บทที่ 71 ปัญหาร้อนระอุ
จางหลิวอี้ผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาจริงๆ ตรงกันข้ามกับอันลี่ฉิน...นางได้รับพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม และการที่จะก้าวขึ้นเป็นจ้าวนิกายใดสักนิกายก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย นางมีทักษะ “ชวนเชื่อ” ซึ่งมีทักษะแฝงเป็น “เสน่ห์ที่น่าเชื่อ” ของนางอีก ด้วยสองทักษะที่หาได้ยากนี้ มันจึงสนับสนุนให้นางกลายเป็นคนที่พูดอะไรออกมา ทุกคนล้วนแต่เชื่อว่าเป็นความจริงทั้งนั้น
ส่วนที่บอกว่าตรงกันข้ามกับอันลี่ฉิน นี่เป็นเพราะจางหลิวอี้ผู้นี้รู้ดีว่าจะใช้ประโยชน์จากความสามารถของตนเองได้อย่างไร ในขณะที่ลี่ฉินไม่สามารถใช้ทักษะของตนเองเพื่อทำประโยชน์ได้ ทุกครั้งที่นางใช้งานก็มักจะมีข้อผิดพลาดเสมอ จนสุดท้าย...นางกดความสามารถของตนเองลงไปโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจอีกครั้ง ดังนั้น...สิ่งที่ข้าอยากจะขอให้ทุกคนช่วยเหลือในระหว่างงานเลี้ยงนี้ก็คือ ทุกท่านได้โปรด...ช่วยร่วมกันกับข้า ก่อตั้งโรงทานที่จะดูแลปากท้องของประชาชนด้วยกันเถอะนะเจ้าคะ ข้าเพียงลำพังไม่อาจจะทำงานหนักทั้งหมดนี้ได้ ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเงินทองเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องของแรงงานที่จะต้องมาช่วยกันด้วยเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อยากจะรบกวนทหารของอาณาจักร พวกเขามีงานมากมายในมือกันอยู่แล้ว ดังนั้น...ในฐานะพวกเราที่ยังไม่ได้ลงมือทำอันใดเพื่อประโยชน์ของอาณาจักร ได้โปรดยื่นมือของพวกท่านคนละเล็กคนละน้อย มาช่วยกันทำงานหนักในโรงทานได้หรือไม่เจ้าคะ”
“แผนการของข้า นอกจากที่พวกเราจะก่อตั้งโรงทานแล้ว ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคเล็กๆน้อยๆที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงหมอที่ทำงานให้กับกองทัพ ก็ควรจะรับผิดชอบโดยพวกเราด้วยเจ้าค่ะ หลังจากที่สงครามยังดำเนินต่อไป ข้าเกรงว่าจะมีผู้อพยพเข้ามาในเมืองหลวงมากขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยไปแบบนี้...เมืองหลวงก็จะกลายเป็นแหล่งเก็บศพของผู้คนเท่านั้น”
“เหมือนกับค่ายเฉพาะกิจ พวกเรามาทำงานหนักนี้กันเถอะเจ้าค่ะ” เสียงของจางหลิวอี้เข้าสู่โสตประสาทของทุกคน มันกังวานและสมเหตุสมผลมาก ไม่มีใครสามารถหาข้อปฏิเสธจากคำขอนี้ได้เลย
หลี่ชิงหมินแอบมองไปรอบๆ ตอนนี้ทุกคนถูกปลุกระดมแล้ว พวกเขากำลังจะเข้าสู่ลัทธิผู้ใจบุญ โดยที่ถูกคำว่า “พวกเราไม่ได้ลงมือทำอันใดเลย” มาเป็นตัวกระตุ้น หลายคนแสดงสีหน้ารู้สึกผิดเสียด้วยซ้ำที่ถูกตำหนิเช่นนี้
แต่...มันเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ? พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือสงครามนี้เลย?
ไม่หรอก มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร ในฐานะขุนนางผู้หนึ่ง...พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ “จ่าย” เพื่อให้อาณาจักรดำเนินการต่อไปได้หรือ? ในตระกูลหลี่...เมื่อกลายเป็นขุนนางที่ระดับสูงมากขึ้น พวกเขาก็ต้องจ่ายในจำนวนที่มากขึ้น แล้วใครจะการันตีว่านี่จะเป็นการจ่ายครั้งสุดท้าย?
