บทที่30
ฤดูคลั่ง
เสียงเข้มของหนานกงจิ่นอวี่ดังขึ้นเพียงสั้นๆ “พอแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเย็นนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันหนักแน่นส่งผลให้ทั้งหวังจางและจางเกาที่กำลังจะลุกฮือใส่กันถึงกับชะงักนิ่งแขนขาที่กำลังจะออกอาวุธพลันหยุดค้างกลางอากาศ ทั้งสองสบตากันเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมานั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม ราวกับไม่เคยมีท่าทีฮึกเหิมเมื่อครู่
ภาพที่เห็นทำให้เซี่ยอันอวี่ต้องลอบมองหนานกงจิ่นอวี่ด้วยสายตาแปลกใหม่นางเริ่มตระหนักชัดเจนมากขึ้นว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มิใช่เพียงแค่สตรีหน้าตาหล่อเหลาดั่งบุรุษเท่านั้นแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจและบารมีที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง
‘แค่คำสั่งเดียวก็ทำให้คนพวกนั้นสงบได้ในพริบตา...’เซี่ยอันอวี่คิดในใจอย่างทึ่ง
หนานกงจิ่นอวี่ไม่เสียเวลาไปกับความวุ่นวายเมื่อครู่เขาขยับริมฝีปากเอ่ยคำถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นสงบเช่นเดิม
“สำหรับประชากรที่เหลือรอดราวร้อยคนในเมือง...สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?”
หวังจางที่รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในเมืองขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงต่ำและเคร่งขรึม
“ไม่ค่อยดีนัก...”คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นเพียงพอจะบ่งบอกถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้ารับเพียงเล็กน้อยก่อนจะนิ่งเงียบไปสายตาคมกริบทอดมองไปยังเบื้องหน้า ราวกับกำลังครุ่นคิดหาทางออก
ความเงียบปกคลุมโต๊ะสนทนาในทันทีบรรยากาศที่เคยคึกคักเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็ตึงเครียดทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่หนานกงจิ่นอวี่รอคอยคำสั่งและการตัดสินใจจากผู้นำเพียงหนึ่งเดียว
เซี่ยอันอวี่ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆถึงกับนั่งตัวแข็ง นางรู้สึกได้ถึงแรงกดดันในบรรยากาศแม้จะอยากหาทางถอนตัวออกจากวงสนทนา แต่ก็ทำได้เพียงนั่งเงียบกริบไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาเพราะรู้ดีว่าตนเองเป็เพียงคนนอกที่ถูกดึงเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
หนานกงจิ่นอวี่ขยับปากอีกครั้งทลายความเงียบที่กดทับอยู่ “
แล้วทหารของพวกเราเล่า?” น้ำเสียงยังคงเรียบเย็น แต่แฝงไว้ด้วยความใส่ใจ
หวังจางขานตอบในทันที “ทุกคนยังปลอดภัยดีขอรับ”
เสียงทุ้มของหยางจื้อหลงแทรกขึ้นมาในจังหวะนี้เขาฉีกยิ้มบาง ๆ เพื่อคลายความตึงเครียดบนโต๊ะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิ
“เมื่อก่อนตอนที่ติดตามท่านแม่ทัพออกศึกกลางสมรภูมิพวกเราผ่าน่เวลาเลวร้ายยิ่งกว่านี้มาแล้ว”
“ความยากลำบากในตอนนั้นรุนแรงกว่าตอนนี้หลายเท่าเพราะเช่นนั้น เื่แค่นี้...ไม่อาจทำอะไรพวกข้าได้หรอกขอรับ”
คำพูดของหยางจื้อหลงทำให้บรรยากาศบนโต๊ะผ่อนคลายลงเล็กน้อยขุนพลคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยแม้แต่เซี่ยอันอวี่ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังใจที่แผ่ออกมาจากคำพูดนั้น
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงรักษาใบหน้าสงบนิ่งไร้อารมณ์เช่นเคยแต่คำพูดของเขากลับหนักแน่นจนบรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็ตึงเครียดในชั่วพริบตา
“สิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุด...ไม่ใช่เื่เสบียงหรือสัตว์อสูร” เสียงทุ้มนั้นดังก้องในความเงียบ “แต่คือ...ฤดูคลั่ง”
เพียงคำ ๆ เดียวที่เอ่ยออกมาใบหน้าของขุนพลทั้งสี่คนที่นั่งรายล้อมโต๊ะก็แปรเปลี่ยนไปทันทีรอยยิ้มและท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่พลันหายวับเหลือเพียงความเคร่งเครียดและสายตาหนักแน่นที่เต็มไปด้วยความกังวล
ทุกคนต่างขมวดคิ้วแน่นราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากความคิดฝันดีสายตาของพวกเขาแลกเปลี่ยนกันไปมาอย่างเงียบงันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด...เพราะต่างก็รู้ดีถึงความน่ากลัวของคำว่า"ฤดูคลั่ง" นี้มากเพียงใด
ตรงกันข้ามกับบรรยากาศตึงเครียดรอบโต๊ะเซี่ยอันอวี่กลับนั่งนิ่งด้วยแววตาเลื่อนลอย นางเหลือบมองซ้ายทีขวาทีสีหน้าฉายชัดถึงความสับสนอย่างถึงที่สุด
‘ฤดูคลั่ง...? นี่มันเื่อะไรกันแน่’ นางอยากจะเอ่ยถามออกไปตรง ๆแต่เมื่อเห็นสีหน้าของคนรอบข้าง นางก็ได้แต่ยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเก้ ๆ กังๆ พยายามกลบเกลื่อนความไม่รู้ของตนเอง
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบตามองเห็นท่าทีของนางอย่างง่ายดายเขาจึงเอ่ยปากอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
“ฤดูคลั่ง...” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“เป็ชื่อเรียก่เวลาหนึ่งของดินแดนฮั่วโจวแห่งนี้”
ดวงตาคมกริบของหนานกงจิ่นอวี่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเซี่ยอันอวี่ราวกับ้าให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของคำพูดตนเอง
“เ้าคงพอรู้ว่าฮั่วโจวเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและภัยอันตรายรอบด้าน...”
“แต่่เวลาปกติที่ว่าอันตรายแล้วยังเทียบไม่ได้กับ่เวลาที่ฤดูคลั่งมาถึง”
เซี่ยอันอวี่รู้สึกขนลุกวาบเพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบนั้นนางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะตอบกลับไปตามตรงด้วยเสียงแ่เบา
“ข้า...ไม่รู้”
หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ถ้อยคำนั้นกลับหนักอึ้งดุจหินผา
“...เป็่เวลาที่สัตว์อสูรภายในทะเลทรายคลุ้มคลั่งที่สุดพวกมันจะออกอาละวาด สังหารทุกสิ่งไม่เลือกหน้า...”
สายตาคมดุจมีดดาบตวัดมองไปยังเซี่ยอันอวี่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “และเมืองอย่างกู่หลิงซา...ย่อมไม่พ้นเป็หนึ่งในเป้าหมายของพวกมัน”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมาเซี่ยอันอวี่รู้สึกเหมือนโลหิตทั่วร่างถูกสูบหายไปในพริบตาใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ความเย็นวาบไล่ั้แ่ปลายเท้าจรดท้ายทอยสันหลังของนางเย็นเฉียบจนขนลุกชันไม่หยุด
เพียงแค่จินตนาการภาพกองทัพสัตว์อสูรที่ดาหน้ากันเข้ามารุมทึ้งเมืองเล็กๆ แห่งนี้ หัวใจของนางก็เต้นระรัวราวกับกลองศึกดวงตาสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบแต่ทว่าทุกถ้อยคำนั้นกลับเฉือนลึกลงในจิตใจผู้ฟัง
“เดิมที...ฮั่วโจวเคยมีเมืองมากกว่านี้...”
“มีประชากรมากกว่านี้...”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองไปรอบโต๊ะราวกับจะย้ำเตือนความจริงอันโหดร้าย
“แล้วเหตุใด...ทุกวันนี้ถึงเหลือเพียงกู่หลิงซาเมืองสุดท้าย...”
“และผู้คน...เพียงแค่สามร้อยชีวิต?”
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องโต๊ะสนทนาที่เคยเต็มไปด้วยบรรยากาศจริงจัง บัดนี้กลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เซี่ยอันอวี่เม้มริมฝีปากแน่นดวงตาของนางเบิกกว้าง สะท้อนแววหวาดกลัวอย่างไม่ปิดบังนางได้ยินทุกคำชัดเจน...และเข้าใจความหมายของมันดีเกินไปแล้ว
‘...เพราะฤดูคลั่ง...’มันไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่มันคือ "หายนะ"ที่กลืนกินทุกสิ่งบนแผ่นดินนี้
หนานกงจิ่นอวี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับประกาศชะตากรรม “ฤดูคลั่ง...มันทำลายเมือง พรากชีวิตผู้คน...”
“และเมื่อถึงเวลานั้นหากพวกเรายังไร้ซึ่งวิธีเอาตัวรอด...” สายตาของเขาจ้องลึกมาที่ทุกคนบนโต๊ะก่อนจะตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
“...พวกเราตายแน่”
เสียงของหนานกงจิ่นอวี่ดังก้องในโสตประสาทของเซี่ยอันอวี่นางรู้สึกเหมือนโลกรอบตัวหมุนช้าลง ลมหายใจติดขัด ริมฝีปากแห้งผากในหัวมีเพียงเสียงก้องคำว่า
‘ตายแน่...ตายแน่...’
‘ไม่เอาแล้ว...ข้าไม่อยากตาย!’
ในใจของเซี่ยอันอวี่ตอนนี้มีเพียงความคิดเดียววนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในใจของนางกำลังกรีดร้องอย่างเสียใจ
นางเพิ่งคิดว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนนี้แม้จะลำบากแต่นางก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้างแต่ตอนนี้...ความหวังนั้นกลับถูกบดขยี้ด้วยคำว่า "ฤดูคลั่ง"
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่เริ่มพร่าเลือนความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของนางตอนนี้คือ...
‘ข้าอยากกลับบ้าน...อยากกลับไปนอนห้องแอร์...ข้าอยากกลับไปใช้ชีวิตปกติ!’