บทที่ 1 part 2
ตอนนี้อาคอนและอาเรียเดินทางออกจากหมู่บ้านที่อาเรียเคยอาศัยอยู่แล้วพวกเขาทั้งคู่ออกมาจากหมู่บ้านั้แ่เมื่อคืนพร้อมกับความประหลาดใจของชาวบ้านที่เห็นว่าอาคอนตัดสินใจพาอาเรียเดินทางกลับเมืองเศียรัไปกับเขาด้วย
อย่างไรก็ตามทั้งผู้ใหญ่บ้านและลูกชายของเขาต่างจ้องมองที่อาเรียด้วยความโกรธสายตาของทั้งคู่ทำให้อาเรียอดกังวลไม่ได้ ความจริงแล้วนี่เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคอนไม่ยอมพักแรมค้างคืนอยู่ที่นี่และออกเดินทางทันที
พวกเขาออกมาจากหมู่บ้านพร้อมกับเครื่องกลประดิษฐ์ที่ใช้ขนข้าวของ มันมีลักษณะคล้ายสัตว์ตัวเล็กๆที่ขับเคลื่อนด้วยแกนพลังงานเวทย์มนที่ได้จากสัตว์อสูรเป็เครื่องจักรเวทย์มนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากวิศวกรรมเวทมนตร์ประดิษฐ์ที่ทางสมาคมนักล่าสมาคมวิศวกรรม และสมาคมนักเวทย์ ร่วมมือกันเพื่อสร้างมันขึ้นมา
มันเคลื่อนที่ด้วยการลอยอยู่เหนือพื้นดินซึ่งถูกร่ายอาคมลอยตัวและออกแบบวงจรพลังงานที่สามารถดึงพลังเวทย์จากแกนเวทย์ให้กระจายไปใช้งานตามส่วนต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พวกเขาเดินทางออกมาห่างจากหมู่บ้านมาได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะหยุดพักและตั้งแคมป์กันที่บริเวณปัจจุบันและพักผ่อนกันจนฟ้าสาง
“เราจะออกเดินทางกันต่อเลยหรือเปล่าคะ”อาเรียถามอาคอนเพราะในตอนที่เธอตื่นขึ้นมานั้น อาคอนก็ตื่นอยู่ก่อนแล้วเธอจึงเข้าใจว่าอาคอนนั้นรอเพียงแค่เธอทำให้การเดินทางนี้ช้าลง
“เราจะกินอาหารกันก่อนและฉันจะส่งข่าวถึงเพื่อนของฉันด้วยหลังจากนั้นเราค่อยออกเดินทางกันต่อ”อาคอนตอบพร้อมกับหยิบอาหารออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลังซึ่งมีของมากมายเหลือเกินที่เธอเห็นอาคอนหยิบออกมาจากเป้ของเขา
“มันเป็กระเป๋าเวทมนตร์มันสามารถเก็บของหลายอย่างเข้าไปได้อย่างไรก็ตามแมนเดรกค่อนข้างเป็วัตถุดิบที่พิเศษฉันจึงไม่สามารถเก็บมันไว้ในกระเป๋าเวทย์ได้”ราวกับรู้ว่าอาเรียกำลังสงสัยอาคอนอธิบายเื่ราวเกี่ยวกับกระเป๋าของเขาให้อาเรียฟัง
“สรุปว่าพืชพวกนั้นมันคือแมนเดรกจริงๆเหรอคะ”
“ถูกต้อง..มันคือแมนเดรกและมันมีค่ามากกว่ากว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก” อาคอนกล่าวพร้อมกับจิบชาที่เพิ่งจะชงเสร็จ
“แล้วหนังสือเล่มนั้นล่ะคะ..มันเป็ของหลอกลวงหรือเปล่า?”เธออดจะคิดไม่ได้ว่ามันอาจเป็ของแท้แต่ความจริงบางอย่างที่เธอลองทำตามเช่นการเสริมสร้างร่างกายด้วยแมนเดรกก็ไม่ได้ผลเธอจึงอยากจะยืนยันความจริงเกี่ยวกับมันให้แน่ใจ
