองค์หญิงจากวังหลวงถึงค่ายซานตง ยามกลางวันทั้ง 3 คนจะฝึกซ้อมตามปกติ ซึ่งเพื่อนของพวกเราได้แก่ มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว”
เหล่าเพื่อนๆ พากันแสดงความยินดีกับเพื่อนทั้ง 3 คนที่บัดนี้มีตำแหน่งแล้ว แล้วพาคุยกันต่อว่าอีกหน่อยเมื่อพวกเขาฝึกจบคงได้ไปประจำการสักแห่ง มีเบี้ยหวัดกับเขาบ้าง เฟยฉี ฮุ่ยชิว หัวเราะเฮฮากับเพื่อนๆ ตามนิสัยสนุกสนานของเขา เพื่อนๆ มาแสดงความยินดีกับมู่ไป๋ เขาได้แต่ยิ้ม ก้มคำนับตอบรับความยินดีของเพื่อนๆ อย่างถ่อมตน
ต้นยามเซินวันนี้ รถม้าขององค์หญิงอี้อันเคลื่อนออกจากประตูค่ายซานตง บัดนี้ไม่มีขันทีและนางกำนัลติดตามดังเดิม แต่มี มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว เดินข้างรถม้าแทน แต่รถม้าและคนบังคับม้า แทนที่จะมุ่งตรงกับพระราชวัง บัดนี้จอดนิ่งอยู่ข้างกำแพงเมือง องค์หญิงและสามองครักษ์ ต่างเดินถือขนมกินพลาง อี้อันถามชื่อถนน ตรอกซอยไปพลาง ดูนางมีความสุขเพลิดเพลินกับการเดิมชมบ้านเมืองยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลูกไก่ตัวโตวิ่งตามนางไปทุกที่เช่นนี้ มู่ไป๋มองภาพนี้แล้วรู้สึกประหลาดใจ ฮุ่ยชิว เห็นหน้า มู่ไป๋ เช่นนั้นพอจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงเข้าไปกระซิบบอกเบาๆ “ท่านพี่มู่ไป๋ เห็นองค์หญิงเดินเที่ยวเล่นอยู่นี้ แท้จริงกำลังทำงานอยู่นะ” เขาได้แต่รับฟังแล้วพยักหน้าแบบสงสัย
ขณะชมเมืองอยู่นั้น พลันสายตาองค์หญิงเห็นรถม้าของเสนาบดีเหวินเจ๋อ เ้ากรมอาญา พร้อมเ้าหน้าที่กรมอาญาอีก 3 คนควบม้าแล่นผ่านหน้าไปทางประตูเมือง นางเห็นเช่นนั้นสั่งให้ ฮุ่ยชิว ไปเรียกรถม้ามารับนางตรงนี้ หลังรับคำสั่ง ฮุ่ยชิว ะโแตะเท้าไต่ข้ามสิ่งกีดขวางไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว อึดใจเดียวรถม้าวิ่งมารับนางและสามองครักษ์ทันที แล้วแล่นตามหลังรถม้าเสนาบดีเหวินเจ๋อไปทันที มู่ไป๋ มองทุกคนอย่างงงงวย เขาเห็นว่า เฟยฉี ฮุ่ยชิว และลุงตู้คนบังคับม้าไม่ค่อยจะประหลาดใจกับคำสั่งขององค์หญิงนัก มู่ไป๋คิดในใจว่าถ้าเขาติดตามอารักขานางไปเช่นนี้ ชีวิตเขาคงมีเื่แปลกใหม่เกิดแทบทุกวันเป็แน่
ป่านอกกำแพงเมือง
รถม้าเสนาบดีเหวินเจ๋อ แล่นผ่านประตูเมืองไปทางทิศใต้ราว 3 หลี่(1.5 กม.) จากนั้นต้องลงเดินเท้าเข้าป่าไปอีกราว 1 หลี่(500เมตร) ที่นั่นมีเ้าหน้าที่ ราว 10 คนกำลังขุดดินลงไปเป็แอ่งลึก มีชาวบ้านกว่า 20 คนยืนรายล้อมดูการขุดของเ้าหน้าที่ เสนาบดีเหวินเจ๋อ เมื่อถึงจุดหมายจึงรับฟังรายงานจากลูกน้อง อี้อันและสามองครักษ์เดินเข้าไปใกล้ๆ ยืนดูด้วย เสนาบดีเหวินเจ๋อหันมาเห็นนางเข้าถึงกับสะดุ้ง ร้องเสียงหลง “องค์หญิง พระองค์มาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าก็ตามท่านมางัย” นางยิ้มกว้างให้เสนาบดีเหวิน
