รถแท็กซี่จอดสนิทลงข้างตึกสูงตระหง่านใจกลางกรุงก่อนที่ร่างระหงส์ก้าวลงมา จัดทรงเสื้อให้เข้าที่ เดินเข้าตัวอาคารมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยแจ่มใสเท่าไรนัก
“อ้าว เกล้าวันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ” หญิงสาวหนึ่งในสองคนที่กรรวีจำได้ว่าเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้านล่างเอ่ยทักอย่างแปลกใจ
“ปกติฉันมาสายรึไง”
“แหม ไม่ได้สาย แต่ก็ไม่ได้เช้าเหมือนวันนี้นี่จ๊ะ”
กรวีไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ส่งยิ้มชนิดที่คนอื่นมองแล้วรู้สึกหมั่นไส้ที่สุดในโลกให้ ก่อนเลิกให้ความสนใจเดินสวนผ่านไป
“เชอะ หยิ่งสะบัด”
“รู้อยู่ว่าเขาหยิ่ง ก็ยังจะไปยุ่งกับเขาทำไม”
“ก็มันน่าหมั่นไส้ ทำท่าไม่เห็นหัวใครถือว่าพ่อเป็เพื่อนกับเ้าสัวบวรหรือไง ”
“จริงหรอ”
“ใช่นะสิ แต่เป็พ่อที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วอะนะ ที่อยู่ด้วยตอนนี้เป็พ่อเลี้ยง”
“เธอรู้ได้ยังไง”
“เธอก็หัดเปิดหูเปิดตาเสียบ้างสิยะ ก็จะรู้เหมือนฉันนั่นแหละ” หญิงสาวว่า ผู้ฟังได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะลากเพื่อนที่ทำท่ากระฟัดกระเฟียดออกไป
กรวีเดินมาเรื่อยๆจนมาถึงโต๊ะทำงาน เห็นดอกกุหลาบสองสามดอกวางอยู่บนโต๊ะ แต่ละดอกก็มีการ์ดสีแตกต่างกัน บ่งบอกว่ามาจากผู้ส่งคนละคน กรรวีถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย โกยทุกอย่างใส่ลิ้นชัก จัดการเปิดคอมพิวเตอร์คู่ใจ ตั้งใจจะเคลียร์งานที่ทำค้างมาเกือบอาทิตย์ นิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว แต่เพียงไม่นานก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
“คุณกรวี”
หันไปก็พบกับ ปวีณา คุณเลขาวัยดึกที่ชอบใส่แว่นแบบมีสายคล้องคอ แต่งตัวด้วยกระโปรงยาวคลุมเข่าสีเชยๆ
หล่อนเป็เลขาของรองกรรมการฝ่ายบริหารของบริษัทซึ่งก็คือ อนล ลูกชายคนเล็กของเ้าสัวบวร กับคุณทิพย์สุดา ประธานบริษัท เอฟคิว บริษัทสื่ออิเล็คทรอนิค และการวางผังระบบั์ใหญ่ที่หล่อนกำลังทำงานอยู่
“มีอะไรหรือคะ”
“คุณอนลเรียกพบค่ะ” พูดจบก็เดินหันหลังกลับอย่างไม่รีรอ กรรวีจึงต้องเดินตามไปอย่างหน่ายๆ เมื่อมาถึงหน้าประตูก็ผายมือให้หญิงสาวเดินเข้าไป ก่อนจะปิดประตูลง
ภายในห้องทำงานใหญ่โตหรูหรา ซึ่งกรรวีก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเท่าไรนักเนื่องจากหล่อนก็เคยเข้ามาในนี้นับครั้งไม่ถ้วน เข้ามาถึงก็เดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มหน้าหน้าตาเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณสะอาดสะอ้านที่กำลังตั้งใจอ่านแฟ้มเอกสารบางๆในมือ