อาคอนไม่ตอบกลับเธอแต่ยื่นหนังสือสีดำที่เขียนว่าเวทย์มนตร์แห่งการสร้างโลกเล่มสีดำที่ดูมีเสน่ห์มาให้เธอแทน
“อ่านมันให้จบแล้วเธอจะได้คำตอบของหลายๆอย่างบนโลกนี้”
เธออึ้งกับสิ่งที่เธอได้ยินเล็กน้อยแต่ก็รับมันมาและเปิดอ่านอย่างเชื่อฟัง
“ฉันขอกระดาษที่สอดไว้ในหนังสือเล่มนั้นสักแผ่นหน่อยสิแผ่นไหนก็ได้” สักพักอาเรียก็เปิดและหยิบเอกสารฉบับหนึ่งมาก่อนที่จะส่งมันให้อาคอน
อาคอนขีดเขียนบางอย่างอยู่สักพักก่อนที่จะจ่าหน้าถึง”คาลี่ย์”และเป่านกหวีดเพื่อเรียกไก่งวงมารับเอกสารนั้นและไก่งวงก็จากไปอย่างรวดเร็ว
“ไก่งวงเหรอคะ??”
“ฉันก็ไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่หรอกอ่านหนังสือไปน่าเถอะยัยหนู”อาคอนกล่าวอย่างอารมณ์เสียหลังจากที่ส่งเอกสารไปให้คาลี่ย์เพื่อนที่เป็วิศวกรของเขาเขาคิดว่าเขาคงต้องหัวเสียทุกครั้งจริงๆ หลังจากที่ใช้บริการไก่งวงพวกนี้อย่างน้อยมันก็ควรจะเป็นกพิราบใช่มั้ย ทำไมต้องเป็ไก่งวง
จริงๆแล้วไก่งวงพวกนี้ก็ถือเป็เื่ใหญ่เช่นกันเพราะเป็เพียงเื่นี้เื่เดียวเท่านั้นที่สมาชิกทั้งระดับสูงและระดับต่ำทุกคนเห็นพ้องต้องกันเป็เสียงเดียวว่าควรจะเปลี่ยนเสียทีอย่างไรก็ตามปัญหามันอยู่ตรงที่จะเปลี่ยนจากไก่งวงพวกนี้ไปเป็อะไร เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพเท่าๆกันคำตอบคือไม่สามารถหาอะไรมาแทนมันได้
เท่านั้นยังไม่พอทางสมาคมนักล่ายังเกือบจะยกเ้าไก่งวงพวกนี้ให้เป็สัญลักษณ์ของความสามัคคีเพราะมันทำให้ทุกคนที่เป็สมาชิกเห็นพ้องต้องกันแต่สุดท้ายก็พับเก็บโปรเจ็คสัญลักษณ์ของความสามัคคีนี้ไปเพราะมีเสียงคัดค้านอย่างมากจากสมาชิก
แม้จะเป็เช่นนั้นแต่ทางฝ่ายบริหารของสมาคมนักล่าก็ยังไม่ยอมแพ้และยังคงออกโลโก้ที่มีมีสัญลักษณ์เป็ไก่งวงออกมาให้สมาชิกคัดค้านอยู่เรื่อยๆ
อาเรียและอาคอนเริ่มออกเดินทางกันต่อโดยที่อาเรียในปัจจุบันพยายามรวบรวมสมาธิของเธอไปกับการอ่านหนังเวทย์มนตร์แห่งการสร้างโลกที่อาคอนส่งให้เธอ อย่างไรก็ตามเมื่อเธอเดินไปได้สักพักสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมีก็ปรากฏตัวขึ้นและพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขา
“หยุดนิ่งๆอยู่ตรงนั้น”เมื่อเห็นอาเรียตั้งท่าจะวิ่งหนีอาคอนจึงะโสั่งให้เธอหยุดเพราะมันจะลำบากสำหรับเขาที่จะปกป้องเด็กที่วิ่งไปรอบๆอาเรียเชื่อฟังแต่โดยดีกรงเล็บที่ดูคมราวกับมีดของหมีพุ่งมาที่ที่พวกเขาอยู่อย่างไรก็ตามอาคอนเพียงชักดาบขึ้นป้องกันการตะปบไว้จากนั้นจึงตวัดดาบอีกครั้งเพื่อเฉือนเนื้อและกระดูกของสัตอสูร
