เริ่มเขียนวันที่ 23 กันยายน 2566
นิยายเื่นี้ เป็ภาคต่อของเื่ เสนาบดีเ้าจะหนีไปไหน ภาคนี้เป็การผจญภัยในแดนเซียนค่ะอยากฟินสุดๆ แบบไม่ค้างคาเชิญอ่านเื่ เสนาบดีเ้าจะหนีไปไหน ก่อนนะคะ
เวลาผ่านไปอีกร้อยปี มีเซียนคนหนึ่งเดินทางผ่านเขตูเาไฟซึ่งเคยเป็เมืองหลวงซินหยางในอดีตกาลเขายืนอยู่บนกระบี่กำลังบินผ่านูเาไฟ พลัน! เขาก็หยุดชะงักกลางอากาศ“หือ?”
เขารู้สึกถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ผิดแผกไปเขาจึงร่อนกระบี่ลงไปในเขตูเาไฟนั้นหมอกพิษทำให้เขาต้องรีบล้วงเอาโอสถแก้พิษออกมากินไปเม็ดหนึ่ง จากนั้นก็ร่อนกระบี่ไปตามกลิ่นอายที่ผิดแผกนั้นเขาร่อนกระบี่บินวนไปรอบๆ เขตูเาไฟนั้นสองสามรอบแล้วก็หยุดตรงปากปล่องูเาไฟลูกหนึ่งเขาร่อนกระบี่เข้าไปในปากปล่องูเาไฟลูกนั้นไอร้อนทำให้เขารู้สึกร้อนจนแทบมอดไหม้เลยทีเดียว เขาจึงรีบล้วงเอาโอสถเหมันต์ออกมาแล้วรีบกินลงไปเมื่อโอสถเหมันต์เข้าไปในลำคอก็ค่อยๆ แผ่ไอเย็นออกมาทำให้รอบๆตัวเขาไม่ร้อนระอุอีกต่อไป
เขาร่อนกระบี่ลงไปในปล่องูเาไฟต่อค่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ กลิ่นอายที่ผิดแผกนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ “ในนี้ต้องมีของวิเศษแน่”
เขามองหาของวิเศษที่แผ่กลิ่นอายประหลาดนั้นจนกระทั่งเขาเห็นหินสีแดงฉานลูกหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ รอบๆหินก้อนนั้นมีเปลวเพลิงหมุนวนอยู่รอบๆหินก้อนนั้นลอยอยู่เหนือลาวาร้อนด้านล่างราวๆ สองสามเมตรทีแรกเขาแทบมองไม่ออกเลยเพราะสีของหินก้อนนั้นกับลาวาข้างล่างเหมือนกันยิ่งนักเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็เบิกตาโต “โอ! นี่ต้องเป็เพลิงปฐีแน่นอน”
“ฮ่าๆๆๆ...ข้าโชคดีจริงๆที่มาเจอเพลิงปฐีที่นี่” เซียนคนนั้นหัวเราะอย่างดีใจ เขาพุ่งไปหา ‘เพลิงปฐี’ ทันที เขาเอาถุงฟ้าดินออกมาแล้วเก็บเพลิงปฐีเข้าไปในถุงฟ้าดินแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามดูดเพลิงปฐีอย่างไรเพลิงปฐีนั้นก็ไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อนเลย ทำเขาประหลาดใจมาก “หือ?”
ถุงฟ้าดินใบนี้ของเขาเก็บธาตุได้ทุกธาตุไม่ว่าจะเป็ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง ก็เก็บได้หมด อย่าว่าแต่เพลิงปฐีแค่นี้เลยแม้แตู่เาไฟทั้งลูกก็ยังใส่เข้าไปได้ เขาจึงยื่นมือไปจับเพลิงปฐีก้อนนั้น พลัน!เขาก็เจ็บแปล๊บจนต้องรีบหดมือกลับมา “โอ๊ย!”
มือของเขาไหม้ดำไปทั้งมือเลยทีเดียวเขามองมือตัวเองแล้วมองเพลิงปฐีก้อนนั้นเขม็ง “หรือว่ามันมีจิติญญา?”
เขาสะกดข่มความเจ็บที่มือไว้ก่อนแล้วแผ่พลังออกไปโอบล้อมเพลิงปฐีก้อนนั้นพลัน! พลังของเขาก็ถูกดูดหายไป ทำเขาใมาก “หือ?”
