บทที่ 3 ฝึกตน
“น้องหู่นิว อย่าเหลวไหล จงติดตามท่านเซียนไปฝึกตน ต่อไปจะได้ไม่ต้องลำบากอีก!”
เจียงผิงอันเห็นว่าหู่นิวดื้อรั้นไม่ยอมไป จึงรีบะโปลอบใจ
ได้ยินว่าเทพเซียนมีอายุยืนยาวไม่มีวันแก่ชรา ได้ยินว่าเทพเซียนไม่รู้จักความหิวโหย ได้ยินว่าเทพเซียนไม่ต้องโดนทหารข่มเหงรังแก
นี่เป็โอกาสอันดี เป็โอกาสที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของหู่นิวได้
หู่นิวยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าการฝึกตนมีความหมายอย่างไร ทว่าเจียงผิงอันเข้าใจ
แม้ว่าเขาเสียใจอยู่ไม่น้อยที่เทพเซียนมองข้ามตัวเองไป แต่ไม่เป็ไร เขายังมีอ่างสัมฤทธิผล ตลอดชีวิตนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอาหารหรือไม่มีเสื้อผ้า เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ไม่เอา! ข้าจะอยู่กับพี่ผิงอัน!” หลี่เยว่เยว่โบกสะบัดถังหูลู่พร้อมกับร้องไห้เสียงดัง
สตรีนางนั้นยิ้มพลางพูดขึ้น “หากว่าเ้าไม่ฝึกตน ต่อไปพี่ผิงอันของเ้าอาจโดนโจรป่าฆ่าตายได้ เ้าอยากให้พี่ผิงอันของเ้าตายเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่อยาก!” หลี่เยว่เยว่ใจรีบร้องะโติดต่อกัน
เจียงผิงอันเป็คนใกล้ชิดคนสุดท้ายของนาง นางไม่อยากสูญเสียเขาไป
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องฝึกตน”
“แต่ว่า...”
“เพื่อความสุขในอนาคตของพี่ผิงอัน เ้าต้องฝึกตน ที่ข้าพาเ้าไปในตอนนี้ก็เพื่อให้พวกเ้าสามารถพบเจอกันได้อีกครั้งในวันข้างหน้า”
สตรีนางนั้นโยนตำรากำหนดลมหายใจที่ไร้ประโยชน์กับหินิญญาสามก้อนลงไป
“ข้ามอบวิธีฝึกตนกับทุนทรัพย์ฝึกตนให้พี่ผิงอันของเ้าแล้ว เช่นนี้เขาก็จะไม่โดนคนอื่นรังแกอีก”
หลี่เยว่เยว่ยังอยากจะพูด ทว่าสตรีนางนั้นเป่าลมใส่หน้านางเบา ๆ จากนั้นนางก็หมดสติไป
เมื่อเด็กผู้หญิงคนนี้ก้าวสู่หนทางการฝึกตนและมีอายุมากกว่านี้ นางก็จะลืมพี่ผิงอันคนนั้นไปเอง
สตรีหลายนางกลายร่างเป็ลำแสงแล้วเลือนหายไป ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อเจียงผิงอัน และไม่ได้ให้ความสนใจอันใดอีก
มองดูหู่นิวโดนนำตัวไปแล้ว หัวใจของเจียงผิงอันมีแต่ความว่างเปล่าเดียวดาย
รู้สึกว่าโลกทั้งใบเหลือแค่เขาเพียงคนเดียว และนับแต่นี้เป็ต้นไปชีวิตของเขาไม่มีหลักพักพิงอันใดอีกต่อไปแล้ว
ทว่าเขายังคงรู้สึกดีใจแทนหู่นิว ต่อไปนางมีโอกาสได้กลายเป็เทพเซียน จะได้อยู่อย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสงบจิตใจและกลับสู่ภาวะปกติดังเดิม
เด็กหนุ่มเดินไปเก็บหินใสสามก้อนกับตำราที่เทพเซียนทิ้งไว้ให้
เทพเซียนบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือวิธีการฝึกตนและทุนทรัพย์ฝึกตน ดูท่าทางมีคุณค่ามาก
หรือว่าฝึกตนจนช่ำชองแล้วสามารถสำเร็จเป็เซียนได้?
หากสามารถสำเร็จเป็เซียนได้ เหตุใดจึงไม่พาตนไปด้วย?