เมื่อรีดไถเงินจากชาวบ้านไม่ได้ในอนาคต เมื่อสงครามยังไม่จบลง คิดว่าพระราชวังจะเรียกเงินจากพวกไหนต่อไป? แน่นอนว่าก็ต้องเป็นพวกเขาอย่างไรล่ะ!
ปัญหาของพวกเขาตอนนี้ก็คือการทำธุรกิจไม่ได้แล้ว ไหนจะต้องจ่ายเงินอย่างต่อเนื่อง ถึงจะมีบางพวกที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายสงครามไม่ใช่สถานการณ์ที่ดี ไม่ว่าจะอย่างไร...ทุกอย่างก็จะต้องเสียหายและพังลงไปพร้อมๆกัน
แต่ตอนนี้คุณหนูผู้งดงามกำลังปลุกระดมจิตสำนึกของผู้คนเพื่อให้ช่วยกันทำงาน นางพูดถึงเรื่องเงินและการเสียสละเวลาของทุกคนราวกับเป็นเรื่องที่สมควรต้องทำแล้ว ทว่า....เมื่อทุกอย่างจบลง ใครจะคิดว่านี่เป็นผลงานการทำงานหนักของพวกคุณหนูคุณชายทั้งหลาย? ไม่มีทาง! คนที่จะได้ประโยชน์ที่สุดก็คือคนที่กลายเป็น “ผู้นำที่เห็นแก่ตัว” อย่างคุณหนูจาง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการช่วยเหลือนี้ต่างหาก
ในช่วงสงคราม มีผู้คนใจดีมากมายที่ต้องการก่อตั้งโรงทานของตนเองเพื่อบริจาคอาหาร พวกเขาอาจจะทำมันขึ้นในเวลา 2-3 วัน สลับสับเปลี่ยนกันไป ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกนางได้รับชื่อเสียงในแง่ดี
ทว่า....สงครามครานี้ คนที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดกลับเป็นคุณหนูจาง แทนที่จะปล่อยให้ทุกคนแยกกันไปสร้างความดีความชอบ นางกลับเรียกทุกคนมาที่นี่เพื่อที่จะให้ทุกคนเคลื่อนไหวตามคำสั่งของตนเอง
ฉลาด!
สิ่งที่ชิงหมินคิดมีเพียงเท่านี้จริงๆ เขาไม่ได้แสดงออกมากนักว่ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแผนการเบื้องหลัง ภายใต้อารมณ์รุนแรงของทุกคน ไม่มีความจำเป็นต้องเอาตัวไปขวางกระแสน้ำหลากไว้
“ข้าจะร่วมกับคุณหนูจางอย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่บริจาคเท่านั้น ข้าจะพาคนของตระกูลมาเพื่อช่วยท่านแจกจ่ายอาหารตลอด 7 วัน ขอเพียงคุณหนูจางบอกเท่านั้นว่าต้องการให้พวกข้าทำงานหนักในวันไหน” บุรุษผู้หนึ่งที่แอบชอบจางหลิวอี้รีบกล่าวขึ้นเป็นคนแรก
เมื่อมีคนเปิดงาน คนอื่นๆก็เริ่มเสนอตัวขึ้นมาบ้าง จางหลิวอี้คลี่ยิ้มอ่อนโยนของตนเอง ท่าทางเหมือนกับเทพธิดาที่กำลังอวยพรให้ทุกคน แต่ไม่ได้มีใครสังเกตเลยว่ามือของนางกำลังส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้รีบจดบันทึกคำพูดของทุกคนเอาไว้ไม่ให้ตกหล่น
ใครพูดว่าจะช่วยงานกี่วัน นางให้คนจดเอาไว้ทั้งหมด เมื่อถึงเวลา...นางจะส่งจดหมายไปหาพวกเขาเพื่อให้ทำตามคำพูดแน่นอน แล้วตอนนั้น...ก็จะไม่มีใครสามารถพลิกลิ้นของตนเองได้
