
อเซเบลล์หยิบผลึกใสซึ่งสะท้อนแสงสีเขียวออกจากกระเป๋าผ้าที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมากำเอาไว้ในมือโครนิครู้ได้ทันทีว่านั่นคือผลึกคอร์กัสซึ่งน่าจะบรรจุน้ำสมุนไพรที่ลงอาคมของอาณาจักรริคมาเอาไว้เขาจึงเอ่ยถามอเซเบลล์
“ท่านหญิงทำไมคนๆ นี้ถึงสำคัญนัก ถึงขนาดยอมเปิดศึกเลยหรือ”
“ข้าก็แค่ปกป้องดินแดนของข้าจะปล่อยให้คนอื่นบุกรุกเข้ามาได้ยังไง”
โครนิคนิ่งไปเหมือนกำลังใช้ความคิดก่อนจะหันไปบอกแคเรนที่ยืนอยู่ข้างหลังไกอัส
“ท่านหญิงแคเรนใช้พลังของท่านเถอะ ไม่เช่นนั้นก็ต้องปล่อยพวกเขาไป”
แคเรนนึกถึงตอนเช้ามืดของวันนี้ซึ่งเธอนอนไม่หลับจึงออกไปเดินเล่นในสวนแสงรัศมีของดวงอาทิตย์สาดส่องทั่วท้องฟ้าทำให้พอมองเห็นต้นไม้ดอกไม้ในสวนได้โดยไม่ต้องจุดโคมไฟสายลมเย็นๆ พัดผ่านกลิ่นชื้นๆ ของดินและธรรมชาติกระทบร่างกายทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่นานนักโครนิคก็เดินตรงเข้ามาหาเธอเหมือนตั้งใจมาคุยกับเธอโดยเฉพาะ
“ข้าลองให้ทหารเฝ้าชายแดนกับหน่วยกองปราบช่วยตามหาพวกเขาแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าเลย”
“ได้ยินว่าอาณาจักรริคมามีชื่อเื่การใช้อาคมกับน้ำสมุนไพรเขาอาจใช้อาคมทำให้เรามองไม่เห็นหรือเปล่า”
“เป็ไปได้ถ้าเป็เช่นนั้นเราอาจจะจับเขาได้อีกทีตอนข้ามชายแดนไปที่อาณาจักรริคมาแล้ว”
“แต่ถ้าเป็แบบนั้นจะพาตัวคาร์ลกลับมาก็เป็เื่ยากน่ะสิ กลายเป็ว่าเราบุกรุกอาณาจักรริคมา”
“ท่านหญิงกล่าวถูกแล้ว”
“แล้วท่านจะมาบอกให้ข้าปล่อยคาร์ลไปหรือ”
“ที่จริงข้าก็ยังสงสัยว่าควรปล่อยเขาไปมั้ย”โครนิคเดินเอามือไขว้หลังแล้วมองดูดอกไม้บางชนิดที่กำลังบานให้กลิ่นหอมในสวนพลางใช้ความคิดไปด้วยเขากล่าวต่อ “ถ้าไม่ใช่เื่สำคัญพวกเขาจะถึงขั้นวางยาคนในคฤหาสน์ของข้าเพื่อลักพาตัวไปเชียวหรือ”
“ข้าบอกตามตรงว่าข้า้าตัวคาร์ลคืนไม่ได้อยากปล่อยเขาไป” แคเรนยืนยันหนักแน่น โครนิคพยักหน้ารับรู้ก่อนจะกล่าวกับเธอ
“งั้นข้าก็มีอีกวิธีหนึ่งอยากแนะนำท่านหญิง”
“วิธีอะไร”
“ท่านต้องทำให้คาร์ลกลับเข้ามาในอาณาจักรลอฟท์เรียของเราด้วยตนเอง”
“ข้าจะทำแบบนั้นได้ยังไงคาร์ลอยู่ที่ไหนข้ายังไม่รู้เลย”
“ท่านยังไม่ทราบจริงๆด้วยสินะ” โครนิคพูดพลางลอบสังเกตสีหน้าของแคเรนซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะโกหกเขาจึงอธิบาย “พันธะไอรอนบอนด์นอกจากจะทำให้ตระกูลอัศวินทั้งแปดใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมได้แล้วยังสามารถควบคุมจิตใจของผู้ที่ทำพันธะไอรอนบอนด์ได้ด้วยดังนั้นตระกูลอัศวินทั้งแปดจึงไม่มีทางหักหลังราชวงศ์แอนเชสก้าได้”
แคเรนเบิกตากว้างด้วยความใไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อน“ทำไม... พันธะไอรอนบอนด์ถึงได้...”
