9
-จู่ๆก็ต้องเข้าสังคมซะอย่างนั้นแหละครับ-
“หมาน้อยย หมาน้อยเสร็จหรือยัง” เสียงเรียกดังขึ้นจากหน้าห้องทำให้ผมต้องรีบใส่เสื้อให้เรียบร้อยแล้วออกไปเปิดประตู สบเข้ากับผู้ชายสองคนที่อีกคนยืนหน้าบูดสนิทผิดกับอีกคนที่ทำหน้ามีความสุขตลอดเวลา ช่างต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหวจริงๆเลยน้า
“โยชิ วันนี้วันหยุดของนาย” เกวนพูดเสียงขุ่นมัว หลังจากถูกเพื่อนลากออกมาจากห้องแล้วบังคับให้แต่งตัวเตรียมออกไปข้างนอกทั้งที่วันนี้เป็วันหยุดที่นานๆจะมีสักครั้ง
“ของนายด้วย ดังนั้นจะไม่ดีกว่าเหรอที่ให้ไรเซลออกไปเที่ยวหรือเข้าสังคมบ้าง ใจคอจะปล่อยให้หมาน้อยต้องนั่งหน้าหงอยอยู่ในบ้านอย่างเดียวเลยเหรอ?” ชายหนุ่มจับไหล่ให้ผมเผชิญหน้ากับเกวน
“...ห้ามก่อเื่” สุดท้ายเกวนก็ยอมแพ้ง่ายเลยล่ะ
“เย้ เกวน เอารถออกเร็วเข้า” โยชิเข้าไปกอดคอเพื่อนอย่างลืมไปแล้วว่าเป็ลูกน้อง แล้วยังเอามืออีกข้างมากอดคอให้ผมไปร่วมวงด้วยแบบงงๆ
ดูเหมือนว่าโยชิจะอยากให้ผมลองเดินเล่นข้างนอกบ้างล่ะ ก็หลังจากหมกตัวอยู่แต่ในบ้านร่วมเดือน แถมถูกสั่งห้ามเข้าใกล้บ้านใหญ่อีก ่แรกออเดรย์ก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก
แถมโยชิจะตีเนียนไม่บอกใครอีกต่างหากว่าจะออกไปไหน
รถที่นั่งคราวนี้เป็รถคันเล็กกว่าปกตินิดหน่อย...เขาเรียกว่าโฟร์กเต่าหรือเปล่านะ? สีน้ำตาลอ่อนกับสีครีม มันดูน่ารักผิดกับอีกคันที่ผมเคยนั่งเลยล่ะ
“ขึ้นรถ” เกวนที่กลายเป็สารถีจำเป็บ่นเบาๆในลำคอ
“ได้คุณชายใหญ่มาขับรถให้นี่เป็บุญแท้” โยชิพาตัวเองไปนั่งข้างคนขับอย่างไว ท่าทางดี๊ด๊าเหมือนเด็กๆ
“นายควรหัดขับั้แ่ตอนเข้ามหา’ลัย”
“ไม่เอาน่า ฉันได้ใบขับขี่แล้วก็จริงแต่ไม่มีเงินซื้อรถเลย เอารถนายขับเกิดมีรอยสงสัยฉันโดนขังลืม”
รถเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ช้าๆ ก่อนแล่นเข้าถนนเพื่อมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง
หน้าต่างภายนอกเผยให้เห็นถนนสองข้างทางที่มีบ้านเรือนตั้งเรียงราย ถือว่าบางตากว่าในเมืองหลายสิบเท่า คงเพราะที่นี่เป็เขตส่วนในสุดอันมีแต่ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้นถึงจะอาศัยในเขตนี้ได้ แต่ตระกูลของเกวนที่ดินกว้างขวางขนาดนั้น ...ผมไม่แปลกใจแล้วล่ะ ถึงจะดูเงียบสงบ แต่ผมพอรู้มาว่าการคุ้มกันที่นี่จากเขตอื่นๆถือว่าสูงมาก
