ตอนที่ 2 เกิดใหม่ (1)
“มู่ชิว มู่ชิว!”
ซ่งจื่อเฉินลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงด้วยความใ รู้สึกเพียงเสื้อผ้าด้านหลังเปียกเหงื่อจนชุ่ม ความเ็ปจากมีดที่แทงลงบนหัวใจและความโล่งโปร่งยังไม่จางหาย ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าทำให้รู้สึกสับสนราวกับเป็ความฝัน
เขามั่นใจว่านั่นไม่ใช่ความฝัน และยังจำรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง คนที่เขาเรียกว่าพี่ใหญ่มายี่สิบเจ็ดปีหักหลังเขาอย่างไรหลังจากขึ้นครองราชย์ คนที่เขารังเกียจและทอดทิ้งมากว่าสิบปีปกป้องเขาอย่างไรด้วยร่างกายที่อ่อนแอนั้น เขาถึงขนาดยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำว่าระหว่างพวกเรามีเื่เข้าใจผิดมากเพียงใด คนผู้นั้นก็ได้หมดลมหายใจในอ้อมอกของเขาเพราะยาพิษที่เขาเคยมอบให้ด้วยตัวเองแล้ว เขาเห็นกับตาว่าคนผู้นั้นกระอักเืไม่หยุด แต่ปากกลับพึมพำว่าไม่เสียใจ ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มโล่งสบาย
ซ่งจื่อเฉินเอามือขยำตรงหน้าอก หายใจหอบแรงหลายครั้ง เื่ราวในอดีตราวกับปรากฏตรงหน้า เหมือนไม่ใช่ความฝัน ถ้าเช่นนั้นตอนนี้คืออะไร
“ท่านอ๋อง เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนอันคุ้นเคยของคนผู้นั้นดังมาจากด้านนอก ซ่งจื่อเฉินสะดุ้ง รู้สึกเพียงว่าความใและดีใจในอกกำลังจะะเิออก ทันใดนั้นคล้ายควบคุมตัวเองไม่ได้ “มู่ชิว เ้า เ้าเป็อย่างไรบ้าง!”
“ท่านอ๋อง...” ประตูถูกเปิดออกเบาๆ ซ่งจื่อเฉินมองร่างที่คุ้นเคยค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องแล้วคุกเข่าลง ในใจรู้สึกเ็ปและรุ่มร้อนเป็ระลอก เขาเดินโซเซไปข้างหน้า แต่ทันใดนั้นกลับเกิดความลังเล “มู่ชิว..ใช่เ้าหรือไม่”
“ท่านอ๋องละเมอหรือพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวถามเสียงเบาด้วยความเป็ห่วง คล้ายคิดจะยกมือไปแตะหน้าผากเขาเพื่อวัดอุณหภูมิ ทว่ายื่นมือออกไปได้ครึ่งทางก็ชักกลับแล้วอยู่ในท่าคุกเข่าด้วยความเคารพตามเดิม เอ่ยตอบ “กระหม่อมมิกล้าประมาทอีก ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกแน่นอน ท่านอ๋อง เชิญพักผ่อนให้สบายใจเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“มู่ชิว...”
ซ่งจื่อเฉินถูกท่าทีนอบน้อมของเขาทิ่มแทงหัวใจจนรู้สึกหวาดหวั่น ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเวลานี้คือยามใด เป็ปีที่เขาอายุสิบแปดปี พระชายาตั้งครรภ์ครบอายุ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีมือสังหารลอบเข้ามาในจวนอ๋องกลางดึก พระชายาใกระทบกระเทือนเด็กในครรภ์ คลอดยากจนตกเืตายในคืนนั้น เขาโมโหที่หัวหน้าองครักษ์จวนอ๋องในเวลานั้นอย่างมู่ชิวบกพร่องต่อหน้าที่ ทั้งยังด่าทออย่างรุนแรง นับั้แ่ตอนนั้นช่องว่างระหว่างเขากับมู่ชิวก็เริ่มกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะเติมเต็มในท้ายที่สุด
“ลุกขึ้น มา ไม่ต้องคุกเข่า พื้นเย็น” อยู่ๆ ซ่งจื่อเฉินก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เขาแค่ดึงคนตรงหน้าขึ้นจากพื้นในสภาพกึ่งบังคับ กุมมือของอีกฝ่ายไว้ แต่กลับถูกความเย็นทำให้หนาวสั่น
มู่ชิวรีบถอยออกไปครึ่งก้าว แต่กลับไม่กล้าขัดขืนเขา เม้มริมฝีปากเล็กน้อยมองคนตรงหน้า “ท่านอ๋อง กลางดึกน้ำค้างลงหนัก ระวังจะไม่สบายพ่ะย่ะค่ะ...”
“เ้าไม่หนาวรึ” ซ่งจื่อเฉินจูงเขามาที่เตียง เพิ่มแรงที่มือเล็กน้อยเพื่อดึงเขาให้นั่งลง “เ้าเฝ้าอยู่ข้างนอกทุกคืนเลยหรือ”
มู่ชิวได้ฟังก็ก้มหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเช่นเคย “กระหม่อม มิกล้าประมาท”
“พอแล้ว ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น...”
