ความเงียบงันในคืนเหมันต์นั้นไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่มันคือความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ลานดินหน้าบ้านตระกูลลู่บัดนี้อาบไปด้วยแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลงมา ทอด เงา ของกิ่งไม้แห้งกรอบให้ดูคล้ายกรงเล็บปิศาจที่ตะกุยอยู่บนพื้นดิน ลู่เฉินนั่งนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ที่โยกเยก ลมหายใจที่พ่นออกมาเป็ไอสีขาวขุ่นสั่นสะท้านตามแรงอารมณ์ที่สุมอยู่ในอก
มือขวาของเขาที่ถูกเหยียบย่ำจนบวมเป่ง บัดนี้เริ่มมีอาการคันคะเยออย่างประหลาด ความร้อนสายหนึ่งที่เคยเป็เพียงกระแสเล็กๆ ในตอนเย็น กลับเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีลาวาเหลวไหลเวียนอยู่ในเส้นเืแทนที่โลหิต ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน เขาพยายามข่มความเ็ปไว้ไม่ให้หลุดเสียงร้องออกมา เพราะในห้องนอนที่ผุพังนั้น บิดา มารดา และพี่สาวเพิ่งจะข่มตาหลับลงด้วยความอ่อนเพลียจากการร้องไห้
“หากโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม... ข้าก็จักสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาตัดสินมันเอง”
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวดุจกงล้อที่ไม่มีวันหยุด ลู่เฉินค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น ยอดบุรุษอาจหลั่งเืแต่ไม่อาจยอมก้มหัวให้ความอัปยศไปตลอดกาล เขาตัดสินใจเดินมุ่งหน้าออกจากรั้วบ้านไม้ไผ่ที่ผุพัง ฝีเท้าที่สวมรองเท้าฟางเหยียบย่ำลงบนพื้นหญ้าที่มีเกล็ดน้ำค้างแข็งจนเกิดเสียงกรอบแกรบแ่เบา เขาเดินมุ่งหน้าไปยัง ‘หน้าผาจ้องดารา’ ซึ่งเป็จุดสูงสุดของหุบเขาเมฆหมอก สถานที่ที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่าเป็ที่สถิตของิญญาา แต่สำหรับลู่เฉินในยามนี้ ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าความอ่อนแอของตนเองอีกแล้ว
เส้นทางขึ้นเขานั้นทุรกันดารและเต็มไปด้วยขวากหนาม แสงจันทร์ที่สาดลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบทอด เงา ลายพาดกลอนลงบนพื้นดินเป็ระยะๆ ลู่เฉินใช้มือข้างที่ยังใช้งานได้ถากถางทางอย่างยากลำบาก เหงื่อไหลซึมออกมาแม้ร่างกายจะเผชิญกับลมหนาว าแที่สีข้างส่งกลิ่นคาวเืจางๆ ออกมา กระตุ้นให้สัญชาตญาณบางอย่างในกายเขาเริ่มตื่นตัว
เมื่อเขามาถึงยอดหน้าผา ทัศนียภาพเบื้องหน้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ดูเล็กกระจ้อยร่อยประดุจรังมดใต้เงื้อมมือของั์ใหญ่ ลู่เฉินทรุดกายลงนั่งท่ามกลางลมูเาทีพัดกระโชกแรงจนชุดบัณฑิตปลิวสะบัด ดวงจันทร์ดวงโตลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ ราวกับดวงตาของ์ที่เฝ้ามองมวลมนุษย์ด้วยความเฉยเมย
“อึก!”