“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่เป็ภาพที่ไม่น่ามอง เสด็จกลับไปก่อนเถิด พรุ่งนี้กระหม่อมจะไปทูลองค์รัชทายาทที่ค่ายซานตงเองพ่ะย่ะค่ะ” นางยิ้มกว้างส่งให้เสนาบดีเหวินเจ๋อตอบเขาช้าๆ ว่า “ข้า.. ไม่.. ไป”
ขณะนั้นเอง มีเสียงควบม้าอย่างเร็วดังมาแต่ไกล เสวี่ยซิง และจางเหยา เมื่อมาถึงจุดหมายโดดลงจากม้า วิ่งมายังหลุมที่เ้าหน้าที่กำลังขุดอยู่ ครั้นเห็นองค์หญิงและสามองครักษ์ ต่างประหลาดใจ แต่ทำความเคารพนาง ทั้ง 3 ขุนนางต่างทำความเคารพกัน
“ท่านเหวินเจ๋อ ท่านเรียกองค์หญิงมาหรือ” เสวี่ยซิงขมวดคิ้ว เสนาบดีเหวินเจ๋อโบกมือจะตอบปฏิเสธแต่องค์หญิงอี้อันกล่าวแทรกขึ้นมา “ข้าเห็นรถม้าท่านเสนาบดีเ้ากรมอาญา เกรงว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น จึงแอบติดตามมา”
“เชิญองค์หญิงเสด็จกลับก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซิง ขอร้องนาง แต่แล้วมีเสียงเอะอะของชาวบ้านร้องเสียงดังขึ้นเื้ัทุกคน “เจอแล้ว เจอแล้ว” ทุกคนหันไปยังหลุมขนาดใหญ่ พบชิ้นส่วนศพที่บัดนี้ส่งกลิ่นแล้ว และเสื้อผ้าเริ่มเปื่อย ชาวบ้านที่มามุงดูรีบปิดปากปิดจมูก กลุ่มที่มุงอยู่พากันแตกกระจายออกทันที เพราะกลิ่นที่ลอยขึ้นมาจากหลุมนั้นชวนสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
เสวี่ยซิงหันกลับมาจะทูลเชิญองค์หญิงให้เสด็จออกห่าง ก็ไม่เห็นนางอยู่ตรงนั้นแล้ว เขามองหารอบทิศจึงพบว่าห่างออกราว 100 ก้าว บัดนี้นางขึ้นไปสถิตอยู่บนต้นไม้สูงห่างไกลจนไม่น่าจะได้กลิ่นแล้ว ส่วนสามองครักษ์ไปยืนอารักขานางอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ส่วนชาวบ้านอื่นๆ ที่มุงอยู่พากันหลบซ่อนกลิ่นหลังต้นไม้กัน แต่ยังชะเง้อมองดูหลุมนั้นไม่ยอมกระพริบตา หวังว่าจะได้พบทรัพย์สินของตนอยู่ในหลุมนั้นด้วย
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม เ้าหน้าที่กรมอาญานำศพขึ้นมาได้ นับรวม 9 ศพ เสวี่ยซิง และจางเหยา เข้าไปตรวจเบื้องต้นที่ตัวศพ ล้วนพยักหน้าให้แก่กันเพื่อยืนยันว่าถูกต้องแล้ว ทั้งสองทำความเคารพเสนาบดีเหวินเจ๋อ จากนั้นเสนาบดีเ้ากรมอาญาควบคุมการลำเลียงศพทั้ง 9 กลับไปกรมอาญา ส่วนชาวบ้านทั้งหลายที่ชะเง้อไปในหลุมหวังมองหาทรัพย์สินของตนตามที่ทางการปิดประกาศไว้ ทว่าต่างล้วนผิดหวัง พากันแยกย้ายกันกลับบ้าน เสวี่ยซิงและจางเหยาเดินมายังต้นไม้ที่องค์หญิงนั่งอยู่ เพราะอยู่ที่สูง นางจึงมองเห็นศพที่กำลังลำเลียงออกจากป่า เมื่อขบวนลำเลียงลับสายตาแล้ว อี้อันจึงโดดลงมา ถามเขาว่า “คิดว่าคงเป็ขันทีทั้งหมดใช่หรือไม่” ทั้งสองพยักหน้ารับ