เจียงผิงอันเก็บทั้งสองสิ่งไว้ในห้องก่อนชั่วคราว เวลานี้เขาต้องนำศพคนในหมู่บ้านไปฝังก่อน
ถึงแม้ปกติไม่ได้สนิทสนมกับคนในหมู่บ้านมากนัก แต่อย่างไรเสียก็ยังเคยให้ความช่วยเหลือเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
บัดนี้… ทุกคนในหมู่บ้านถูกสังหารสิ้น เขาไม่อาจเพิกเฉยได้ ไม่อาจปล่อยให้ศพเน่าเละไปตามกาลเวลาหรือถูกหมาป่ากัดกินได้
เขาเสียเวลาไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการขุดหลุมขนาดใหญ่และฝังศพคนในหมู่บ้านจนเสร็จ
หลี่หมินถูกฝังแยกต่างหากและปักป้ายชื่อเป็ที่เรียบร้อย ต่อไปในอนาคตเมื่อหู่นิวสำเร็จเป็เซียนกลับมา นางจะได้หาบิดาเจอ
ตกดึก เจียงผิงอันนั่งเล่นหน้ากระท่อม ทั้งหมู่บ้านมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งเสียงเห่าของสุนัข มีเพียงแค่เสียงยุงและแมลง ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายค่อย ๆ เกาะกุมหัวใจอย่างช้า ๆ
บิดามารดาตายจาก คนในหมู่บ้านไม่มีใครเหลือ หู่นิวก็จากไปแล้ว เวลานี้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น
ก้มดูตำราในมือ เจียงผิงอันลูบตำราช้า ๆ เบา ๆ
“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะฆ่าพวกทหารที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านให้สิ้น!”
“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะฆ่าโจรป่าทั้งหมดที่พบเจอ!”
“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะพยายามปกป้องทุกคนที่สมควรปกป้องอย่างสุดกำลังความสามารถ!”
แสงดาราพร่างพราว ท้องฟ้ายามราตรีเป็ประกายสดใส เด็กหนุ่มร่างกายอ่อนแอ ทว่าดวงตากลับส่องสว่างยิ่ง
เขาจุดตะเกียงน้ำมันที่คนในหมู่บ้านเหลือทิ้งไว้ พลิกอ่านตำราที่มีชื่อว่าเคล็ดกำหนดลมหายใจปฐี
โชคดีที่บิดามักจะสอนตัวอักษรอยู่บ่อย ๆ เขาจึงสามารถอ่านข้อความในตำราได้
ในตำรากล่าวว่า ใช้ความคิดควบคุมจังหวะลมหายใจ ให้ร่างกายดูดซับปราณแห่งฟ้าดิน เบิกทะลวงจุดต่าง ๆ ทั่วร่าง
ตำราฉบับนี้ยังกล่าวอีกว่าสามารถเบิกทะลวงสิบจุดถือว่าศึกษาจนช่ำชองแล้ว สามารถใช้สร้างรากฐานได้
สร้างรากฐานคืออะไร?
เจียงผิงอันไม่เข้าใจ
แต่ไม่จำเป็ต้องเข้าใจ ทำตามอักษรที่ปรากฏในตำราก็พอ
เขายังพบอีกว่า เวลาที่ตนเองถือหินสีขาวประหลาดฝึกตน จะสามารถฝึกตนได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายรู้สึกสบายเป็อย่างยิ่ง
หนึ่งคืนผ่านไป เจียงผิงอันตื่นตระหนกมากเมื่อพบว่าตนเองไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย!
ไม่เพียงเท่านี้ ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนด้วย!
เขารู้สึกปลาบปลื้มยินดียิ่ง ไม่แน่ต่อไปตนเองอาจสำเร็จเป็เซียนก็ได้!
เมื่อกินอาหารง่าย ๆ สักเล็กน้อยแล้ว เขาก็ฝึกตนต่อ
ไม่นานนัก หินิญญาสองก้อนในมือก็แตกสลาย
ยังเหลืออีกหนึ่งก้อน
“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาก้อนหินเช่นนี้ได้จากไหน”
เขารู้ถึงคุณค่าของหินก้อนนี้ ทว่ากลับมีจำนวนจำกัด
จุดที่หนึ่งเปิดไปได้สองในสิบส่วน หากมีหินิญญาอีกแปดก้อน คงจะเบิกทะลวงจุดที่หนึ่งได้เหมือนดังที่กล่าวในตำรา
เจียงผิงอันเตรียมตัวจะใช้หินิญญาก้อนสุดท้าย พลันนึกอะไรขึ้นได้จึงหยุด
รอจนอ่างสัมฤทธิผลสามารถทำงานได้อีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ลองวางหินสีขาวลงไปในอ่าง
ถูกต้อง เขา้าจะเพิ่มปริมาณหินชนิดนี้
แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ จึงได้แต่ลองดูก่อน
ขณะที่อ่างสัมฤทธิผลเปล่งแสงส่องสว่าง เจียงผิงอันมองเข้าไปในอ่าง ความปีติยินดีแสดงออกมาทางใบหน้า
หินิญญากองใหญ่ปรากฏขึ้นในอ่างสัมฤทธิผล!
ที่แท้อ่างสัมฤทธิผลไม่เพียงแค่สามารถเพิ่มจำนวนเหรียญทองแดงเท่านั้น ยังสามารถเพิ่มจำนวนหินิญญาได้ด้วย!