ทันใดนั้น ความร้อนมหาศาลในมือขวาก็ะเิออก! ลู่เฉินล้มฟุบลงกับพื้นหินที่เย็นจัด เขารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ กระดูกทุกท่อนสั่นะเืราวกับจะแหลกสลาย ภายในโสตประสาทของเขามิได้มีเพียงเสียงลมพัดอีกต่อไป แต่มันคือเสียงคำรามที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ... เป็เสียงที่ไม่ได้ดังมาจากภายนอก แต่ดังมาจากส่วนลึกของดวงิญญา
ในห้วงนิมิตที่กึ่งหลับกึ่งตื่น ลู่เฉินพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่เป็นิรันดร์ รอบกายไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งพื้นดิน มีเพียงหมู่ดาวนับล้านที่หมุนวนเป็เกลียวดาราจักร และที่เบื้องหน้าของเขา... มีดวงตาสีอำพันขนาดมหึมาสองดวงที่จ้องมองลงมา
ดวงตานั้นเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของนักล่า ความเ็าของกาลเวลา และพลังทำลายล้างที่สั่นะเืถึงรากฐานของจักรวาล เมื่อแสงดาราเริ่มสาดส่อง รูปร่างของเ้าของดวงตาก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น มันคือพยัคฆ์ลายจุดตัวมหึมาที่มีลำตัวสีทองแดงสลับดำ ลายจุดบนตัวของมันดูคล้ายกับแผนที่ดวงดาวบนฟากฟ้า ทุกครั้งที่มันหายใจ หมู่ดาวรอบข้างจะสั่นไหวราวกับจะดับสูญ
“ธรรม... รักษ์...?” ลู่เฉินพึมพำในใจอย่างไร้เสียง
เ้าพยัคฆ์ั์—ซึ่งมีลักษณะเด่นชัดของเสือจากัวร์า—ไม่ได้คำรามใส่เขา แต่มันค่อยๆ ยื่นศีรษะอันใหญ่โตเข้ามาใกล้ ลมหายใจของมันร้อนแรงดุจเปลวเพลิงสุริยะ เมื่อจมูกของมันแตะลงบนหน้าผากของลู่เฉิน ความทรงจำมหาศาลที่ถูกสลักไว้ในโลหิตก็พุ่งทะลักเข้าสู่สมองของบัณฑิตหนุ่มดุจทำนบแตก
เขามองเห็นภาพการล่มสลายของมหาอาณาจักร เห็นเหล่าเซียนที่เหาะเหินเดินอากาศใช้กระบี่ฟาดฟันดวงดาว และเห็นพยัคฆ์ตัวนี้ยืนตระหง่านอยู่บนซากศพของเหล่าเทพเ้าที่บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ พลังอำนาจที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณพยัคฆ์จาการ์’ นี้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการอ้อนวอน์ แต่มันคือการ ‘แย่งชิง’ มาจากฟ้าดิน
“ข้า... ้าพลัง...” ลู่เฉินเค้นเสียงออกมาในโลกแห่งความจริง ร่างกายของเขาที่นอนอยู่บนหน้าผาเริ่มมีแสงสีอำพันจางๆ ปกคลุม
ภาพปรากฏเื้ัของเขาในยามนั้น หากมีใครมาเห็นเข้าย่อมต้องหัวใจวายตายด้วยความหวาดกลัว เพราะท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง เงา ของลู่เฉินบนพื้นหินไม่ได้มีรูปร่างเป็มนุษย์อีกต่อไป แต่มันขยายใหญ่ขึ้นจนมีความสูงกว่าสิบเมตร มีรูปทรงเป็พยัคฆ์ร้ายที่กางกรงเล็บแหลมคมขู่ตะคอกใส่ความมืดมิด
เส้นชีพจรในร่างกายของลู่เฉินเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ลมปราณที่เคยกระจัดกระจายและขุ่นมัวถูกพลังงานสีอำพันรีดเค้นให้ควบแน่นเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างรุนแรง าแที่สีข้างและหลังมือที่บวมช้ำเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดถูกสร้างขึ้นใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว นี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ระดับ กลั่นลมปราณขั้นที่ 1 โดยสมบูรณ์ แม้จะยังเป็เพียงก้าวแรกของปุถุชน แต่มันคือรากฐานที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป
เมื่อลู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยประกายของนักปราชญ์ บัดนี้กลับมีประกายสีอำพันวูบหนึ่งที่แฝงไปด้วยความดุดันของสัตว์ร้าย เขายันกายลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเขาเบาหวิวราวกับขนนก ทว่าทุกมัดกล้ามเนื้อกลับอัดแน่นไปด้วยพละกำลังที่พร้อมจะะเิออก
เขากำหมัดขวาที่หายเป็ปกติแล้วแน่นขึ้น ความรู้สึกแปลกใหม่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ลู่เฉินหันไปมองก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าผา เขาเพียงแค่ขยับหมัดออกไปเบาๆ โดยไม่ได้ออกแรงเต็มที่ ทันใดนั้น เงา ของกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดจิ๋วก็ดูเหมือนจะวูบผ่านอากาศไปพร้อมกับหมัดของเขา
“เปรี้ยง!”