‘เป็การต่อสู้ที่ง่ายดายเขาแข็งแกร่งสมคำร่ำลือ’ อาเรียคิดในใจสักพักภาพที่ทำให้เธอต้องเบือนหน้าหนีก็เกิดขึ้นเมื่ออาคอนใช้ดาบของเขาผ่าหัวของหมีั์ตัวนั้นเพื่อหาแกนเวทย์ มันเป็ภาพที่สยดสยองเกินไปสำหรับเด็กหญิงอายุเพียงห้าขวบอย่างอาเรีย
อึ้ย!! เด็กหญิงหลับตาพร้อมกับส่งเสียงเมื่อเห็นสมองของสัตว์อสูรไหลออกมาจากกะโหลกเธอเหล่ตานิดๆแม้จะรู้สึกไม่อยากมองแต่เธอก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในตอนนั้นเองที่เธอเห็นคริสตัลสีดำที่น่าหลงไหล ไหลออกมาพร้อมกับไขสมองที่ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้
“อ่านหนังสือนั่นต่อไปยัยหนูอย่าเสียสมาธิกับเื่พวกนี้” อาคอนหันกลับมาเตือนเธอ
“ค่า..”
สองชั่วโมงต่อมาที่เมืองเศียรั
ต้อกๆๆๆต๊อกกก...
“รู้แล้วๆ”ชายหนุ่มสวมแว่นหนาผมหยักศกเดินออกมารับเอกสารจากไก่งวงขนส่ง
“จากอาคอน??” ชายหนุ่มรีบเปิดเอกสารอ่านทันทีที่รู้ว่าใครส่งมาหาเขา
“เรียนท่านอาคอนจดหมายฉบับนี้เป็จดหมายเพื่อชี้ให้ท่านเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีผู้สืบทอดมันจะเป็ประโยชน์ต่อตัวท่านและสมาคมดังนี้ ข้อที่หนึ่ง บลาๆๆๆ”
“นี่เอ็งส่งจดหมายอะไรมาให้ตูวะเนี่ย!!!!!!!!!!!!!” คาลี่ย์สติแตกพร้อมกับขยี้จดหมายดังกล่าวส่งลงถังขยะ
“คิดจะแกล้งกันด้วยไก่งวงหรือไงฮึ่มม+@!”เขาเลิกใส่ใจจดหมายดังกล่าวแล้วทุ่มเทพลังของตนไปกับงานวิจัยใหม่ของเขาแทน
“แจ็ค ฉัน้าเหล็กดำเพิ่มหน่อยน่ะ มันใกล้จะหมดแล้ว ฉันไม่อยากให้งานวิจัยขาด่” คาลี่ย์กล่าวกับเด็กหนุ่มอายุประมาณ10 ปีที่กำลังซ่อมเครื่องกลบางอย่างอยู่
“ผมเอา theTide ออกไปได้มั้ยครับ”เด็กชายถามพร้อมกับเดินไปที่เครื่องจักรที่ดูคล้ายตัวหนอนั์ที่มีแขนขนาดใหญ่
“ถ้างั้นนายต้องได้เหล็กดำมาเยอะหน่อยล่ะนะ”
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์”เด็กชายรีบขึ้นไปในเครื่องจักรและขับมันบินทะลุเพดานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าเขากลัวคาลี่ย์จะเปลี่ยนใจ
ปัจจุบันคาลี่ย์กำลังสร้างเครื่องจักรสำหรับการรบรุ่นใหม่เขาตั้งชื่อมันว่าไซคลอปเพราะแกนพลังงานขนาดใหญ่ตรงหัวของมันที่เปล่งประกายราวกับดวงตาของั์ อย่างไรก็ตามมันไม่ได้มีจุดอ่อนที่ดวงตาเหมือนั์ไซคลอปแต่อย่างใดความจริงแล้วแกนพลังงานที่เห็นตรงว่าเป็ดวงตาของไซคลอปนั้นเป็อาวุธทำลายล้างที่รุนแรงแกนเวทย์ซึ่งเป็จุดอ่อนจริงๆของเครื่องจักรกลเวทย์มนตร์นั้นถูกซ่อนไว้อย่างภายใต้เกราะที่หนาใจกลางตัวของไซคลอป