อีกทั้งยังมีแรงดึงดูดแผ่ออกมาดูดพลังของเขาเข้าไปทำให้เขารีบถอยห่างจากเพลิงปฐีก้อนนั้นทันที เมื่อถอยห่างไปราว 20 เมตรแรงดึงดูดนั้นก็หายไป เขามองเพลิงปฐีก้อนนั้นอย่างไม่ยอมแพ้เขาจะต้องเอามันกลับไปให้ได้!
ขณะนั้นเองจิติญญาของไพลินิญญาก็ลืมตาขึ้น มันถูกพลังเซียนปลุกให้ตื่นมันมองเห็นเซียนคนหนึ่งขี่กระบี่บินวนอยู่รอบๆ ตัวมัน มันเบิกตาโตอย่างดีใจ {โอ! อาหาร!ๆ}
เซียนคนนั้นร่อนกระบี่บินวนรอบๆเพลิงปฐีก้อนนั้น พอเขาบินไปใกล้ๆ มันก็มีแรงดึงดูดออกมาดูดพลังของเขาไปอีก ทำให้เขาต้องรีบถอยห่างจากมันทันทีเขาคิดๆ หาวิธีเอามันกลับไป คิดไปคิดมาเขาก็นึกได้ว่าตัวเองมีระฆังเซียนเขาจึงเอาระฆังเซียนออกมาจากถุงฟ้าดิน จับปากระฆังเซียนไปทางเพลิงปฐีก้อนนั้นไพลินิญญารู้สึกถึงแรงดึงดูด มันจึงไม่ต่อต้าน ปล่อยให้ตัวเองลอยเข้าไปในระฆังใบนั้น
“ฮ่าๆๆๆเก็บมันได้แล้ว!” เซียนคนนั้นร้องะโอย่างดีใจแล้วรีบเก็บระฆังเซียนเข้าไปในถุงฟ้าดินจากนั้นก็รีบขี่กระบี่ออกจากปล่องูเาไฟที่ร้อนระอุเพราะฤทธิ์โอสถเหมันต์กำลังจะหมดลงแล้ว ตัวเขาเต็มไปด้วยเหงื่อจนอาภรณ์สีดำชุ่มโชกเลยทีเดียว
ไพลินิญญาก็ดูดกลืนพลังจากระฆังเซียนอย่างเอร็ดอร่อยมากมันดูดกลืนพลังอย่างตะกละตะกลาม เซียนชุดดำก็ขี่กระบี่ออกจากเขตูเาไฟแล้วมุ่งหน้ากลับแดนเซียนไปเขาอยากรีบกลับบ้านไปหลอมเพลิงปฐีก้อนนี้เต็มแก่ หากหลอมสำเร็จขั้นพลังของเขาย่อมทะลวงสูงขึ้นไปอีกแน่นอน
ในขณะเดียวกันไพลินิญญาก็ดูดกลืนพลังจากระฆังเซียนไปเรื่อยๆจนกระทั่งระฆังเซียนหายไป มันเลียริมฝีปากแล้วมองไปรอบๆ ตัวมันเห็นอาวุธเซียนหลายชิ้นมันจึงตรงไปหาอาวุธเซียนเ่าั้แล้วดูดกลืนพลังเข้าไปอย่างตะกละตะกลามมันโชคดีแล้ว! ฮ่าๆๆๆ...