ทุกคนกล่าวกันคนละคำสองคำ แม้แต่อันลี่ฉินก็ยังบอกว่าตนเองจะไปพร้อมกับบรรดาผู้หญิงของจวนสกุลอันเพื่อช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลเป็นเวลา 10 วันด้วย กล่าวคือ...ทุกคนที่นี่ล้วนแต่พูดเจตนาของตนเองภายใต้สถานการณ์นี้กันทั้งนั้น
จะมีก็แค่พวกขุนนางตระกูลทหารที่พวกเขามีหน้าที่อยู่แล้ว บางคนอาจจะเสนอตัวช่วยเป็นเรื่องเงินทอง บางคนก็มอบอาหารที่เก็บตุนเอาไว้ส่วนหนึ่งมาเพื่อช่วยงานด้วย แต่หลายคนก็พูดเหตุผลที่ตนเองช่วยเหลือไม่ได้ออกมา พวกเขาเป็นทหารกล้า...ไม่ว่าจะเงินหรือทรัพยากรก็ล้วนต้องการใช้ในกองทัพเท่านั้น จึงไม่มีใครสามารถตำหนิพวกเขาได้เลย
ไม่นาน รายชื่อแขกทุกคนก็มีการจดบันทึกเอาไว้ทั้งหมดแล้ว จางหลิวอี้พอใจมาก แม้แต่ชิงหมินก็ยังต้องพูดเพื่อไม่ให้มีคนสงสัย เขาพร้อมที่จะมอบเงินเพื่อสนับสนุนเป็นจำนวน 1 หมื่นเหรียญ และจะมอบชาเหมยกุ้ยฮวาธรรมดาที่ยังเหลือในร้านให้กับผู้คนที่จะมาช่วยงานเป็นจำนวน 2 กิโลกรัม ดูเหมือนไม่มากมายอะไร แต่ก็เป็นน้ำใจที่สมเหตุสมผลแล้ว
เพียงแต่ เขายังใช้ข้ออ้างว่าจะต้องเร่งทำชาเหมยกุ้ยฮวาพิเศษและชาโม่ลี่ฮวาพิเศษ จึงไม่อาจช่วยเหลือด้านแรงงานได้ ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งแต่คำสั่งส่งมอบของเขาได้มากะทันหันจริงๆ ทุกคนไม่รู้วิธีการเตรียมชาวิเศษเหล่านี้ จึงเข้าใจว่าคุณชายหลี่ต้องทำงานหนักไปอีกหลายเดือน
เขาจึงไม่ถูกสงสัยใดๆจากสถานการณ์นี้ แม้ว่าคิ้วของคุณหนูจางจะกระตุก เพราะเงิน 1 หมื่นเหรียญไม่สมควรเป็นเงินที่คุณชายหลี่มีความสามารถทั้งหมด นางได้ยินว่าคุณชายหลี่ผู้นี้ขายชาในราคา 50,000 เหรียญต่อ 100 กรัม ไม่ใช่ว่าเขามีเงินเหลือในกระเป๋ามากมายหรือ?
แต่ชิงหมินก็พูดให้กับตนเองแล้วว่าวัตถุดิบและขั้นตอนการทำชาพิเศษนี้มีราคาแพง เขาเหลือกำไรในมือไม่มากนัก ปิดจุดอ่อนทั้งหมดเพื่อไม่ให้คนสามารถเล่นงานเขาด้วยกระแสฝูงชนได้อีกต่อไป สุดท้ายแล้วแม้แต่คุณหนูจางก็ไม่ได้คิดว่าชิงหมินจะโกหกตนเองได้ในสถานการณ์นี้
นางเชื่อมั่นในทักษะของตนเองมาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าคุณชายหลี่สมควรได้รับผลกระทบจากทักษะของนางแล้ว หากเขาพูดว่าไม่มีมากนัก เช่นนั้นก็ควรจะไม่มีมากมายจริงๆ