แต่มันยังมีปัญหาสำคัญอยู่เขาต้องหาส่วนประกอบที่แข็งแรงและไม่ขัดขวางการไหลของพลังเวทย์อย่างที่รู้กันว่าพลังงานแทบทุกชนิดทำให้เกิดความร้อนและมันยากที่จะหาวัสดุที่ทนความร้อนและยังเป็ตัวนำพลังเวทย์ได้ดีเพราะความร้อนที่เกิดจากพลังเวทย์จำนวนมหาศาลจะหลอมละลายวัสดุตัวนำพลังเวทย์เสียก่อน
วงจรการจ่ายพลังเวทย์นั้นเป็รูปแบบใหม่ของการสร้างเครื่องจักรเวทย์มนตร์ เพราะมันสามารถซ่อนจุดอ่อนเช่นแกนเวทย์มนตร์ได้โดยการซ่อนแกนพลังงานเวทย์ไว้ใต้เกราะแบบไซคลอป และจ่ายพลังงานเวทย์ไปตามส่วนต่างๆด้วยวงจรเวทย์มนตร์แทนซึ่งแผนของเขาสำหรับไซคลอปก็คือการสร้างเครื่องจักรกลรบที่มีพลังงานเวทย์มนตร์มหาศาลเพื่อให้แผนนี้เกิดขึ้นได้เขาจึงได้ทำการวิจัยแร่ใหม่ที่นำพลังงานเวทมนต์มหาศาลเช่นนั้นได้โดยที่ไม่หลอมละลาย
“ว้าว.. เป็เมืองที่ยิ่งใหญ่ ขนาดมันก็มโหฬารจริงๆ”อาเรียพูดหลังจากที่ในที่สุดเธอก็ได้เห็นกับกำแพงของเมืองเศียรัที่อยู่ไกลออกไปอย่างไรก็ตาม ขนาดของมันที่เธอเห็นนั้นทำให้เธอถึงกับต้องอ้าปากค้าง
การเดินทางสำหรับเธอนั้นไม่ได้น่าเบื่อเลยเพราะมันเป็ครั้งแรกที่เธอได้ออกจากหมู่บ้านแม้ว่าใน่แรกนั้นเธอจะหวาดกลัวอย่างมากกับสัตว์อสูรมากมายที่เธอได้พบระหว่างทางอย่างไรก็ตามพวกสัตว์อสูรที่โผล่เข้ามานั้นก็มักจะตายในชั่วพริบตาจากอาจารย์ของเธอ
ความกลัวใน่เริ่มต้นของเธอเลือนหายไปเหลือเพียงความตื่นตาตื่นใจกับโลกใบใหม่ที่เธอไม่เคยพบเห็นมีสัตว์อสูรบางตัวและพืชบางชนิดที่เธอเคยอ่านเจอในหนังสือของเธอ แต่ก็ไม่เคยเห็นตัวจริงและเธอได้เห็นตัวจริงในระหว่างการเดินทางครั้งนี้
เธอเป็เด็กที่ใฝ่รู้อย่างมากกับสิ่งต่างๆรอบตัวเธอขอเศษกระดาษในหนังสือที่อาคอนให้เธออ่านและจดบันทึกหลายอย่างที่เธอเห็นลงไปเช่นเดียวกับอาจารย์ของเธอเธอใช้หน้าหลังของเอกสาร
เธอคิดว่าอาจารย์ของเธอเป็คนที่น่าเคารพมากๆหลังจากที่ได้เดินทางด้วยกันมาสักระยะหนึ่งหนึ่งอย่างที่เธอสังเกตเห็นคือทุกครั้งที่มีเอกสารส่งมาถึงเขาเขาจะไม่ทิ้งเอกสารดังกล่าวและพับมันเก็บไว้ในหนังสือ
และเมื่อเขา้าจะส่งข้อความถึงใคร เขาก็จะใช้เอกสารที่ถูกพับเก็บไว้โดยใช้ด้านหลังของเอกสารเพื่อส่งข้อความเธอเชื่อว่านี่คือวิสัยของผู้ยิ่งใหญ่ที่มักจะใส่ใจกับเื่เล็กๆ น้อยๆและเธอก็จดข้อดีที่เธอได้เห็นนี้ลงไปในเอกสารด้วยแม้ว่าในความเป็จริงแล้วนั่นจะเป็เพียงนิสัยที่มักง่ายของอาคอนก็ตาม
“ยัยหนูเธออ่านหนังสือที่ฉันให้ไปจบหรือยัง” อาคอนหันกลับมากล่าวกับเธอก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าเมือง