เซียนชุดดำไม่รู้เลยว่าของวิเศษในถุงฟ้าดินของตัวเองกำลังถูกดูดกลืนไปทีละอย่าง...ทีละอย่างหากเขารู้ แน่นอนว่าเขาต้องหาทางยับยั้งอย่างสุดกำลัง
ไพลินิญญาดูดกลืนพลังเซียนจากอาวุธเซียนในถุงฟ้าดินไปเรื่อยๆั้แ่กระบี่เซียน ดาบเซียน หอกเซียน...เรียกว่ามันดูดกลืนพลังเซียนจากอาวุธทุกอย่างในถุงฟ้าดินจนหมดเกลี้ยงเลยทีเดียวกว่ามันจะดูดกลืนจนหมด เซียนชุดดำคนนั้นก็ร่อนกระบี่เข้าสู่แดนเซียนแล้ว
แดนเซียนนี้เป็โลกที่เชื่อมต่อกับโลกมนุษย์มีพลังอาคมขวางกั้นไม่ให้มนุษย์ธรรมดาเข้ามาได้ซึ่งมนุษย์ธรรมดาทั่วไปจะมองไม่เห็นแดนเซียนมีเพียงมนุษย์ที่ฝึกฝนจนเกิดพลังเซียนแล้วถึงจะสามารถมองเห็นแดนเซียนได้
่เวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมาไพลินิญญาดูดกลืนพลังเพลิงจากูเาไฟเข้าไปไม่น้อยทำให้มันเกือบจะตื่นขึ้นมาได้หากปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นไปอีกสักสี่ห้าปีมันก็คงตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แต่เพราะพลังเซียนของเซียนชุดดำปลุกให้มันตื่นก่อนเวลา และตื่นขึ้นมาอย่างระแวดระวังเพราะพลังของเซียนผู้นี้มีกลิ่นอายชั่วร้ายแฝงอยู่ กลิ่นอายแห่งความโลภกลิ่นอายประเภทนี้หากใครมีอยู่ในตัวก็จะทำให้คนผู้นั้นเป็คนที่มีนิสัยโลภโมโทสันเกิดความคิดชั่วร้ายได้ง่ายมาก
ไพลินิญญารู้สึกว่าเซียนคนนี้มีความคิดชั่วร้ายกับมันดังนั้นมันจึงยอมให้ดูดเข้าไปในระฆังเซียน แล้วมันก็ดูดกลืนพลังจากระฆังเซียนมาเป็ของมันเองในเมื่อคิดร้ายกับมัน มันก็ไม่จำเป็ต้องเกรงใจอะไรอีก หึๆๆๆ
มันดูดกลืนพลังอาวุธทุกอย่างในถุงฟ้าดินหมดแล้วมันจึงดูดกลืนพลังจากถุงฟ้าดินต่อ ถุงฟ้าดินถูกดูดกลืนพลังก็ค่อยๆจางหายไปทีละน้อย...ทีละน้อย จนกระทั่งถุงฟ้าดินหายไปทั้งใบ ลูกแสงสีแดงฉานก็ตกลงไปเบื้องล่างโดยที่เซียนชุดดำไม่ทันสังเกตเห็นเขายังคงขี่กระบี่มุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำเซียนของเขาอย่างดีอกดีใจ
ลูกแสงสีแดงฉานตกลงไปในป่าทึบเบื้องล่างลอยละลิ่วลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพุ่งผ่านยอดไม้ลงไป ตกลงไปในทะเลสาบ เมื่อลูกแสงสีแดงฉานัักับน้ำในทะเลสาบก็ทำให้น้ำบริเวณนั้นเดือดพล่านขึ้นมาทันทีฝูงปลาที่อยู่บริเวณนั้นรู้สึกถึงภยันตรายก็รีบแหวกว่ายหนีไปอย่างเร็วรี่ ลูกแสงสีแดงฉานตกลึกลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงพื้นทรายใต้ทะเลสาบ มันก็หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำรอบๆ เดือดพล่านปุดๆไอร้อนแผ่กระจายออกไป คล้ายกับโยนแท่งเหล็กร้อนๆ ลงในน้ำนั่นแหละ
สักพักใหญ่ไอร้อนก็ค่อยๆคลายไป ลูกแสงสีแดงก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงฉานเป็สีส้ม สีเหลืองแล้วก็กลายเป็สีฟ้าคราม จากนั้นก็กลับเป็สีน้ำเงินดังเดิม
ไพลินิญญารู้สึกว่าในน้ำนี้มีพลังฟ้าดินไม่น้อยเลยมันจึงดูดพลังฟ้าดินจากในน้ำเข้าไป าแของเฉินมู่อิ๋งหายไปนานแล้ว เพียงแต่พลังฟ้าดินในร่างยังมีน้อยเกินไปยังไม่ก่อเกิดเป็กระดูกเซียนไพลินิญญาจึงพยายามดูดพลังิญญาทุกอย่างเข้าไปเพื่อแปรเปลี่ยนกระดูกของเ้านายมันให้เป็กระดูกเซียน
มันดูดพลังฟ้าดินจากในน้ำเข้าไปเรื่อยๆทำให้น้ำในทะเลสาบค่อยๆ เหือดแห้งลงไปทีละนิด...ทีละนิด
เซียนชุดดำขี่กระบี่ถึงถ้ำเซียนตัวเองก็ร่อนลงหน้าถ้ำแล้วเก็บกระบี่ใส่ถุงฟ้าดินแต่พอคลำที่เอวตัวเองกลับไม่เจอถุงฟ้าดิน ทำให้เขาคลำไปรอบๆ เอวตัวเองเลยทีเดียว “หือ?ถุงฟ้าดินของข้าล่ะ?”