แต่… บางทีอ่างสัมฤทธิผลอาจจะเพิ่มจำนวนของทุกสิ่งก็เป็ได้!
เจียงผิงอันหายใจเร็วขึ้น สำหรับเด็กหนุ่มที่ยังไม่เติบโตเป็ผู้ใหญ่ เื่นี้ถือเป็เื่ที่สมควรดีใจเป็อย่างมาก
เด็กหนุ่มจูบอ่างสัมฤทธิผลใบนั้นแรง ๆ จากนั้นหยิบก้อนหินสีขาวก้อนหนึ่งออกมาฝึกตนต่อ
ผ่านไปหนึ่งวัน หินิญญาแปดก้อนถูกใช้ไปจนหมด
เปรี๊ยะ!
จุดที่หนึ่งในร่างของเจียงผิงอันได้รับการเบิกทะลวง เสียงแตกร้าวดังออกมาจากร่างของเขา
ตามที่ตำรากล่าวไว้ เวลานี้ก้าวสู่ขอบเขตก่อปราณอย่างเต็มตัวแล้ว
ชั่วขณะนี้ เจียงผิงอันผู้มีร่างกายผ่ายผอม ตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ผิวไม่ดำคล้ำถึงเพียงนั้นอีก
ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้สึกว่าพละกำลังของตนเองเพิ่มขึ้นมาก ราวกับมีกำลังมากมายใช้ไม่มีวันหมด
ในร่างกายมีพลังประหลาดกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวกลับไปกลับมาตามจุดที่ตนเบิกทะลวง
ในตำรากล่าวว่า พลังกลุ่มนี้เรียกว่าปราณิญญา
กุบกับ กุบกับ กุบกับ!
“คนหายไปไหนกันหมด!”
เสียงร้องด่าดังขึ้นหลังเสียงของฝีเท้าม้า
สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนไป จากนั้นรีบเก็บอ่างสัมฤทธิผล
ทหารมาเรียกเก็บภาษีแล้ว!
เขาเตรียมเหรียญทองแดงไว้สิบเหรียญ เมื่อเดินออกไปเปิดประตู เด็กหนุ่มกล่าวกับทหารที่มาเพียงคนเดียว “ข้าอยากจะแจ้งความ คนในหมู่บ้านถูกโจรป่าฆ่าตายหมดแล้ว”
“ถูกโจรป่าฆ่าตายอีกแล้ว?”
สีหน้าของหยังหยวนสลดลง นี่เป็หมู่บ้านที่สามแล้วที่โดนฆ่าล้างหมู่บ้าน ทำให้เขาเก็บภาษีได้น้อยลง
“เหตุใดเ้าจึงไม่ตาย?” หยังหยวนะโลงจากหลังม้าพลางถาม
“โชคดีที่ข้าออกไปข้างนอก จึงรอดมาได้ เมื่อไรจึงจะนำทหารไปกวาดล้างโจรป่าและคืนความสันติสุขให้แก่ชาวบ้านสักที”
เจียงผิงอันโกรธแค้นโจรป่ามาก พวกเขาทั้งปล้นทรัพย์ ทั้งฆ่าคน ชั่วช้าเลวทรามอย่างที่สุด
หากว่าทหารกับโจรป่าต่อสู้กันขึ้นมา เช่นนั้นเท่ากับสุนัขกัดสุนัข
“บังอาจ คนอย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามข้า! ในเมื่อคนในหมู่บ้านของเ้าตายกันหมดแล้ว เ้าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ตายเสียเถอะ”
เนื่องจากเก็บเงินได้ไม่มาก ไม่สามารถกินใต้โต๊ะได้ หยังหยวนในเวลานี้กำลังเืขึ้นหน้าได้ที่ เลย้าหาที่ระบายอยู่พอดี
พอเห็นเด็กหนุ่มคนนี้บังอาจถามเอาเื่กับตน จึงชักดาบออกมาแล้วเดินตรงไปหา
สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนไป เขาได้แต่ถอยหลัง “เ้าเป็ทหาร ฆ่าคนพร่ำเพรื่อได้อย่างไร!”
“ที่นี่มีเ้าแค่คนเดียว ฆ่าเ้าทิ้ง ใครจะไปรู้” หน้าของหยังหยวนบิดเบี้ยวน่ากลัวพลางแกว่งดาบย่างสามขุมเข้ามา
ในชั่วขณะนี้ ภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นในสมองของเจียงผิงอัน มีทั้งภาพมารดาเหนื่อยตายกลางทุ่งนา ภาพบิดาถูกเสือกัดจนอยู่ในสภาพย่ำแย่ ภาพของตนเองที่โดนตบตี...
เวลานี้เจียงผิงอันปลดปล่อยทุกอย่างขึ้นมา เด็กหนุ่มรวบรวมพลังภายในร่างทั้งหมดพุ่งไปที่หมัด พลางร้องคำรามเสียงดังด้วยความโกรธแค้น
“จะตายก็ตายด้วยกัน!”