“ฉันน่าสนใจน้อยกว่าเอกสารพวกนั้นอีกหรอคะ ท่านรองประธาน”
“ไม่หรอก” ชายหนุ่มเผยยิ้มน้อยๆ วางเอกสารลง ก่อนจะมองหญิงสาวตรงหน้าเต็มตา นั่นส่งผลให้หญิงสาวหัวเราะน้อยๆอย่างพอใจ
“ไปทำอะไรไว้ละ เข้ามาฉันได้ยินชื่อเธอเป็หัวข้อสนทนาของพวกพนักงานสาวๆั้แ่เช้าเลย”
“เรียกว่า นินทา น่าจะตรงประเด็นกว่านะ” กรวีเปิดปากแย้มรอยยิ้มคล้ายจะเยาะหน่อยๆ
“แล้วเธอไปทำอะไรให้เขานินทาละ”
“ถ้าคนมันจะนินทาแค่เดินก้าวขาไม่เท่ากันก็นินทาได้”
“เธอก็หัดขยันสร้างมิตรให้มากกว่าสร้างศัตรูหน่อยสิ”
“ฉันรู้ว่าจะต้องสร้างมิตรกับใคร แต่ไม่ใช่กับคนที่ลับหลังเอาฉันไปพูดเสียๆหายๆ พอต่อหน้ากลับมาจ๊ะจ๋าเสียจนน่าคลื่นไส้แน่” หญิงสาวพูดอย่างไม่ยี่ระนัก
“โอเค ดูเธออารมณ์ไม่ค่อยดีนะ ..ทะเลาะกับแม่อีกละสิ” ชายหนุ่มว่าอย่างยอมแพ้
“อือ!” กรรวีพ่นลมจากจมูกแรงๆ อย่างหัวเสีย
“มีแม่ที่จมไม่ลง ใช้เงินเป็เบี้ย เหมือนเม็ดเงินมันหล่นจากฟ้ามาเองได้นะ มันเหนื่อยนะ”
“ท่านก็แค่ยังไม่ชิน”
“บ้านฉันล้มละลายมาชาติเศษแล้ว อีกนานแค่ไหนละแม่ฉันถึงจะชิน ลูกอภิมหึมามหาเศรษฐีอย่างคุณอนล ไม่มีทางเข้าใจหรอก”
“หึ ปากเธอนี่เหมือนที่คุณปวีณาบอกไม่มีผิด” ‘ลูกอภิมหึมามหาเศรษฐี’ ส่งเสียงขบขันเบาๆในลำคอ
“ทำไม”
“เขาก็บอกว่าเธอดูตรงไปตรงมาดี เสียแต่มันมากจนบางครั้งก็กลายเป็ปากร้าย ดูมั่นใจ แล้วก็ไม่ค่อยเห็นหัวใครมากไปหน่อย” ชายหนุ่มพูดมองหญิงสาวตรงหน้าเรื่อยๆ กรรวีได้ฟังอย่างนั้นก็หัวเราะร่าเอาตามจริง ปวีณาก็เป็หนึ่งในไม่กี่คนที่เธอถูกจริตด้วย
“ฉันสงสัยจริงๆ ทำไมเลขาคุณรองประธานถึงไม่ใช่สาวๆสวยๆอย่างบริษัทอื่นเขานะ”
“สงสัยคุณพ่อคงกลัวฉันจะไปยุ่งกับเลขาสาวๆ” ชายหนุ่มว่า ได้ยินอย่างนั้นกรวีจึงยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะ แล้วค่อยๆเลื่อนตัวไถลลงบนตักของชายหนุ่มอย่างช้าๆ
“คงเสียแรงเปล่า” กรรวีมองคนตรงหน้าอย่างท้าทาย อีกฝ่ายเพียงแต่หัวเราะน้อยๆ ไม่ทันได้พูดอะไรประตูห้องก็เปิดออก
“นายนล” ผู้เข้ามาใหม่เอ่ยเสียงเข้มทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า คิ้วเข้มยิ่งขมวดหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นทั้งคู่ไม่ได้มีท่าทางตกอกใอะไร
กรวีมองชายร่างสูงใหญ่ คิ้วเข้ม ตาคม ส่งให้ใบหน้าเขาดูนิ่งดุเป็นิจ ชายหนุ่มคือภูมิภาสลูกชายคนโตของครอบครัวเ้าสัวบวร ผู้ขึ้นชื่อว่า เนียบ นิ่ง และดุเป็ที่สุด ซึ่งนิสัยที่ว่ามานั้นช่างผิดกับน้องชายคนเล็กอย่างลิบลับ จนบางครั้งกรวีก็ไม่อยากเชื่อว่าทั้งคู่เป็คนที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยคนๆเดียวกัน
ภูมิภาสจำหญิงสาวได้ กรวีมือโปรแกรมเมอร์ ระดับต้นๆของบริษัทเอฟคิว เป็ผู้รับผิดชอบเขียนระบบให้กับลูกค้ารายใหญ่ มาแล้วหลายราย แถมยังเป็ที่้าของหลายๆบริษัทในสายธุรกิจเดียวกัน
เขารู้เพียงแต่ว่าหล่อนเป็ลูกสาวของโฉมสะคราญเพื่อนบ้านที่เคยสนิทสนมกับครอบครัวเขาพอสมควรเนื่องจากสุวิทย์ บิดาของกรวีที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็เพื่อนรักกันกับเ้าสัวบวร และทักษพรน้องสาวทิพย์สุดาก็เป็เพื่อนสนิทกับโฉมสะคราญ
แต่หลังจากทักษพรเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ครอบครัวทั้งสองก็ห่างกันไป เนื่องจากทิพย์สุดาไม่ได้พิสมัยนิสัยของโฉมสะคราญสักเท่าไหร่
เขาเองจึงไม่ได้รู้จักครอบครัวนี้มากนัก แต่เท่าที่ทราบกรวีก็ไม่ต่างจากผู้หญิงสมัยใหม่ทั่วไป ที่ออกจะปราดเปรียว คล่องแคล่ว มีความมั่นใจในตัวเองสูง และบางทีหล่อนก็อาจจะ้าทางลัดความสะดวกสบายด้วย…
หล่อนก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างกับน้องชายเขา หัวเราะเบาๆก่อนจะผละออกมา
“มื้อเย็นที่ร้านเดิมนะเกล้า”
“โอ.เค.” หญิงสาวตอบรับก่อนหันมาทางเ้านายอีกคน
“ขอตัวนะคะ” เอ่ยขอตัวไปตามมารยาทเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่ง ไม่พยักหน้า หรือตอบรับใดๆก็นึกฉุนขึ้นมาตงิดๆ ก่อนจะเลิกสนใจหมุนตัวออกจากห้องไป
“พี่ภูมิมีอะไรหรือฮะ”
“จะทำอะไรอย่าให้มันประเจิดประเจ้อนักนะนายนล” เอ่ยเตือนแล้ว ก็เห็นอีกฝ่ายยิ้มเฉยเสีย จึงถอนหายใจก่อนเอ่ยต่อ
“วันนี้อย่าลืมนัดที่จะไปรับนายวีล่ะ”
“ฮ้า จริงสิ ” ชายหนุ่มอุทานขึ้น ก่อนหันไปเปิดดูปฏิทินบนโต๊ะ แล้วก็ร้องออกมา “ให้ตายเถอะ ผมลืมไปสนิทเลยว่าพี่วีกลับมาวันนี้”
“พี่ก็คิดว่านายต้องลืม เลยมาเตือน” ชายหนุ่มว่าพลางหันหลังเตรียมจะเดินออกแต่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ นัดอะไรกับใครไว้ ก็ไปยกเลิกเสียด้วยละ”
หลังเลิกเรียนเต็มเดือนขึ้นรถเมล์จากมหาลัยมาลงที่หน้าปากซอย ก่อนจะเดินเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนนัก ใจนึกไปถึงเมื่อเช้าที่หล่อนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากบ้าน เพราะลุงก้องโผล่เข้ามาในห้องเธออย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาวันนี้ทั้งวันหล่อนนั่งร้อนๆหนาวๆ ยังนึกสะอิดสะเอียนท่าทางหื่นกระหายของลุงเขยอยู่ไม่หาย
เต็มเดือนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็หล่อนที่ลุงก้องมุ่งจะเข้าหา ทั้งๆที่กับลูกเลี้ยงทั้งสอง เขาก็ดูสุภาพเรียบร้อยดี หรืออาจเพราะหล่อนเป็แค่หลาน ไม่ใช่ลูกของคุณป้ากระมัง คิดแล้วเต็มเดือนก็อดไม่ได้ ต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ
ระหว่างที่เดินไป ก่อนถึงบ้านเธอห่างมาเพียงสองถึงสามหลัง ต้องผ่านคฤหาสน์ทรงยุโรปหรูหราโอ่อ่า หล่อนเห็นมันทุกวันจนชินตา เต็มเดือนหยุดเท้าลง เงยหน้าขึ้นมอง นึกย้อนไปถึงใครบางคน…
“เป็ขโมยใช่มั้ยเนี่ย” เสียงหนึ่งดังจากด้านหลัง ส่งผลให้เต็มเดือนใหันกลับไปอย่างรวดเร็ว
แล้วก็ต้องใหนักเข้าไปอีกเมื่อเ้าของเสียงยืนห่างจากเธอเพียงคืบ ซ้ำยังกำลังก้มหน้าลงมามองเธอระยะประชิด เต็มเดือนผละถอยกลับไปตั้งหลักสองสามก้าว แล้วจ้องอีกฝ่ายเต็มๆตาอีกครั้ง
เ้าของเสียงเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวแต่ไม่ซีดลักษณะเป็คนสุขภาพดีที่ออกกำลังกายอยู่เสมอ ดูสะอาดสะอ้านใส่เชิ๊ตสีขาวที่พับแขนทั้งสองข้างขึ้นไปแบบหลวมๆ มีเสื้อโค๊ทตัวหน้าพาดอยู่บนไหล่กว้าง มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าอยู่ ใบหน้าคม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มบ่งบอกถึงความเป็คนมีอารมณ์ขัน และเ้าเล่ห์ไปพร้อมๆกัน
“ฉันไม่ใช่...”
“แล้วถ้าไม่ใช่จะมายืนส่องบ้านคนอื่นเขาอยู่ทำไม ทำตัวเหมือนขโมยมาแอบดูลาดเลา” ชายตรงหน้าจับผิด หากแต่พูดด้วยท่าทีสบายๆ น้ำเสียงเจือความขบขัน
“แล้วแต่คุณจะคิดละกัน” หญิงสาวเบี่ยงตัวเดินหนี หากแต่ฝ่ายนั้นก้าวเข้ามาขวางอีก แต่ไม่ได้มีท่าทีจะคุกคาม มือสองข้างยังล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่เหมือนเดิม
“นั่นไง ไม่ทันไรก็คิดจะหนีแล้ว”
เต็มเดือนไม่ใช่คนที่จะโมโหอะไรง่ายๆ เพราะเธอฝึกตัวเองให้รู้จักควบคุมอารมณ์มาั้แ่เด็ก หากแต่ท่าทางคล้ายจะตีรวนของคนตรงหน้านั้นทำให้หล่อนชักโมโหกรุ่นๆ แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงคะ”
เต็มเดือนว่าแล้วก็ผลักคนตรงหน้าออก อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับเสียหลักเซไป แต่มือหนาก็เอื้อมมือคว้าท่อนแขนเล็กได้ก่อนที่เ้าตัวจะวิ่งหนีไปได้ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัว ทำท่าจะร้องกรี๊ด
ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดี ดึงหล่อนเข้ามาจนประชิดอก มืออีกข้างปิดปากเ้าตัวไว้ แต่นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายใสุดขีด พยายามดิ้นรนเท่าทีจะทำได้
“ชู่ว! เงียบก่อน” ผลตอบรับที่ได้คือรอบทุบรอยจิกเป็พัลวัน จนชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว รวบมือทั้งสองข้างไว้ หมุนให้อีกฝ่ายหันมาเผชิญหน้า
“เธอจำฉันไม่ได้หรือไง!”