เขาคลำจนทั่วแต่ก็ไม่เจอถุงฟ้าดินสีหน้าเขาพลันเปลี่ยนไป “หรือว่าข้าทำตก?”
เขาคิดๆ แล้วใช้พลังโลหิตของตัวเองที่เชื่อมต่อกับถุงฟ้าดินค้นหาแต่ก็ไม่เจอแรงตอบสนองอะไรเลย ต่อให้ทำตกไว้ที่ไหนอย่างน้อยก็จะรู้สึกถึงแรงตอบสนองจากถุงฟ้าดินได้จางๆแต่นี่เหมือนกับถุงฟ้าดินของเขาถูกคนอื่นลบพลังโลหิตออกไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น “หรือว่าข้าทำตกไว้แล้วมีคนเก็บได้จากนั้นมันก็ลบพลังโลหิตของข้าออกไปงั้นรึ! บัดซบ!”
เขารีบขี่กระบี่ย้อนกลับไปตามทางเดินมาบินผ่านมาทันทีสายตากวาดมองหาเซียนคนอื่นๆ ในเส้นทางนั้นคนที่ลบพลังโลหิตบนถุงฟ้าดินของเขาได้ย่อมมีขั้นพลังเทียบเท่ากับเขาหรือไม่ก็สูงกว่าหากเป็คนที่มีขั้นพลังต่ำกว่าย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอนเขามองหาไปอย่างระมัดระวังตัวยิ่งนัก เพราะหากคนๆ นั้นมีขั้นพลังสูงกว่า การจะปรี่เข้าไปทวงถุงฟ้าดินคืนย่อมเป็การรนหาที่ตายให้ตัวเองแน่แท้
เขาย้อนกลับไปจนกระทั่งถึงูเาไฟจุดที่เขาเจอเพลิงปฐีเขาวนๆ หาถุงฟ้าดินของตัวเอง วนหาหลายรอบแล้วก็ไม่เจอจึงย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมเขาขี่กระบี่ไปอย่างเชื่องช้า ตาก็กวาดมองไปทั่วๆ หวังจะเจอถุงฟ้าดินของตัวเองตกอยู่ที่ไหนสักแห่ง
แต่จนกระทั่งเขากลับถึงถ้ำเซียนก็ยังไม่เจอถุงฟ้าดินของตัวเองเลยนี่ทำให้เขาถึงกับกัดฟันกรอดๆ เลยทีเดียวในถุงฟ้าดินของเขามีอาวุธเซียนที่เขาเก็บสะสมไว้ตั้งมากมายอาวุธเ่าั้เขาไปเก็บมาจากตามสนามรบบ้าง แย่งชิงมาจากคนที่อ่อนแอกว่าของพวกนั้นถือเป็สมบัติของเขาแต่บัดนี้เขาสูญเสียสมบัติทั้งหมดไปจะไม่ให้โมโหได้อย่างไรอีกทั้งในนั้นยังมีเพลิงปฐีที่เขาเก็บมาด้วย เพลิงปฐีนี้เป็ของล้ำค่า นานๆทีถึงจะเจอสักก้อน หากเอาไปประมูลขายต้องได้หินปราณฟ้าดินไม่น้อยแน่นอน
เขาโมโหจนใช้กระบี่ฟาดฟันต้นไม้รอบๆถ้ำเซียนอย่างหาที่ระบายอารมณ์ หากไม่ได้ระบายออกไปเขาคงโมโหจนกระอักเืแน่ต้นไม้รอบๆ ถ้ำเซียนล้มครืนๆ ไปหลายต้นเขาถึงได้หยุดมือแล้วนั่งลงอย่างเหนื่อยหอบจากนั้นก็เดินเข้าถ้ำเซียนไป
ณ ใต้ทะเลสาบ ไพลินิญญาก็ดูดกลืนพลังฟ้าดินจากในน้ำเข้าไปเรื่อยๆยิ่งมันดูดเข้าไปมากเท่าไหร่ ร่างกายเ้านายมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากกระดูกมนุษย์ธรรมดาเป็กระดูกเซียนมันเฝ้ามองนางอย่างมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ กระดูกของนางค่อยๆเปลี่ยนเป็กระดูกเซียนทีละนิด...ทีละนิด เริ่มจากกระดูกนิ้วโป้งเท้าทั้งสองข้างตามด้วยนิ้วชี้เท้าทั้งสองข้าง นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยจากนั้นก็ไล่ขึ้นมาทีละข้อกระดูก มันเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของเ้านายไปเรื่อยๆ