“หม่อมฉันพอจำเค้าหน้าได้หนึ่งคน คลับคล้ายว่าจะเป็หัวหน้าขันทีเต๋อซิงพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซิงตอบ
“เช่นนั้น มีหลักฐานจากศพบ้างหรือไม่” นางถามต่อ
“เวลานี้ยังไม่พบพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมคิดว่าองค์หญิงเสด็จกลับวังได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเ้าไปส่งองค์หญิงได้แล้ว” เสวี่ยซิงหันไปสั่งสามองครักษ์ทันที แล้วเดินมาส่งนางที่รถม้า นางส่งยิ้มกว้างให้เขา ต่างทำความเคารพกัน ก่อนแยกย้ายกันกลับ
หน้าประตูตำหนักฮุ่ยหลิง พระราชวังหลวง
รถม้าจอดนิ่ง มู่ไป๋ มายืนรอรับ นางก้าวลงมาโดยไม่ต้องใช้บันได มีแม่นมเฉินมายืนรอรับ สามองครักษ์ทำความคารวะท่านอาจารย์ของเ้าสำนัก แม่นมเฉินเดินมาบอกกับคนบังคับรถม้าว่า “พาองครักษ์ขององค์หญิงไปพักในเรือนที่เตรียมไว้ด้วย” เขาน้อมรับคำสั่ง
ลุงตู้คนบังคับม้า นำทางสามองครักษ์เดินผ่านเรือนต่างๆ มา แล้วมาหยุดที่เรือนหลังหนึ่งมีพื้นที่กว้างเพียงพอให้ 3 คนพักอย่างสบาย ด้านหน้าเรือนมีขันที 3 คนยืนนิ่งถือผ้าห่ม และเสื้อผ้า 3 สำรับรออยู่ ลุงตู้กล่าวว่า “เชิญท่านองครักษ์ทั้งสาม พักในเรือนนี้ เพราะตำหนักฝ่ายในไม่อาจให้บุรุษทั่วไปผ่านเข้าไปได้ นอกจากหน่วยอวี่หลินที่ต้องอารักขาเชื้อพระวงศ์จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปได้ ตอนเช้ายามเฉิน (07.00น.) ข้าน้อยจะนำรถม้าผ่านมานำท่านไปรอรับองค์หญิงหน้าพระตำหนักเอง” กล่าวแล้วเขาทำความเคารพและลากลับไป
สามองครักษ์ใหม่ เข้าไปดูภายในเรือน แม้ไม่ใหญ่โตมาก ที่นอนเป็เตียงยกสูงกว้างขวาง ฮุ่ยชิ่ว กล่าว “ข้าไม่เคยได้ใช้ผ้าห่มนุ่มอุ่นเช่นนี้มาก่อน เฟยฉีเ้าล่ะ” “ข้าก็ไม่เคย ถึงบ้านข้าจะพอมีกินมีใช้บ้างแต่ก็ต้องมัธยัสถ์ บิดาข้าเป็เสมียนอำเภอที่ซื่อสัตย์ มีเงินจากเบี้ยหวัดไม่มากนัก ต้องเก็บเงินส่งข้าและน้องชายเรียนหนังสือ บ้านเราไม่มีที่นอนนุ่มสบายเช่นนี้หรอก ส่วนท่านพี่มู่ไป๋เล่า” เฟยฉีหันไปถามมู่ไป๋
“บ้านข้ายากจนมาก ข้ากับมารดาบางวันไม่มีข้าวกินด้วยซ้ำ” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ หากแต่มู่ไป๋ ยังกล่าวต่อไปช้าๆ “ต้องขอบพระทัยองค์หญิงที่เลือกพวกเราเป็องครักษ์ ทั้งที่วิชายุทธ์ ที่ทำได้ดีที่สุดก็คือซัดอาวุธลับ และวิชาตัวเบาบ้างเท่านั้น ไม่เหมือนเพื่อนกองอื่นๆ ที่ล้วนชำนาญอาวุธกันทั้งนั้น แต่อีกไม่นานเราก็ต้องไปฝึกกับกองอื่นๆ ถึงเวลานั้นพวกเราเองต้องยิ่งฝึกให้หนักกว่าทุกคน เพื่อให้สมกับที่องค์หญิงไว้วางพระทัย”