ก้อนหินหินปูนที่แข็งแกร่งกลับแตกร้าวเป็เสี่ยงๆ ราวกับถูกค้อนั์ทุบ ลู่เฉินยืนมองผลลัพธ์นั้นด้วยอาการใจสั่นสะท้าน นี่ไม่ใช่พลังของบัณฑิต... แต่นี่คือพลังที่จะทำให้เขาสามารถปกป้องครอบครัวและบดขยี้ศัตรูที่มาดูแคลนเขาได้
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินไม่ได้ลำพองใจ เขารู้ดีว่าตนเองเพิ่งจะััเพียงผิวเผินของวิถีนี้ ตามที่ความทรงจำาบอกเขา มรรคาแห่งเซียนนั้นยาวไกลถึง 18 ระดับ และเขายังอยู่เพียงจุดเริ่มต้นที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด หากเขาเผยพลังนี้ออกมาในยามที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ ย่อมนำมาซึ่งหายนะที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม
ชายหนุ่มหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อสงบจิตใจ รัศมีสีอำพันรอบตัวค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงบัณฑิตหนุ่มในชุดปะชุนที่ดูเหมือนเดิมทุกประการ ทว่าหากสังเกตให้ดี แววตาของเขากลับสุขุมและลุ่มลึกขึ้นประดุจมหาสมุทรที่ซ่อนพายุคลั่งไว้เบื้องล่าง
“พี่รอง... ท่านอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
เสียงสั่นๆ ของชิงเอ๋อร์ดังขึ้นจากทางลาดชันด้านล่าง ลู่เฉินรีบหันไปมองเห็นเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายบางๆ กำลังปีนป่ายขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นดิน นางถือตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่ส่องแสงริบหรี่ไว้ในมือ
“ชิงเอ๋อร์! เ้าขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไร? มันอันตรายนัก!” ลู่เฉินรีบพุ่งตัวลงไปพยุงนาง ความเร็วของเขาในยามนี้รวดเร็วกว่าคนปกติหลายเท่าจนชิงเอ๋อร์มองตามแทบไม่ทัน
“ข้าตื่นมาแล้วไม่เห็นท่าน... ข้ากลัวว่าท่านจะคิดสั้น ข้าจึงรีบตามมา...” เด็กสาวโผเข้ากอดลู่เฉินสะอึกสะอื้น ร่างของนางสั่นเทาด้วยความหนาวและภยันตรายที่เพิ่งก้าวผ่านมา
ลู่เฉินกอดน้องสาวบุญธรรมไว้แน่น เขาใช้พลังปราณจางๆ ในกายแผ่ออกมาเป็ความร้อนเพื่อปกป้องนางจากลมหนาว “พี่ขอโทษชิงเอ๋อร์ พี่เพียงแต่มาสงบสติอารมณ์เท่านั้น พี่สัญญา... พี่จะไม่ทิ้งเ้าไปไหนเด็ดขาด”
ชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนรอง นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะรู้สึกว่ากลิ่นอายรอบตัวลู่เฉินเปลี่ยนไป มันไม่ใช่กลิ่นหมึกหรือกลิ่นกระดาษเหมือนเก่า แต่มันคือกลิ่นของป่ารกชัฏและอำนาจบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
“พี่รอง... ท่านดู... ต่างไปจากเดิม” นางพึมพำ
“พี่ก็ยังเป็พี่รองคนเดิมของเ้าเสมอ ไปเถิด กลับบ้านกัน พรุ่งนี้เรายังมีเื่ต้องจัดการอีกมาก”
ลู่เฉินจูงมือชิงเอ๋อร์เดินลงจากยอดเขา แสงจันทร์ที่คล้อยต่ำทอด เงา ของทั้งคู่ให้ทอดยาวเคียงคู่กันไปบนพื้นดิน ลู่เฉินมองไปทางทิศที่ตั้งของตัวอำเภอชิงสุ่ย ในใจเริ่มวางแผนการอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภาษีเพิ่มสามส่วนและคำขู่ของหลี่ฟู่... เขาจะจัดการพวกมันทีละคน โดยใช้สติปัญญาของบัณฑิตผสานกับกรงเล็บของพยัคฆ์ร้าย