“ค่ะ แต่....ฉันไม่เห็นอะไรเลยฉันโง่เกินไปจนไม่เห็นถึงความพิเศษอะไรของมันเลยแม้ว่าฉันจะพยายามอ่านหลายรอบ ”
“แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ?ความคิดเห็นของเธอน่ะ”
“ท่านอาจารย์อาจจะพยายามบอกข้าว่าแม้ว่าข้าจะมีของวิเศษขนาดไหนอยู่ในมือแต่ถ้ามันอยู่ในมือคนที่ไม่รู้วิธีใช้มันก็ไร้ค่า..”เธอตอบพร้อมก้มหน้าหลบสายตาของอาคอน
“อืมม ..ความจริงนั่นเป็หนังสือที่ฉันถูกหลอกขายมาเมื่อตอนสี่ขวบฉันใช้เงินเก็บทั้งหมดของตัวเองในตอนนั้นซื้อมาแต่ที่ไหนได้มันเป็แค่หนังสือปรัชญาธรรมดาๆแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะว่ามันช่วยฉันไว้ได้เยอะฉันเรียนรู้ที่จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หลังจากนั้นการที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆนั้นทำให้ฉันเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้นมันสร้างฉันให้เป็คนเ้าเล่ห์อย่างทุกวันนี้
ที่ฉันอยากจะบอกเธอก็คือมูลค่าของสิ่งต่างๆนั้นไม่เคยคงที่ของมีค่าสำหรับบางคนอาจจะเป็ของไร้ค่าสำหรับอีกคนของมีค่าในเมื่อวานบางทีวันนี้มันอาจจะเป็แค่ของไร้ค่าก็ได้เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสนใจว่าหนังสือที่เธอทุ่มเททุกอย่างซื้อมามันจะเป็ของจริงหรือปลอมพึงระลึกเอาไว้ว่ามันสร้างเธอขึ้นมาเหมือนกับที่หนังสือเล่มนั้นที่สร้างฉันขึ้นมาเช่นกันนั่นละคือความจริงของโลกที่ฉันได้จากหนังสือเล่มนั้น”
อาคอนกล่าวกับอาเรียพร้อมกับส่งหนังสือคืนให้กับเธอและรับหนังสือของเขาคืนเขาค่อนข้างพอใจกับการรับเด็กคนนี้เป็ลูกศิษย์เพราะตลอดเวลาที่เขาละเลงคำเท่ๆทั้งหมดออกไปเธอก็จดและฟังอย่างตั้งใจ และมันทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เท่อย่างเสียเปล่า
หลังจากที่อาคอนเข้ามาถึงประตูเมืองเขาก็ชูสัญลักษณ์ของนักเวทย์ระดับสูงและผ่านเข้าประตูเมืองอย่างง่ายดาย
“เธอต้องไปที่สมาคมนักล่ากับฉันเพื่อทำเอกสารลงทะเบียนเกี่ยวกับการรับเธอเป็ลูกศิษย์เข้าใจมั้ย”
“คะ?...ค่ะ!”อาเรียซึ่งกับลังตื่นตะลึงกับทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ตอบกลับเขาอย่างประหม่า
“เฮ้อ..จะไหวมั้ยละเนี่ย”
หลังจากที่เดินทางผ่านร้านรวงต่างๆมากมายในที่สุดทิวทัศน์ที่ตระการตาของเมืองนั้นก็เปลี่ยนเป็อาคารขนาดใหญ่ซึ่งสูงหลายชั้นพร้อมกับป้ายที่เขียนว่า “สมาคมนักล่า”ในตอนนี้อาเรียตัวแข็งจากความตื่นเต้นทำให้อาคอนต้องหิ้วเธอเข้ามาในสมาคมแทน
“ยินดีต้อนรับกลับค่า..ท่านอาคอน..ท่านโรบุสรอท่านอยู่ที่ลานคัดเลือกชั้นสองค่ะ”
“เอ๋ รอฉัน??”