เฟยฉี และฮุ่ยชิว ต่างมองหน้ากันเองเพราะนี่เป็ครั้งแรกเห็นมู่ไป๋ มีคำพูดมากมายออกจากปาก ทั้งสองได้แต่พยักหน้าเออ ออ ตามเขา
พลันมีเสียงเคาะประตูหน้าเรือน “ข้าเข้าไปได้หรือไม่” เป็เสียงองค์หญิงอี้อัน สามองครักษ์หนุ่มน้อยลนลาน เก็บข้าวของโยนไว้ด้านหลังแล้วยืนตรง นางเดินเข้ามาภายในเรือนพักสายตามองกวาดไปรอบห้อง อย่างพอใจ “แม่นมของข้าเก่งจัง จัดห้องให้เ้าดีใช้ได้”
“กระหม่อมขอบพระทัยองค์หญิง ที่ทรงเมตตา” ทั้งสามโค้งคำนับ “เอาหละ เอาหละ ไม่ต้องมากพิธี ข้าจะมาบอกว่า ทั้งเสื้อผ้า ที่อาบน้ำ และอาหารเช้า จะมีขันทีแนะนำท่านภายหลัง ส่วนอาหารเช้าและเย็นจะมีขันทีนำมาให้ตามเวลา ยกเว้นบางวันที่เฟยฉีจะไปด้านหลังโถงที่ประชุมขุนนาง อาจจะไม่ได้กินข้าวเช้า”
เฟยฉี น้อมรับราวกับเป็เื่ปกติจน มู่ไป๋ ประหลาดใจ นางเห็น มู่ไป๋ ทำหน้าเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างตามปกติของนาง แต่ไม่ตอบอะไร เพียงแต่กล่าวว่า
“มีเื่ที่อยากบอกพวกท่าน เสื้อผ้าของท่านข้าให้แต่งกายแบบชาวบ้าน เมื่อเข้าไปในค่ายจึงเปลี่ยนเป็เครื่องแบบในค่าย เื่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีหรือทุกเื่ที่ข้าทำ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดแม้แต่ครอบ ครัวของเ้าและเพื่อนทหารในค่าย มิเช่นนั้นพวกเขาอาจจะเดือดร้อนหรือถูกฆ่าตายได้” มู่ไป๋เห็นสองคนดูไม่มีทีท่าตระหนกแต่อย่างใด เขายิ่งแปลกใจหนักขึ้น
“เอาหละ ข้าต้องไปพบเสด็จพ่อมีเื่นิดหน่อย อีกสักครู่จะมีขันทีนำอาหารมาให้พวกเ้า” นางทำท่าจะเดินหันหลังกลับ เฟยฉี พลันกล่าวขึ้นราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ “องค์หญิงขอรับ กระหม่อมคิดว่า กระหม่อมจำศพหนึ่งได้ คลับคล้ายจะเป็หัวหน้าขันทีในวัง ขอรับ”
ห้องโถงเรือนบัญชาการค่ายซานตง
เสนาบดีเหวินเจ๋อ เ้ากรมอาญา ที่อยู่ในเครื่องแบบสีม่วง สองมือกำของบางอย่างในมือ มือหนึ่งกำเงินตำลึงเงิน 2 ก้อนที่กลุ่มโจรดักปล้นองค์หญิงอี้อันสารภาพถึงที่มาของเงินนั้น อีกมือกำผ้าขาวที่ห่อหุ้มของสิ่งหนึ่งไว้ ยื่นวางบนโต๊ะทำงานองค์รัชทายาท เมื่อมันถูกวางลง ห่อผ้าขาวคลี่ออกเอง สิ่งที่อยู่ในนั้นคือ เงินตำลึงเงินบริสุทธิ์ องค์หญิงอี้อันที่นั่งบนเก้าอี้กลมข้างโต๊ะพี่ชาย กำลังจะหยิบลูกเหอเถาเข้าปาก ชะงัก รีบเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก องค์รัชทายาทเบือนหน้าหนี เพราะมีกลิ่นซากศพมนุษย์ลอยมาเตะจมูก