ซ่งจื่อเฉินมองเขาที่ดูเกร็ง ในหัวมักปรากฏภาพรอยยิ้มสบายใจบนใบหน้าซีดเซียวอย่างมิอาจควบคุม ในใจอดรู้สึกเ็ปไม่ได้ “ตั้งหลายวันแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ไม่จำเป็ต้องระแวดระวังตลอดเวลาอีก มา นอนลงพักผ่อนสักหน่อย”
“ท่านอ๋อง” ดวงตาของมู่ชิวฉายแววใทำอะไรไม่ถูก รีบลุกขึ้นกล่าวอย่างเจียมตัว “กระหม่อมมิกล้า”
“เื่พระชายาข้าไม่โทษเ้า ข้าไม่ควรโมโหใส่เ้า”
ซ่งจื่อเฉินถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นดึงเขาเข้ามาในอ้อมอก กอดร่างผอมบางที่หนาวเย็นไว้แน่นเล็กน้อย “ข้าไม่ดีเอง...มู่ชิว อย่าโกรธข้าเลยนะ”
ลมหายใจของมู่ชิวเชื่องช้าลง คนตรงหน้านี้ไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้มาหลายปีแล้ว บางทีตอนนั้นที่เป็เพื่อนเรียนหนังสือ พวกเขายังเคยสนิทสนมกันเช่นนี้ ทว่าผ่านมาหลายปีแล้ว สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงเกินกว่าจะคาดเดา ความใกล้ชิดและอ่อนโยนเช่นในตอนนั้นได้หายไปนานแล้ว การกระทำที่มาอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้เขาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
“มา นั่งสิ” ซ่งจื่อเฉินพาเขากลับไปนั่งที่เตียง จุดตะเกียงให้สว่างขึ้นอีกหน่อย ถึงได้รู้สึกว่าเหมือนสีหน้าของเขาจะยังคงซีดเซียวมากทีเดียว เข้ามาในห้องนานเพียงนี้แล้วกลับยังไม่ค่อยดีขึ้น ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รู้สึกหนักใจอย่างมิอาจควบคุม มือที่จับมู่ชิวก็แน่นขึ้นเล็กน้อย “วันนี้ วันที่เท่าไรแล้ว”
มู่ชิวนิ่งอึ้งไป ก่อนจะรีบตอบเขา “วันนี้...วันที่เก้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามคาด...” ซ่งจื่อเฉินรู้สึกขุ่นเคืองใจ วันที่พระชายาประสูติยากเป็วันที่ห้าเดือนอ้าย แต่ไหนแต่ไรมาเมืองหลวงสงบสุข จวนอ๋องของเขาก็ไม่ได้มีใครหมายตา เหตุใดคืนนั้นถึงมีมือสังหารลอบเข้าจวนมาตอนกลางดึก เวลาเดียวกับที่พิษในตัวมู่ชิวกำเริบอย่างพอดิบพอดี ราวกับจงใจมาข่มขวัญนายของจวน สร้างความโกลาหลยกใหญ่แล้วก็แยกย้ายอย่างนั้นหรือ ตอนนั้นเขากำลังโมโหไม่ทันได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่ามู่ชิวจงใจประมาทเพราะไม่พอใจ อีกทั้งยังโมโหใส่มู่ชิวไปมากพอสมควร “เมื่อวันที่ห้าเ้าได้กินยาถอนพิษหรือยัง”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ...” มู่ชิวเม้มริมฝีปากอย่างร้อนตัว ลังเลอยู่สักพักถึงตอบ “ยาหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“กินหมดแล้วรึ แล้วเหตุใดถึงไม่มาเอาที่ข้า!”
ซ่งจื่อเฉินพูดด้วยความร้อนใจ พิษที่อยู่ในตัวมู่ชิวจำเป็ต้องกินยาระงับไว้ทุกสามเดือน หากชักช้าจะทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง คิดดูแล้ววันนั้นก็เป็เพราะพิษกำเริบมู่ชิวถึงมาอารักขาไม่ทัน เขาไม่สังเกตเห็นแม้แต่นิดเดียว “เ้านั่งเฉยๆ อย่าขยับ ข้าจะไปเอามาให้เ้า ไว้ลองคิดหาทางดูว่าจะกำจัดพิษนี้ให้สิ้นซากได้หรือไม่...”
มู่ชิวได้ฟังก็ตะลึงไปเล็กน้อย ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาขานรับพลางมองคนตรงหน้าหยิบขวดยาจากลิ้นชักลับออกมาแล้วยัดใส่มือเขา “ท่านอ๋องหมายถึงถอนพิษหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนั้นข้าไม่ประสีประสาถึงให้เ้ากินของแบบนั้นลงไป”
ซ่งจื่อเฉินคุยกับมู่ชิวอยู่สักพัก ในใจพอประมาณการได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าเป็เื่จริงหรือภาพลวงตา หลังจากที่เขาปลิดชีพตัวเองลงข้างกายมู่ชิว เขาแน่ใจว่าตัวเองได้ย้อนกลับมาตอนอายุสิบแปดปี ใจหนึ่งก็รู้สึกโชคดีอย่างบอกไม่ถูก แอบคิดว่าต่อให้เป็ความฝันก็ขอตื่นช้าสักหน่อย ใจหนึ่งก็อดกลุ้มใจไม่ได้ หากย้อนเวลาขึ้นไปอีกหน่อย กลับไปตอนที่พวกเขาสองคนพบกันครั้งแรกคงจะดีไม่น้อย หากย้อนกลับไปวันนั้นได้ เขาจะไม่มีทางให้คนผู้นั้นกินยานั่นลงไป...