“คะ?” เต็มเดือนหยุดดิ้นรน มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ ค่อยๆดันตัวออก อีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี
“คุณเป็ใคร”
“ให้ตายเถอะ เธอนี่ นอกจากจะขี้งอน ขี้กลัว ขี้ใ แล้วยังจะขี้ลืม อีกหรอเนี่ย ขนาดฉันเห็นเธอครั้งแรกยังจำได้เลย”
“เอ๊ะ คุณ!”
“จำวันที่ฉันทำลูกบอลโหม่งหัวเธอได้มั้ย ...วันแรกที่เราเจอกัน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นจ้องใบหน้าขาวใสของอีกฝ่ายที่เหมือนจะชะงักไป ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเต็มตาอีกครั้ง
“หรือว่า คุณ.. วี” เต็มเดือนนิ่งไปนิด ก่อนเอ่ยชื่ออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก
“ไม่เจอตั้งนาน โตขึ้นเยอะเลยนะ”
“คุณกลับมาั้แ่เมื่อไหร่”
“เมื่อเธอเห็นนี่ละ กลับมาฉันยังไม่ได้เจอใครสักคน ไม่คิดว่าจะได้เจอเธอเป็คนแรก”
เต็มเดือนไม่พูดอะไรแต่หันหลังจะเดินกลับไป ทำเอาชายหนุ่มรีบตามไปดักหน้าไว้แทบไม่ทัน
“เป็อะไรไป เธอเคยบอกว่าฉันเป็เพื่อนคนเดียวที่เธอมี ฉันก็นึกว่าเธอจะดีใจที่เจอฉันเสียอีก”
“ถ้าเป็เมื่อก่อนคงใช่”
“ทำไม หรือตอนนี้มีเพื่อนเยอะ ฉันเลยไม่สำคัญแล้ว”
ปาณปวีร์พูดแล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา เป็สายตาที่คล้ายกำลังตัดพ้อต่อว่า แต่แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่หล่อนจะเมินสายตาไป แต่นั่นก็ทำให้ใจเขาหล่นวูบอย่างประหลาด ชายหนุ่มขยับจะพูดต่อ หากก็มีเสียงทักมาจากด้านหลัง
“นายวี”
“อ้าว พี่ภูมิ สวัสดีครับ” ปาณปวีร์หันไปทักทายพี่ชาย
“ทำไมรีบกลับมานัก พี่บอกแล้วนี่ ว่าจะไปรับที่สนามบิน นี่พอไปถึงทุกคนงงเป็ไก่ตาแตกกันหมดตอนที่นายส่งข้อความมาว่าถึงบ้านแล้ว”
“ผมไม่ได้กลับบ้านมาตั้งสิบกว่าปี ก็อยากรู้นี่ครับว่าที่นี่เปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง อยากลองดูด้วยว่าจะยังจำทางกลับบ้านได้หรือเปล่า”
“น่าจะหลงซะให้เข็ด” พี่ชายแกล้งว่า “แล้วนี่ทำอะไรอยู่”
“ก็กำลังคุยกับ... อ้าว” ปาณปวีร์ร้องเสียงหลง เมื่อหันกลับไปอีกทีหญิงสาวที่คุยกันอยู่เมื่อครู่ก็หายวับไปเรียบร้อย
“คุยกับใคร”
“เดือน หลานคุณโฉมไงฮะ คุยกันอยู่เมื่อกี้ แต่ตอนนี้...” ปาณปวีร์ยักไหล่ ตามองเลยไปยังบ้านสองชั้นสีขาวที่อยู่เยื้องกันไป
“หายไปซะแล้ว”