ใบหน้านางไม่ขาวซีดอีกแล้วแต่กำลังเปล่งปลั่งผิวเป็สีขาวอมชมพูตลอดเวลาที่ผ่านมารูปร่างหน้าตาของนางยังคงเหมือนกับตอนก่อนาเ็ไม่มีผิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยสักนิด เพราะว่านางอยู่ในลูกแสงสีน้ำเงินที่กาลเวลาไม่อาจผ่านเข้าไปได้จึงทำให้รูปร่างของนางเหมือนกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ไม่ได้เติบโตไปตามกาลเวลา
วันเวลาค่อยๆผ่านไป เหนือทะเลสาบมีเซียนขี่กระบี่บินผ่านไปมาเป็ครั้งคราวบ้างมาคนเดียว บ้างมาเป็กลุ่ม ทุกคนล้วนผ่านไปตามปกติไม่ได้เอะใจสงสัยเลยว่าใต้ทะเลสาบมีของวิเศษบางอย่างอยู่
น้ำในทะเลสาบค่อยๆเหือดแห้งไปทีละน้อย...ทีละน้อย หากไม่สังเกตมากนักก็มองไม่เห็นความแตกต่างนี้เลยคนก็คงจะคิดกันว่าที่น้ำลดลงเป็เพราะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลนั่นเอง
เวลาผ่านไปราว 10ปี นับั้แ่ที่ลูกแสงไพลินิญญาตกลงไปในทะเลสาบน้ำในทะเลสาบหายไปถึง 2 ส่วน 3 เลยทีเดียว ความผิดปกตินี้ทำให้เซียนหลายคนมาดูที่ทะเลสาบเพื่อหาสาเหตุแต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็หาสาเหตุไม่เจอจึงได้จากไป
คืนหนึ่ง ในขณะที่ท้องฟ้ามืดมิดมีเพียงแสงดาว เฉินมู่อิ๋งที่หลับใหลมานานพลันลืมตาขึ้นกระดูกทั้งร่างของนางกลายเป็กระดูกเซียนเกือบทั้งหมด ยกเว้นกระดูกหน้าผาก ปกติแล้วเซียนทั่วๆไป จะเปลี่ยนกระดูกสันหลังในร่างกลายเป็กระดูกเซียนได้เท่านั้น เมื่อกระดูกสันหลังทุกข้อกลายเป็กระดูกเซียนก็จะมีพลังขั้นสูงสุดของเซียนแต่กระดูกของเฉินมู่อิ๋งกลับต่างจากเซียนคนอื่นๆ มันกลายเป็กระดูกเซียนั้แ่นิ้วโป้งเท้าทั้งสองข้างแล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นไปจนถึงกระดูกกะโหลกศีรษะไพลินิญญาดีใจยิ่งนักที่เ้านายของมันลืมตาตื่นเสียที {เ้านายๆเ้าตื่นแล้ว!}
“หือ?”เฉินมู่อิ๋งส่งเสียงคำหนึ่งอย่างงุนงง ได้ยินเสียงไพลินิญญาในหัวก็ถามว่า “ข้าหลับไปนานเท่าไหร่?”
{เ้าหลับไปประมาณ230 กว่าปีแล้ว} ไพลินิญญาตอบ เฉินมู่อิ๋งเบิกตาโต “เ้าหลอกข้าแล้ว!”
{จริงๆ เ้าหลับไป230 กว่าปีจริงๆ ข้าจะหลอกเ้าทำไมล่ะ} ไพลินิญญาบอกเฉินมู่อิ๋งแย้ง “จะเป็ไปได้อย่างไร?”