“หมอชันสูตรศพพบว่า เงินตำลึงก้อนนี้อยู่ในคอหอยศพหัวหน้าขันทีเต๋อชิงพ่ะย่ะค่ะ หมอชันสูตรสันนิษฐานว่า เพราะเงินตำลึงนี้ไปอุดหลอดลมผู้ตาย ทำให้ผู้ตายดิ้นรนอย่างทรมานก่อนขาดใจตาย เห็นได้จากร่างกายที่บิดเบี้ยว มือเท้ากางชักเกร็ง”
“ส่วนอีก 8 ศพ ถูกดาบฟันคอ และแทงทะลุอวัยวะสำคัญจึงเสียชีวิต แต่พิสูจน์แล้วว่าทั้ง 8 ศพล้วนไม่มีอวัยวะเพศ จากเค้าหน้าของศพที่เริ่มเน่าแล้ว พอจับเค้าโครงหน้า พบว่าตรงกับภาพวาดของขันทีทั้ง 8 ที่หายตัวไปทั้งหมด แต่ทุกคนล้วนสวมเสื้อผ้าแบบชาวบ้านทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ สำหรับประวัติที่นายอำเภอบ้านเกิดของขันทีแต่ละคนนั้น พบว่าพวกเขามีตัวตนจริงแต่เป็กำพร้า บิดามารดาล้วนเสียชีวิตหมด ไม่มีญาติพี่น้องอื่นใดทั้งสิ้น จนมีญาติห่างๆ มารับไปอยู่ด้วยซึ่งญาติที่มารับเมื่อตรวจสอบแล้วล้วนใช้ชื่อปลอมทั้งสิ้น”
“เมื่อวานนี้ภายหลังพบ 9 ศพแล้ว หม่อมฉันกลับไปกรมอาญา พบว่าสารที่ให้ม้าเร็วส่งไปยังอำเภอต่างๆ ตามบันทึกประวัติของขันที สารฉบับสุดท้ายส่งมาจากนายอำเภอเจียงหนิง เป็ประวัติของหัวหน้าขันทีเต๋อชิงพ่ะย่ะค่ะ” เสนาเหวินเจ๋อทูลรายงาน
เสวี่ยซิงวิเคราะห์ “เป็ที่แน่นอนแล้วว่าขันที 8 คนที่ต้องร่วมขบวนคณะทูตถูกสังหารหมด รวมถึงหัวหน้าขันทีเต๋อชิงที่เป็ผู้ส่งรายชื่อไปให้กรมพิธีการด้วย”
“คาดว่าหัวหน้าขันทีเต๋อชิงที่ถูกสังหารด้วยเพราะเป็ส่วนหนึ่งของความลับ ดังนั้นเป็ที่แน่ชัดแล้วว่า ขันทีปลอมทั้ง 8 คนพร้อมหลักฐานยาพิษฟู่จื่อ ล้วนเป็นักฆ่าที่ถูกส่งมาจากนอกวังสวมรอยขันที 8 คนที่ต้องร่วมขบวนคณะทูตจากต้าหลี่ ”
“ผู้ที่จ้างนักฆ่า อาจเกี่ยวข้องกับคนในวังก็ได้นะ” องค์หญิงอี้อันกล่าวกับทุกคนมือยังใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกอยู่
“เ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือ?” องค์รัชทายาทถามน้องสาว
“อาจจะเกี่ยวข้อง แต่อาจไม่ใช่ผู้บงการแท้จริง” น้องสาวตอบและเล่าให้พี่ชายฟังอีกว่า
“เฟยฉี เห็นศพหนึ่งจำได้ว่าเป็หัวหน้าขันทีเต๋อชิง เพราะขันทีผู้นี้เคยนำกล่องไม้แกะสลักใบหนึ่งไปให้บิดาของฮุ่ยชิวทำการซ่อมแซม เพราะมันเป็กล่องไม้มีกลไกจึงไม่มีช่างในเมืองคนใดซ่อมได้ ขันทีผู้นั้นบอกให้ช่างฮุ่ย รีบซ่อมเพราะองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วทำตกพื้น ทำให้พระสนมหวังกุ้ยเฟยกริ้วมาก”