งานเลี้ยงนี้จบลงอีกครั้งด้วยความสำเร็จของคุณหนูจาง และสุดท้ายโรงทานก็ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วจริงๆ ประมาณ 10 วันแรก เป็นคนของตระกูลจาง มีคุณหนูจางหลิวอี้เป็น “ผู้เสียสละ” ทำงานในช่วงแรกด้วยตนเอง แต่ผู้เสียสละคนนี้มีคนรักมากมายจริงๆ บุรุษมากมายที่ต้องการเอาใจนางก็เข้ามาช่วยเหลือด้วย ทำให้การเสียสละของนางไม่เหน็ดเหนื่อยมากนัก และได้รับคำสรรเสริญไปทั่ว
ขนาดที่ว่าองค์จักรพรรดิก็ยังกล่าวชื่นชมตระกูลจางในการประชุมเช้าต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหมด สร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับตระกูลจางได้อีกครั้ง
พวกองค์ชายและองค์หญิงต่างก็ส่งคนมาช่วยด้วย แม้จะไม่ได้ถูกเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งก่อน แต่พวกเขาก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะตำแหน่งของพระองค์สูงส่งเกินไป
ชื่อเสียงดีงามนี้ได้รับกล่าวขานโดยพวกชาวบ้านที่อดยาก การยื่นฟืนในช่วงฤดูเหมันต์เป็นการฝังความกตัญญูได้มากที่สุดแล้ว ชิงหมินกล่าวว่าคุณหนูจางผู้นี้ฉลาดไม่ได้เกินจริงนัก เพราะสุดท้ายแล้ว...เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เดือน ปัญหาก็ได้เริ่มเกิดขึ้น
ยิ่งมีสงครามนานมากเท่าไร ผู้คนอดอยากก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยังไม่รวมผู้อพยพอีกจำนวนมากที่ย้ายกันเข้ามา พวกเขาได้เกาะอยู่กับโรงทานที่มีพวกคุณหนูคุณชายทั้งหลายมาบริจาค แต่....ช่วงเวลานี้ คุณหนูจางไม่ได้ลงมือด้วยตนเองแล้ว ครั้นเมื่อมีปัญหา คนที่ถูกด่าทอมากก็คือคนที่ดูแลหน้างานอยู่ในช่วงนั้นๆ
หลี่ชิงหมินไม่ได้เข้าร่วม แต่เขาได้ยินเรื่องราวการด่าทอจากฝูเซ่า และในที่สุด...เขาก็ได้รับจดหมายจาก “อันลี่ฉิน” ที่บอกว่านางต้องการจะตายๆไปให้พ้นเสีย เนื่องจากนางได้รับคำด่าทอมากมาย เหมือนกับว่าตัวนางไร้ค่าโดยสิ้นเชิง การที่นางยังอยู่บนโลกใบนี้ ก็เป็นแค่การกินอาหารอย่างสิ้นเปลืองเท่านั้น
ความรุนแรงในจดหมายนี้ทำให้ชิงหมินต้องขมวดคิ้ว เขารู้ว่าเด็กสาวตัวน้อยมีภูมิคุ้มกันไม่มากนัก และอาจจะต้องเสียใจกับการที่ตกลงเข้าร่วมมือในครั้งนี้ เพียงแต่...เขาไม่ได้คิดว่ามันจะเลยเถิดไปไกลถึงขนาดนั้นเลย
“เกิดอะไรขึ้นที่โรงทานและโรงหมอกันแน่” ชิงหมินเรียกฝูเซ่ามาสอบถามอีกครั้ง
ฝูเซ่าที่กำลังฝึกฝนตนเองอยู่มึนงงเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเหลือบไปเป็นจดหมายของคุณหนูอัน ฝูเซ่าก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“โรงทานและโรงหมอกำลังจะรับปัญหาไม่ไหวขอรับ”
“ปัญหา?”