{หึ! เ้าจำได้หรือไม่? ตอนนั้นเ้าาเ็หนักเจียนตายเหลือแค่ลมหายใจสุดท้าย ข้าพยายามช่วยเ้าถึงได้สละร่างตัวเองปกป้องเ้าเอาไว้ไม่เช่นนั้นป่านนี้เ้าก็ตายไปแล้ว} ไพลินิญญาบอกคล้ายกับทวงบุญคุณเฉินมู่อิ๋งไม่สนใจมันนัก นางก้มมองร่างกายตัวเองที่ปรากฎทรวดทรงองค์เอวของสตรีอาภรณ์ยังมีคราบเืเปื้อนอยู่ คราบเืยังดูสดใหม่ นางจึงส่ายหน้า “เ้าหลอกข้าหากข้าหลับไป 230 กว่าปีจริงๆ คราบเืพวกนี้จะยังสดเช่นนี้ได้อย่างไร”
{ข้าไม่ได้หลอกเ้านะหากเ้าไม่เชื่อก็มองออกไปข้างนอกซิ} ไพลินิญญาบอกเฉินมู่อิ๋งมองออกไป นางเห็นม่านแสงสีน้ำเงินล้อมรอบตัวเองอยู่เบื้องนอกม่านแสงสีน้ำเงินเป็ความดำมืด ในความดำมืดนั้นมีบางอย่างเคลื่อนไหวคล้ายระลอกน้ำกระเพื่อมไปมา“ข้าอยู่ที่ไหน?”
{อยู่ใต้ทะเลสาบในแดนเซียน}ไพลินิญญาบอก เฉินมู่อิ๋งเลิกคิ้ว “แดนเซียน?”
{เมื่อ 10กว่าปีก่อนมีเซียนคนหนึ่งพาข้ามาถึงแดนเซียนแล้วข้าก็ตกลงมาในทะเลสาบแห่งนี้ข้าใช้พลังของข้าดูดกลืนพลังฟ้าดินแล้วส่งต่อให้เ้าหลอมร่างกายจนกลายเป็เซียนไม่เช่นนั้นป่านนี้เ้าตายไปแล้ว} ไพลินิญญาบอกเฉินมู่อิ๋งงงๆ “หลอมร่างกาย? เป็เซียน?”
{เ้าตื่นมาก็ดีแล้วข้าจะได้พักเสียที ข้าเหนื่อยเหลือเกิน} ไพลินิญญาบอกแล้วมันก็หลับไปทันทีมันฝืนทนมาตั้งนานเพียงเพื่อรอให้เ้านายตื่นขึ้นมาแล้วจะได้บอกเื่ราวคร่าวๆให้นางรับรู้เสียก่อน เมื่อนางตื่นแล้วและมันก็ได้บอกเื่ราวที่ควรจะบอกมันจึงไม่ต้องฝืนอีกต่อไปแล้ว
“เฮ้!ๆ ไพลินิญญาๆ” เฉินมู่อิ๋งเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบในหัวของนางแม้แต่น้อยนางจึงมองไปรอบๆ อย่างพิจารณา ลักษณะของด้านนอกนั้นบ่งบอกว่าอยู่ในน้ำนางจึงคิดจะขึ้นจากน้ำ พลัน! ลูกแสงสีน้ำเงินก็ลอยขึ้นทันทีทำให้นางเบิกตาโตอย่างใ “โอ้!”
ลูกแสงสีน้ำเงินลอยขึ้นไปขณะเดียวกันนางก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างของลูกแสงสีน้ำเงินนั้นที่เชื่อมกับนางราวกับว่าพลังนี้เป็เหมือนกับแขนขาของนางเอง นางอยากไปทางซ้ายมันก็ไปทางซ้ายนางอยากไปทางขวามันก็ไปทางขวา นางให้มันลอยขึ้นไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งโผล่พ้นน้ำ นางมองความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างอึ้งๆหากไม่ใช่เพราะในชีวิตนี้นางเห็นความอัศจรรย์มามากเกรงว่านี่คงทำให้นางใตายแล้วแน่นอนั้แ่เล็กๆ นางก็เจอเื่อัศจรรย์พันลึกมาไม่น้อยเลยไม่ว่าจะเป็ผู้เฝ้ามองคนนั้นที่เปรียบเสมือนอาจารย์คนแรกของนางอาจารย์กู่เสียนฟางที่เป็เทพ อาจารย์เฟยเทียนที่เป็มาร แล้วก็พี่สาวัแล้วยังมียมทูต เฮยอู๋ฉาง ไป๋อู๋ฉาง เหยียนหลัวหวาง
นางมองเห็นแสงวิบวับเป็ละอองเล็กๆอยู่รอบๆ ตัว แสงนั้นนางไม่รู้ว่ามันคืออะไรหากไพลินิญญาตื่นอยู่มันคงตอบนางแล้วว่า ‘นั่นคือพลังฟ้าดิน’แต่นี่มันหลับไปแล้วนางจึงไม่รู้คำตอบทั้งในบริเวณนี้ก็มีเพียงนางคนเดียวกับผืนน้ำแล้วก็ผืนฟ้า ต้นไม้ไกลๆที่ดูเป็ผืนป่าผืนหนึ่งนางรู้สึกว่าแสงวิบวับนั้นสวยงามดีนางจึงยื่นมือออกไปนอกลูกแสงสีน้ำเงินนางคิดอยากจับแสงวิบวับนั้น พลัน!นางก็รู้สึกว่าตัวนางมีพลังดึงดูดชนิดหนึ่งที่ดูดแสงนั้นมารวมกันอยู่บนมือนางแสงนั้นให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างแปลกประหลาด มันหายเข้าไปในมือนางนางมองอย่างงงๆ “หือ?”