“ค่ะ”
“ช่างมันเถอะยังไงฉันก็มีธุระกับเ้านั่นอยู่พอดี”
แม้ว่าจะสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมโรบุสถึงได้รอเขาอยู่ในลานคัดเลือกแต่เขาก็ยอมไปหาแต่โดยดีพร้อมกับหิ้วอาเรียไปด้วยภาพที่คนอื่นเห็นนั้นก็จะเป็ภาพแปลกๆที่ชายคนหนึ่งดึงเสื้อของเด็กผู้หญิงจนตัวเธอลอยแล้วก็หิ้วเธอเดินไปในลักษณะนั้น
“ว่าไงพ่อหนุ่มแข็งแรงมีธุระอะไรอย่างนั้นเหรอ” อาคอนเดินเข้าไปทักชายคนหนึ่งที่ดูอายุราวๆ 30 ปีภายในลานคัดเลือกแห่งนี้ประกอบด้วยผู้คนมากมายแต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าอาคอนไม่มีความสุภาพเลยแม้แต่น้อย
อาเรียเมื่อเห็นว่าอาคอนจะพูดบางอย่างเธอก็รีบหยิบเอกสารเตรียมพร้อมจดบันทึกทันทีแม้ว่าตอนนี้เธอจะถูกหิ้วตัวลอยอยู่ก็ตาม
“เอ่อ...ก็ท่านส่งสารมาบอกทางเราว่า้าคัดเลือกลูกศิษย์ไม่ใช่เหรอขอรับ แฮะๆๆ”โรบุสกล่าวพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ
“จริงด้วย อ่าลืมไปเลยแฮะ ถึงว่าสิทำไมสมาคมส่งเอกสารไปเช็คที่อยู่ฉันตลอดเวลาเลยแต่ช่างมันเถอะ..ฉันได้ผู้สืบทอดแล้ว”
“ฮะ..เอ่อหมายความว่า..”
“ไม่เอาคนอื่นแล้วมีผู้สืบทอดแล้ว”
“ท่านจะให้ยกเลิกการคัดเลือกเหรอขอรับคือ.. เอ่อ..แล้วทางเราจะต้องทำยังไงกับผู้ที่สมัครเข้ามาทั้งหมดนี่ละขอรับ”โรบุสเหงื่อตกเขาเหล่มองผู้สมัครแต่ละคนล้วนแต่เป็ลูกหลานของผู้มีอิทธิพลในเมืองนี้กันทั้งนั้นถ้าเขาเดินไปบอกว่ายกเลิกการคัดเลือกตอนนี้มันไม่ต่างจากการเอาคอเขาไปพาดไว้บนเขียงเลย
"ไม่ใช่ยกเลิกแต่คัดเลือกเสร็จแล้วและฉันได้ผู้สืบทอดแล้ว เข้าไจ๊!!”