“นี่ต่างหากคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ราชินีเรเนเซียรุ่นแรกได้รับเลือกเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งราชวงศ์แอนเชสก้า”
“ก็หมายความว่าคาร์ลอยู่ภายใต้การควบคุมของข้ามาตลอดหรือ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเื่นั้นท่านคงต้องไปถามจากคาร์ลเอาเอง แต่เท่าที่ได้ยินจากคนอื่นๆและที่เห็นมานิดหน่อย ข้าคิดว่าความภักดีของเขาที่มีต่อท่านหญิงเป็ของจริงนะ”
แคเรนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเริ่มไม่มีความมั่นใจแต่ตอนนี้เธอต้องพาตัวคาร์ลกลับมาให้ได้ก่อน เธอจึงถามโครนิคด้วยสีหน้าจริงจัง“แล้วข้าจะใช้พลังของพันธะไอรอนบอนด์ได้ยังไง”
“พลังของตัวท่านเองแค่ใช้สัญชาตญาณ เดี๋ยวท่านก็ทราบเองว่าต้องทำยังไง”
สายตาของแคเรนกลับมาจับจ้องสถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้าตอนนี้แคเรนรู้ดีว่าสิ่งที่เธอต้องทำคือการทำให้คาร์ลกลับมายังอาณาจักรลอฟท์เรียให้ได้เมื่อโครนิคบอกให้เธอใช้พลัง พลังตามสัญชาตญาณของเธอจึงตอบสนองต่อความ้าภายในจิตใจั์ตาของแคเรนเปลี่ยนกลายเป็สีแดงเื
คาร์ลซึ่งนอนขยับตัวไม่ได้อยู่ในรถม้าเพราะฤทธิ์ยาอยู่ๆ ก็เหมือนได้ยินเสียงคำสั่งเด็ดขาดดังขึ้นในห้วงความคิดและมันเป็คำสั่งที่ทำให้เขาคล้อยตามแม้จะยังมีสติรับรู้สิ่งรอบข้างได้ที่น่าอัศจรรย์ก็คือฤทธิ์ของยาสมุนไพรเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลกับร่างกายของเขาอีกแล้ว
คาร์ลลุกขึ้นนั่งก่อนจะเดินออกจากรถม้าด้วยตนเองท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอเซเบลล์ทากัสและไกอัส ตอนที่ขาของเขาถึงพื้นคาร์ลก็เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าจะวิ่งข้ามเขตชายแดนกลับมายังอาณาจักรลอฟท์เรีย
ตอนนั้นเองที่อเซเบลล์ขว้างผลึกคอร์กัสออกไปตรงหน้าคาร์ลจึงปรากฏเป็ผนังอาคมใสสีเขียวขวางกั้นคาร์ลเอาไว้ไม่ให้ข้ามเขตชายแดน โชคดีที่ขาข้างหนึ่งของเขาก้าวข้ามมาทางเขตอาณาจักรลอฟท์เรียแล้ว
ในขณะที่ใช้พลังจากพันธะไอรอนบอนด์ควบคุมคาร์ลเอาไว้ทำให้แคเรนใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมไม่ได้ตอนนั้นเองที่ทากัสใช้พลังควบคุมดาบของเขาให้บินพุ่งเข้าใส่กำแพงอาคม กำแพงอาคมที่ถูกขาของคาร์ลแทรกเข้าไปทำให้ไม่สมบูรณ์จึงต้านรับคมดาบวิสทานัมได้ราวห้านาทีก็แตกออกเป็เสี่ยงๆราวกับเศษกระจกชิ้นเล็กๆ ที่กระจายลอยคว้างอยู่ในอากาศ
คาร์ลรีบวิ่งต่อเพื่อข้ามเขตชายแดนตรงมาทางที่พวกโครนิคยืนอยู่อเซเบลล์ได้แต่ยืนมองเศษม่านพลังที่แตกสลาย โลหะวิสทานัมมีอานุภาพแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิดมากนัก
“น่าจะหมดเื่แล้วสินะท่านหญิงอเซเบลล์” โครนิคกล่าวเมื่อเห็นอเซเบลล์ยืนนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่