นางดูดแสงเ่าั้เข้ามาอีกแล้วมันก็หายเข้าไปในมือนางอีกครั้ง นางสงสัยจึงลุกขึ้นยืนอยู่ในลูกแสงสีน้ำเงินนั้นยื่นมือออกไปทั้งสองข้าง เท้าเหยียบยืนตั้งท่าให้มั่นคง แล้วลองดูดแสงวิบวับเข้ามาอีกคราวนี้แสงวิบวับนั้นพุ่งมารวมตัวกันที่มือทั้งสองข้างของนางแล้วหายไปในฝ่ามือทั้งสองข้างความสงสัยใคร่รู้ทำให้นางลองดูดแสงวิบวับอีกครั้งคราวนี้แสงวิบวับเ่าั้พุ่งมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วหายไปบนฝ่ามือทั้งสองข้างของนางนางรู้สึกถึงความเย็นสบายไหลจากฝ่ามือ ไปที่แขน ไหล่ แล้วไหลไปรวมกันที่ท้องจากนั้นก็แผ่ไปตามร่างกายของนางเป็ความรู้สึกสบายราวกับอยู่กลางปุยเมฆอย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกนี้ทำให้นางหลับตาลงแล้วดูดแสงวิบวับเ่าั้เข้ามาอีกเพราะนางหลับตาลงจึงไม่เห็นว่าแสงวิบวับเ่าั้พุ่งมาเป็สายเหมือนลมพายุโหมกระหน่ำเข้าสู่มือและเท้าของนาง แม้แต่ทวารทั้ง 7 ก็ดูดแสงวิบวับเหล่านี้เข้าไปเช่นกันหากเซียนทั้งหลายได้มาเห็นภาพนี้คงตกตะลึงปากอ้าตาค้างแน่นอนเพราะการจะดูดพลังฟ้าดินเข้าไปในร่างกายได้ช่างยากเย็นยิ่งนัก เซียนระดับสูงที่ฝึกฝนมานานยังไม่อาจดูดพลังฟ้าดินได้อย่างนางเลยพวกเขาดูดกลืนผ่านทางจมูก ปาก เท่านั้น
เฉินมู่อิ๋งไม่รู้ว่าตัวเองดูดพลังฟ้าดินอยู่นานเพียงใดนางไม่รู้ว่าเืเนื้อในร่างกายนางเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างแทบทุกอนุในร่างล้วนกลายเป็เซียนทั้งหมดยกเว้นกระดูกหน้าผากที่ยังไม่เปลี่ยนเป็กระดูกเซียนเสียที
ตอนที่เฉินมู่อิ๋งลืมตาขึ้น นางก็ใยิ่งนัก เพราะว่าทะเลสาบแห้งเหือดไปหมดแล้วต้นไม้ที่เห็นอยู่ไกลๆเ่าั้ก็กลายเป็ต้นไม้แห้งมีแต่กิ่งก้านราวกับต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงอย่างไรอย่างนั้นนางไม่รู้ว่ามันเป็เช่นนี้อยู่ก่อนแล้วหรือไม่ ก็น่าจะเป็เช่นนี้อยู่แล้วนั่นแหละ
นางไม่ค่อยรู้เื่เกี่ยวกับเซียนมากนักคนที่พอจะตอบคำถามของนางได้เท่าที่นางคิดออกในตอนนี้ก็คืออาจารย์เฟยเทียนนางหยิบหยกที่อาจารย์เฟยเทียนเคยให้ไว้ออกมาจากแหวนคุนเฉียนนางมองม่านแสงสีน้ำเงินที่อยู่รอบๆ ตัว เพียงแค่คิดเก็บ แสงเ่าั้ก็หายไปทันทีทำให้ตัวนางร่วงหล่นลงไปทันที “เหวอ---”
โคร้ม! นางตกลงไปบนพื้นทรายก้นทะเลสาบที่เหือดแห้งแห่งนั้น นางยันตัวลุกขึ้นมาปัดๆ อาภรณ์ แล้วลองกางม่านแสงสีน้ำเงิน ม่านแสงสีน้ำเงินก็พลันโอบล้อมรอบตัวนางอีกครั้ง“โอ๋?”