“อ้อ ” ภูมิภาสตอบรับ ไม่ได้สนใจจะซักอะไรต่อ
“เข้าบ้านกันดีกว่า พ่อแม่พี่น้องรอนายกันอยู่เต็มไปหมด” ว่าแล้วก็เดินโอบคอน้องชายเข้าบ้านไป ปาณปวีร์เองก็เดินตามพี่ชายพลางคุยเล่าเื่ที่อยู่อังกฤษไม่ขาดปาก แต่ก่อนจะพ้นเข้ารั้วบ้านชายหนุ่มยังไม่วายหันมองทางบ้านไม้สองชั้นหลังนั้นอีกครั้งก่อนที่ประตูรั้วจะปิดลง
เต็มเดือนกลับเข้ามาในบ้าน เข้าห้องเก็บของซึ่งเธอใช้เป็ที่ซุกหัวนอน จัดการเปลี่ยนชุดจากชุดนักศึกษาออกเป็เสื้อยืดกางเกงขาสามส่วนธรรมดา เข้าไปล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่นสักหน่อย ก่อนออกมาเปิดกระเป่าเป้ใบย่อมใส่ของที่จำเป็สำหรับค้าง 1 คืนลงไป ใจก็หวนนึกถึงชายหนุ่มที่พึ่งได้เจอกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
‘คุณวี’
...ไม่กี่เดือนหลังจากที่ เด็กหญิงเต็มเดือนถูกทิ้งให้อยู่กับผู้เป็ป้าอย่างเป็การถาวร หลังจากที่ครอบครัวของผู้เป็ป้าล้มละลายอย่างสมบูรณ์ เด็กหญิงตัวน้อยก็กลายเป็หนูก้นครัวเต็มขั้น
วันหนึ่งหลังจากที่เด็กหญิงเต็มเดือนกลับจากโรงเรียน เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็มาทำหน้าที่อย่างทุกวันเริ่มจากล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน และขณะที่เธอลากถุงขยะใบย่อมๆไปวางไว้ที่ทิ้งขยะของหมู่บ้านนั้น ลูกบอลกลมๆก็ลอยมาจากไหนสักแห่งกระแทกเข้าหัวเธอจังๆ จนเด็กหญิงล้มลง
‘เธอ เจ็บมั้ย’ เสียงเล็กๆลอยมา ก่อนที่เ้าของเสียงจะวิ่งเข้ามาหา ก้มลงหยิบลูกบอลขึ้นมาถือไว้ พลางเอียงหน้ามองอีกฝ่ายที่ค่อยๆลุกขึ้นปัดแข้งปัดขาตัวเอง
‘เธอหัวแข็งดีนะ’
‘เจ็บ’ เด็กหญิงลูบคลำหัวตรงที่ถูกลูกบอลโหม่งไปเต็มๆ ทำท่าจะหันหลังเดินกลับไป
‘เธอนี่แปลกนะ ไม่ร้องไห้ด้วย ปกติพวกผู้หญิงขี้แยจะตาย’ เด็กชายวิ่งมาดักหน้าดักหลังไว้อย่างสนใจ
‘เราไม่ขี้แย’
‘เราก็ว่างั้นแหละ’ เด็กชายว่าพลางยิ้มให้อย่างเป็มิตร ‘เธอชื่ออะไรหรอ’
‘เราชื่อเดือน’
‘เดือน ..เราชื่อวี มาเล่นด้วยกันมั้ย’
‘เราเตะบอลไม่เป็’
‘ไม่เตะบอลก็ได้ ไปเล่นอย่างอื่นกัน’
‘ไม่ได้หรอก เราออกมานาน เดี๋ยวคุณป้าว่า’ ว่าแล้วก็ออกเดินไป เด็กชายจึงเดินตามก่อนถามอย่างสงสัย
‘ไปขอป้าออกมาเล่นไม่ได้หรอ’
‘ไม่ได้ คุณป้าไม่ชอบให้เดือนออกมาเล่น’
‘ถ้าไม่เล่นแล้วทำอะไร’