“ใช่แล้วขอรับ เป็นปัญหาจากการที่มีผู้อดอยากมากขึ้นแล้วทำให้อาหารที่เตรียมไว้ไม่พอ แต่ละร้านค้าก็มีการตุนเสบียงอย่างจำกัด ถึงพวกเขาอยากจะขาย แต่เมื่อต้องขายให้กับกองทัพ ขายให้กับพระราชวัง ขายให้กับขุนนาง ... สุดท้ายต้องขายให้กับกลุ่มโรงทานอีกก็ทำให้ทรัพยากรในมือหมดลงอย่างรวดเร็ว”
“บ่าวได้ยินว่าตอนนี้พวกพ่อค้าพยายามเร่งการซื้อขายทรัพยากรจากต่างเมืองเพื่อนำเข้าเมืองหลวง ทว่า...ก็มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายขอรับ ไม่ว่าจะถูกปล้นกลางทาง หรือการที่พวกชาวบ้านทิ้งถิ่นอาศัยของตนเองไปยังต่างเมืองเพื่อความปลอดภัย ที่ดินไม่มีการเพาะปลูก ก็ไม่มีผลผลิตที่จะขายขอรับ”
“ยังมีเรื่องโจรที่ตั้งตนเองกลายเป็นเจ้าของหมู่บ้านด้วย พวกพ่อค้าที่ไปทั่วๆในตอนนี้ไม่กล้าที่จะเดินทางสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว บุรุษในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารต่อสู้กับกบฏ กำลังคนที่จะควบคุมความปลอดภัยให้พวกเขาก็ลดน้อยถอยลง ปัญหานี้จึงเริ่มรุนแรงขึ้นแล้วขอรับ”
“ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องอาหารเท่านั้น ในโรงหมอนี้เป็นปัญหาหนักกว่า เพราะมีการจ้างหมอมาประจำการอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น ที่เหลือเป็นคนจากตระกูลขุนนาง พวกเขาไม่สามารถรับมือกับความเจ็บป่วยทุกอย่างได้ ยิ่งมีผู้ป่วยมาก ก็ต้องรองรับอารมณ์มาก ทุกๆวันจะมีคนตายหลายสิบคน นี่ยิ่ง....คงจะสร้างความหดหู่ให้กับผู้ทำงาน และสร้างความเกรี้ยวกราดให้กับผู้มาขอความช่วยเหลือขอรับ”
ฝูเซ่าอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ในชิงหมินได้ฟัง ตอนนี้มันวุ่นวายเกินกว่าจะรับมือได้แล้วจริงๆ ตั้งแต่ที่มีเรื่องสงครามก็เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าเสียแล้ว
เขาได้ยินจากบิดาว่าตอนนี้พระราชวังบังคับให้ขุนนางขายสมุนไพรให้กับพระราชวังทั้งหมด แม้แต่ตระกูลหลี่ก็ยังต้องขายสมุนไพรทั้งหมดเข้าคลังหลวง ไม่อาจจะทำกำไรในช่วงนี้ได้มากนัก ทั้งยังต้องเร่งตามหาซื้อสมุนไพรมาเพิ่มเพื่อไม่ให้ได้รับโทสะของผู้เป็นใหญ่
เบื้องบนบีบมา เบื้องล่างจะสุขสบายได้อย่างไร หลายคนพยายามติดต่อกับพ่อค้าต่างเมืองที่ตนเองรู้จัก เขายังได้ยินจากบิดาว่าตอนนี้องค์จักรพรรดิพยายามจะเชิญกลุ่มการค้าสกุลทงและกลุ่มการค้าอื่นๆมาร่วมเป็นคู่ค้าต่อกันด้วย แต่...ก็อย่างที่รู้ๆ กลุ่มการค้าสำคัญๆจะสนใจความเป็นอยู่ของอาณาจักรหนึ่งๆที่เกิดปัญหาหรือ? พวกเขามีแต่จะเล่นตัวเพื่อสร้างมูลค่าให้ตนเองก็เท่านั้น
“อ้อ ยังมีเรื่องที่ทางการพยายามเกณฑ์ผู้คนเพื่อให้ทำงานเพื่อแลกอาหารด้วยขอรับ เพื่อที่จะป้องกันเมืองหลวงให้แข็งแรงมากขึ้น องค์จักรพรรดิมีคำสั่งให้สร้างกำแพงชั้นนอกเมืองหลวงอีก 2 ชั้น โดยชั้นแรกให้ล้อมรอบเขตเมืองที่ติดกับเมืองหลวงทั้งหมด ต้องการให้พวกเขาเป็นด่านใหญ่หากว่ามีศัตรูบุกรุกเข้ามา”
“ในขณะที่อยากให้สร้างกำแพงชั้นนอกสุดเพื่อให้เป็นด่านตรวจสอบคนเข้าออก ไม่ต้องแน่นหนามากนัก แต่ก็เพื่อไม่ให้ข้อมูลข่าวสารของเมืองหลวงหลุดรอดออกไปง่ายๆ เพราะตอนนี้กำลังสงสัยว่าจะมีพวกกบฏซุ่มซ่อนตัวอยู่เพื่อส่งข่าวไปยังกลุ่มกบฏต่างๆขอรับ”
ฝูเซ่ารายงานเรื่องสำคัญที่เขาได้ยินมาอีกเรื่อง ครานี้ชิงหมินกลับยิ้มหยันทันทีที่ได้ยิน
“แต่คงจะไม่มีคนต้องการทำงานสินะ” และใช่! เขาเดาได้ถูกต้องจริงๆ
……………………………………………………..