“ตกลงของรับเป็เช่นนั้น..” โรบุสตอบแบบช่วยไม่ได้ ในตอนนี้เองที่อาเรียได้จดลงไปในโน๊ตของเธอว่าตำแหน่งผู้ประสานงานในสมาคมนั้น เป็ตำแหน่งที่โหดร้ายและรันทดที่สุด
“คือว่านะท่านอาคอนแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับบุตรหลานของของพวกเราที่มาสมัครเลยนะขอรับ”ไม่นานหลังจากที่ผู้ประสานงานโรบุสเดินเข้าไปบอกกับกลุ่มผู้สมัครก็มีเสียงโวยวายออกมาจากกลุ่มผู้สมัครทันที
“ตรงไหนล่ะที่ไม่ยุติธรรม”อาคอนตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“บุตรหลานของเราได้สมัครอย่างถูกต้องในสมาคมนักล่านี้และท่านยังไม่ได้พบกับพวกเขาเลยแต่ท่านกลับนำเด็กที่ไหนก็ไม่รู้และบอกว่าได้คัดเลือกเด็กนี้ไปแล้วเช่นนี้มันจะยุติธรรมได้อย่างไร” ชายแก่คนเดิมกล่าวกับเขาดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วเขาควรจะเป็คนที่มีตำแหน่งใหญ่โตหรืออยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยนั่นทำให้พวกเขามีความกล้าที่จะโต้แย้งกับเื่ที่เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็ธรรม
“เอาละข้าจะอ่านกฎของการคัดเลือกให้พวกเ้าฟังนะ”อาคอนหยิบเอกสารจากมือของอาเรียและพลิกไปอีกด้านพร้อมกับอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ภายใน
“กฎของการคัดเลือกผู้สืบทอดคือ ผู้ฝึกสอนจะต้องคัดเลือกผู้สืบทอดของท่านด้วยตัวเองและผู้ฝึกสอนสามารถคัดเลือกผู้สืบทอดได้หลายคน และผู้สืบทอดจะต้องถูกพามาลงทะเบียนกับสมาคมนักล่าพร้อมกับผู้ฝึกสอนนั่นคือทั้งหมด ข้าทำตามกฎอย่างเคร่งครัดและเด็กหญิงคนนี้ข้าก็เลือกมาด้วยตัวเอง”อาคอนกล่าวพร้อมกับยกเธอชูสูงขึ้นไปอีก “มันจะไม่ยุติธรรมถ้าข้าจะเลือกคนที่ข้ายังไม่เคยเจอแบบบุตรหลานของพวกท่านเพราะข้าไม่ได้คัดเลือกพวกเขามาด้วยตัวเอง เด็กคนนี้ ถูกคัดเลือกอย่างถูกต้องมากกว่าเด็กทุกคนที่อยู่ในห้องนี้มีอะไรอีกมั้ย?!?” อาคอนตะเบ็งเสียงพร้อมกับอธิบายด้วยเหตุผลที่เ้าเล่ห์ ทำให้ทุกคนนั้นไม่สามารถหาเหตุผลมาแย้งได้
“แต่...ตามกฎนั้นก็บอกว่าท่านสามารถมีผู้สืบทอดได้หลายคนท่านจะไม่พิจารณาอีกสักนิดหรือ”ชายแก่คนเดิมรวบรวมความกล้าทั้งหมดก่อนที่เขาจะกล่าว
“อ่อ ใช่...สามารถเลือกได้หลายคนและนั่นมันก็เป็สิทธิของข้าที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกคนเดียวหรือหลายคนรู้อะไรมั้ย ถ้าข้าตัดสินใจที่จะเลือกหลายคน บุตรหลานของท่านควรจะเป็คนแรกที่จะถูกตัดออกในมุมมองของข้าเพราะเขาโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ที่โง่เขลา และข้าก็พอจะเดาได้ว่าเขามีความสามารถแบบไหนกันบางทีเขาอาจจะผูกเชือกรองเท้าเองได้..”ทันใดนั้นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะมากับชายแก่ก็หน้าถอดสีทันที
”โรบัส ได้เวลาพายัยหนูนี่ไปลงทะเบียนแล้ว”
“เอ่อ..ขอรับ.แต่..ข้าชื่อโรบุสนะขอรับ!!”