นางคิดเก็บ ม่านแสงสีน้ำเงินก็หายไปทันทีนางตาวาวอย่างดีใจ จากนั้นก็บีบหยกในมือจนแตก ใต้เท้าพลันมีวงแหวนอาคมเกิดขึ้นมีแสงพุ่งขึ้นมา นางหลับตาลง จนกระทั่งได้ยินเสียงดังแว่ว “หือ?”
เฉินมู่อิ๋งลืมตาขึ้นเห็นอาจารย์เฟยเทียนอยู่ตรงหน้า เฟยเทียนก็มองเฉินมู่อิ๋งเช่นกัน นางมองอย่างอึ้งๆแล้วขมวดคิ้วคิดๆ
“เ้าคือนังหนูมู่อิ๋ง?”นางถามอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะเวลาก็ผ่านไป 200 กว่าปีแล้วนังหนูมู่อิ๋งเป็มนุษย์ก็น่าจะตายไปนานแล้วนี่นา
“อาจารย์”เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะ เฟยเทียนลุกจากโต๊ะหิน เดินเข้าไปหาสตรีที่มีใบหน้าเหมือนนังหนูเฉินมู่อิ๋งศิษย์คนที่ 2 ของนางที่นางเคยรับเป็ศิษย์เมื่อ 200 กว่าปีก่อน นางจับคางเด็กสาวนางนั้นแล้วพึมพำ“หรือว่าจะเป็หลานของนังหนู?”
“อาจารย์ข้าคือเฉินมู่อิ๋งเ้าค่ะ” เฉินมู่อิ๋งบอก เฟยเทียนตกตะลึง “เป็ไปได้อย่างไร?จากตอนนั้นมันก็ผ่านมา 200 กว่าปีแล้วนะ”
“ข้าก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเ้าค่ะรู้แต่ว่าไพลินิญญาช่วยข้าให้กลายเป็เซียนเ้าค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบเฟยเทียนเบิกตาโต “เซียน!?”
“อาจารย์กู่ล่ะเ้าคะ?”เฉินมู่อิ๋งถาม เฟยเทียนตอบ “ลงเขาไปซื้อของในเมืองน่ะ”
“อ่อ”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับรู้ เฟยเทียนจับมือเฉินมู่อิ๋งแล้วแผ่พลังมารเข้าไปตรวจดูนางตรวจอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าร่างกายของเฉินมู่อิ๋งเปลี่ยนเป็เซียนแล้วจริงๆไม่ใช่ร่างมนุษย์อ่อนแออีกต่อไปอีกทั้งร่างกายนี้ยังเปลี่ยนเป็เซียนเกือบทั้งหมดยกเว้นกระดูกหน้าผากที่ยังคงเป็กระดูกมนุษย์อยู่นางปล่อยมือแล้วบอกว่า “ดูเหมือนเ้าจะได้โชควาสนาบางอย่างทำให้ร่างกายเ้ากลายเป็เซียนเกือบทั้งหมดไหน เ้าลองใช้พลังของตัวเองทำให้ก้อนหินนั่นลอยขึ้นซิ”
“เ้าค่ะ”เฉินมู่อิ๋งมองก้อนหินที่อาจารย์ชี้แล้วชี้นิ้วไปพลันมีพลังสายหนึ่งพุ่งออกจากปลายนิ้วเข้าใส่หินก้อนนั้น ตู้ม!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