“ถือว่าฉันคำนวณพลาดไป”
อเซเบลล์กล่าวตอบพลางสังเกตท่าทีของคาร์ลซึ่งนอกจากั์ตาที่เปลี่ยนเป็สีแดงเืเหมือนของแคเรนแล้วอย่างอื่นก็ดูจะเป็ปกติดี เขาไม่มีอาการของคนที่ถูกอาคมสะกด
“พันธะไอรอนบอนด์แปลกกว่าที่คิด”อเซเบลล์กล่าวพึมกำก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับโครนิค“ข้าว่าต่างคนต่างแยกย้ายเท่านี้เถอะ ข้าไม่ได้อยากเปิดศึกกับอาณาจักรลอฟท์เรีย อีกอย่างพวกท่านก็ยังต้องพึ่งสินค้าจำพวกยารักษาจากอาณาจักรริคมาไม่ใช่หรือ”
เมื่อเห็นโครนิคนิ่งเงียบไม่ได้ตอบโต้อเซเบลล์จึงถือว่านั่นเป็คำตอบก่อนที่ทหารชายแดนของอาณาจักรริคมาซึ่งวิ่งเข้ามารอคุ้มกันเธออยู่นานแล้วจะก้าวขึ้นมานำหน้าเธอยืนคุมเชิงกับทหารของอาณาจักรลอฟท์เรียซึ่งก้าวขึ้นมานำหน้าพวกโครนิคเช่นกันโครนิคะโขึ้นขี่บนหลังม้าพร้อมๆกับพวกไกอัสก่อนจะควบม้าวิ่งนำทุกคนกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลฮาฟก้า
ไกอัสซึ่งขี่ม้าตัวเดียวกับแคเรนเห็นดวงตาของเธอกำลังเปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็สีเทอร์คอยส์จึงหันไปมองทางคาร์ลซึ่งนั่งซ้อนหลังทากัสอยู่บนม้าสีน้ำตาลอีกตัวหนึ่งดวงตาของเขากลับเป็สีเขียวมรกตแล้วเช่นกันดูเหมือนคาร์ลจะหมดเรี่ยวแรงเอนพิงทากัสที่นั่งอยู่ข้างหน้าจนทากัสเกือบคุมทิศทางของม้าพลาดเขาโวยวายใส่คาร์ล
“ทำอะไรของเ้าอยู่ๆ ก็ทิ้งตัวใส่ข้าเนี่ย”
“ข้าถูกพิษทำให้เป็อัมพาต”
“เมื่อกี้ยังเห็นวิ่งเอาเป็เอาตายอยู่เลยไม่ใช่หรือ”
“ข้าก็สงสัยเื่นั้นอยู่เหมือนกัน”
น้ำเสียงของคาร์ลหมองลงทำให้ทากัสได้แต่ย่นคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเขาเพียงแค่ควบม้าตามหลังโครนิคไป
ในขณะเดียวกันไกอัสเห็นสีหน้าเศร้าหมองของแคเรนก็อดถามไม่ได้
“เมื่อครู่นี้ท่านใช้พลังควบคุมคาร์ลให้เขาวิ่งหรือเปล่า”
แคเรนสีหน้าสลดลงอีกก่อนจะจำใจกล่าวตอบกลับไป“ข้าพึ่งรู้เหมือนกันว่าพันธะไอรอนบอนด์ทำเช่นนั้นได้ด้วยข้าพึ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก”
“แล้วคาร์ลรู้เื่นี้หรือเปล่า”
“ขนาดตัวข้าเองยังไม่เคยรู้ข้าคิดว่าคาร์ลเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
“ก็หมายความว่าท่านสามารถควบคุมทุกคนที่ทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านได้อย่างงั้นหรือ”
“ถ้าดูจากปฏิกิริยาของคาร์ลเมื่อครู่มันก็น่าจะเป็แบบนั้น” แคเรนเงยหน้าสบตาไกอัสตรงๆ ก่อนจะเอ่ยถามเขา“แบบนี้แล้ว... เ้ายังคิดจะทำพันธะไอรอนบอนด์กับข้าอยู่หรือเปล่า”
“ข้าแล้วแต่ท่านหญิงสำหรับข้าแล้ว ถ้าท่านยินยอมข้าก็เต็มใจเช่นกัน”
สีหน้าของแคเรนไม่ได้ยินดีกับคำพูดนั้นเธอหันไปมองดูคาร์ลอีกครั้งในขณะที่ไกอัสก็ไม่ได้อยากคาดคั้นเธอต่อ เขาควบม้าตรงไปข้างหน้าตามหลังโครนิคไป