องค์หญิงอี้อันเอียงคอไปมามองเงินสองก้อนบนโต๊ะ “เงินตำลึง 2 ก้อนนั้นมีลักษณะเหมือนกันคือ ล้วนไม่เคยถูกใช้ เมื่อคืนหม่อมฉันให้แม่นมนำเงินจากสำนักวังหลวงมาให้ฮุ่ยชิว ดู เขาบอกว่าเงินที่บิดาเขาได้รับค่าจ้างเหมือนกับเงินที่แม่นมนำมาให้ดูเพคะ”
เสนาบดีเหวินเจ๋อหันไปทางองค์หญิง “เช่นนั้นกระหม่อมอยากพบ เฟยฉี และฮุ่ยชิว ผู้นั้นได้หรือไม่”
“ได้สิ ข้าให้เขารออยู่ด้านหน้าแล้ว แต่ท่านเสนาบดีเหวิน เขาเป็องครักษ์ส่วนตัวของข้า ข้าอนุญาตให้ท่านสอบถามกับเขาเท่านั้น อย่าได้บันทึกและตามสืบไปถึงบิดาของเขา เพราะข้าเกรงว่าในภายหน้าเขาและบิดาอาจจะมีภัยถึงแก่ชีวิตได้” เสนาบดีเหวินเจ๋อคิดเพียงชั่วครู่ แล้วคำนับ “น้อมรับคำสั่ง พ่ะย่ะค่ะ”
ภายหลังที่เฟยฉี และฮุ่ยชิวเข้ามาแล้ว เสนาบดียื่นเงินตำลึง ทั้ง 3 ก้อนให้เขาดู ฮุ่ยชิวมองดูเงินตำลึงทีละก้อนก่อนตอบว่า เงินค่าจ้างของบิดาเขาเหมือนกับเงินที่ท่านเสนาบดีให้ดู คือเป็ก้อนเงินใหม่ที่ไม่ผ่านการใช้สอย หลังจากซักถามครู่ใหญ่ เสนาบดีเหวินเจ๋อและผู้ช่วยทูลลากลับกรมอาญาเพื่อทำรายงานต่อไป
ในห้องโถงเรือนบัญชาการจึงเหลือเพียงองค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง และจางเหยา อี้อันเคี้ยวลูกเหอเถาแล้วกล่าว “หม่อมฉันเชื่อว่า องค์ชายใหญ่ มีนิสัยดุร้าย เ้าอารมณ์ วิชายุทธ์ก็ไม่ดี มีแค่ความทะเยอทะยานที่สูงส่ง ไม่น่ามีสติปัญญาวางแผนการได้มากมายซับซ้อนเช่นนี้ หม่อมฉันเชื่อว่าเขาคงถูกวางหน้าที่ให้ออกเงินค่าจ้างเท่านั้น” พี่ชายหันหน้ามาทางน้องสาว กระซิบเบาๆ ว่า “นั่นพี่ใหญ่เ้านะ รักษากิริยาด้วย” อี้อันยิ้มกว้างให้พี่ชาย
“แสดงว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังลอบทำร้ายทั้งสองพระองค์อยู่” เสวี่ยซิง สันนิษฐาน
“สำหรับเสด็จพี่และฝ่าาคงใช่ แต่กับข้า แค่แกล้งให้เสด็จพ่อ กับเสด็จพี่กริ้ว ท่านจำได้หรือไม่ว่า อักษรที่อดีตเสนาบดีเฮ่อหยุนทิ้งให้ไว้เกี่ยวกับเื่ชิงบัลลังก์” องค์รัชทายาทพลันนึกได้ถึงคำตรัสของฝ่าาเมื่อหลายวันก่อน “มันกล้าลงมือกับลูกสาวข้าอีกคนหรือ ช่างบังอาจนัก” ดูราวกับว่าฝ่าาทรงรู้อะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมให้เขารู้ เขาหันมามองหน้าน้องสาวว่า “เื่ของพี่กับเสด็จพ่อ ทำให้เ้าเดือดร้อนไปด้วย ลำบากเ้าแล้วจริงๆ”
“เสด็จพี่ไม่ต้องเกรงใจ หม่อมฉันกลับจากต้าหลี่เพื่อทั้งสองพระองค์เลยนะเพคะ” น้องสาวยิ้มกว้างให้พี่ชาย สองสหายมองดูสองพี่น้องกล่าวแก่กันอย่างเป็นัย เสวี่ยซิง รู้สึกไม่สบายใจนักกับความปลอดภัยของสองพี่น้องราชนิกูลนี้
กองฝึกทิศตะวันตก
เ้าสำนัก หลังจากเสร็จภารกิจในห้องโถงแล้ว บัดนี้นางยืนอยู่บนเวทีในมือถือเงินทั้งหมด 4 พวงยกให้เหล่าลูกศิษย์ทั้ง 200 คนดู