‘ล้างจาน ซักผ้า กวาดบ้าน มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ ถ้าทำไม่เสร็จ เดี๋ยวโดนตี’ เด็กหญิงหยุดเดินเมื่อถึงหน้าบ้าน ก่อนหันมาบอกอย่างจริงจัง
‘ทำไมป้าเธอดุจัง’ เด็กชายว่าพลางนิ่วหน้า
‘งั้นเดือนก็ไม่ได้ออกมาเล่นกับเพื่อนเลยหรอ’
‘เราไม่มีเพื่อน’ เด็กหญิงว่าพลางส่ายหน้า
‘เราไง มาเป็เพื่อนกันเถอะ’เด็กชายพูดอย่างกระตือรือร้นก่อนจะชี้นิ้วไปทางบ้านอีกหลังที่อยู่เยื้องกัน แต่หลังใหญ่กว่ามาก
‘บ้านเราอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง พรุ่งนี้มาเจอกันนะ มาตรงนี้ เราจะพาไปเล่นที่บ้าน’
‘พรุ่งนี้หรอ...’ เด็กหญิงเอ่ยอย่างสองจิตสองใจ กลัวถูกดุก็กลัว แต่ถึงอย่างไรด้วยความเป็เด็กก็ยังมีความคิดที่จะเล่นสนุกกับเพื่อนวัยเดียวกันอยู่วันยังค่ำ
‘ช่าย อย่าลืมนะเดือน มานะ’ เด็กชายว่าก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในรั้วบ้านหลังใหญ่ที่เขาชี้ให้ดูเมื่อครู่
หลังจากนั้นผ่านไปเป็ปีทั้งคู่ก็ได้กลายมาเป็เพื่อนกัน กิจวัตรของเต็มเดือนคือ เมื่อทำงานทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ทั้งคู่จะพากันไปเล่นที่สวนสาธารณะบ้าง ที่บ้านของเด็กชายบ้าง ซึ่งเด็กหญิงก็ได้รับการต้อนรับจากคนในบ้านเป็อย่างดี วันนี้ก็เช่นกัน เต็มเดือนลัดเลาะออกจากบ้านมาทางพุ่มไม้ริมรั้ว
‘นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว’
‘รอให้คุณป้าออกจากบ้านก่อน’ เด็กหญิงว่าพลางส่งเสียง จุ๊ๆ ในลำคอ อีกฝ่ายพยักหน้ารับตามอย่างจริงจัง
‘ตรงนี้เป็ทางลับหรอ’ เด็กชายว่าพลางชะโงกหน้าไปมองอย่างสนใจ
‘ใช่’
‘ไว้พาเรามาทางนี้บ้างสิ’
‘ได้สิ’ เต็มเดือนยิ้มให้อย่างเป็มิตร ก่อนจะวิ่งตามเด็กชายปาณปวีร์ที่วิ่งนำไปทางคฤหาสถ์สีขาวที่คุ้นเคย
‘วันนี้แม่ทำขนมไว้ให้เยอะแยะเลย บอกให้ชวนเดือนมากินด้วย’
‘คุณแม่ใจดีจัง’
‘แล้วแม่เดือนไปไหนละ ทำไมต้องอยู่กับป้าใจร้ายด้วย’
‘พ่อกับแม่ทิ้งเรา ไปอยู่ด้วยกันบนนู้น’ เด็กหญิงว่าพลางชี้ขึ้นไป้า เด็กชายมองตามพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย
‘อยู่ชั้นสองหรอ ก็ขึ้นบันไดไปหาสิ’
‘ไม่ใช่สักหน่อย’ เด็กหญิงว่าพลางถอนหายใจ ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
‘บน์’
‘อ้อ ก็คิดถึงแย่เลย’
‘คิดถึง เหงาด้วย’
‘เราอยู่ด้วย ไม่เหงาหรอก’
‘หรอ’
‘อืม จะอยู่เป็เพื่อนกันไปจนแก่เหมือนคุณตากับคุณยายเลย’
‘สัญญานะ’
‘อือ...’