เสียงพูดคุยหยอกล้อของพวกคนนั่งหน้าทำให้ผมนึกแปลกใจอีกครั้ง...พวกเขาสนิทกันจังเลยน้า แต่ดีแล้วล่ะครับ ผมนั่งอยู่ด้านหลังเงียบๆจะดีกว่า
พูดถึงเพื่อนสนิท อย่าคิดว่าผมไม่เคยเข้าสังคมเลยนะครับ
แต่ก็อย่างที่เคยบอกไป แค่เอาตัวรอดไปวันๆก็ปวดหัวน่าดูแล้ว
แถมเ้านายหลายคนก็ไม่พอใจหากสัตว์เลี้ยงจะสนิทสนมกันเอง ยกเว้น่ผสมพันธุ์หรือพวกเขามีเวลามากพอที่จะมองหาพรรคพวกในการทำผลประโยชน์ร่วมกัน ตอนนั้นแหละที่พวกเราจะมีเวลาทักทายกันบ้าง แต่ใช่ว่าจะเป็มิตรกันทุกคน
เพราะสังคมที่พวกผมอยู่ เป็สิ่งที่เรียกว่า ‘ต่อสู้เพื่อแลกเงิน’
เมื่อนานมากแค่ไหนไม่รู้แล้วล่ะ ผมได้รู้จักกับเสือที่อายุห่างกันไม่เท่าไหร่ พวกเราดูจะมีความชอบเหมือนๆ กันคือชอบการต่อสู้...อันที่จริง ผมไม่เคยรู้จักอย่างอื่นเลยมากกว่า จนกระทั่งพวกเราต้องสู้กันเอง และเพราะตัวผมต้องชนะเท่านั้น สุดท้ายอีกฝ่ายจึงได้พ่ายแพ้ จากนั้นผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย
ก็แบบนั้นล่ะ...แค่เอาตัวรอดไปวันๆก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ผมไม่มีเวลามาสนิทสนมกับใครหรอก...
ไม่มีหรอกครับ
เมื่อผ่านด่านเข้ามาในเมืองได้แล้ว ภาพที่เห็นทำให้ผมตื่นตาตื่นใจเป็อย่างมาก อาคารสูงเสียดฟ้าหลายแห่งเบียดเสียดกันราวกับแข่งเื่ความสูง รถยนต์หลากหลายยี่ห้อแล่นไปมาเต็มไปหมดพอๆกับผู้คนที่เดินตามทาง หลายคนต่างอยู่ในชุดที่ดูทันสมัย บนพื้นทางเดินก็สะอาดไม่มีอะไรที่ดูขัดหูขัดตาเลย ยกเว้นก็แค่ไม่มีต้นไม้เลยสักต้นเท่านั้นเอง
เมืองนี้ถูกจัดเป็ระบบระเบียบมากแถมยังเต็มไปด้วยเทคโนโลยีหลายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะมันตั้งหลายปีกับการใช้ชีวิตอย่างเก็บตัวล่ะ
ผมมองรถยนต์กับเรือบอลลูนที่ลอยอยู่บนน่านฟ้าอย่างสนใจ ดูเหมือนว่าการเดินทางพวกนั้นจะเป็เื่ปกติสำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบันไปแล้ว
อา...ที่เขาเรียกว่า เมืองหลวงสินะครับ
เกวนนำรถของตนเองไปจอดในอาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็ระบบหาที่จอดรถให้อัตโนมัติ แล้วมันจะถูกนำไปเก็บในชั้นที่มีที่ว่างให้เองโดยไม่ต้องเสียเวลา
เมื่อลงจากรถเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์จัดการต่อ กลิ่นแรกที่ผมได้รับเลยคือ...หลากหลาย
มันเยอะมากจนฉุนจมูก ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นควัน และน้ำมันเครื่อง
ยิ่งมองดูผู้คนที่เดินสวนกันไปมานั่นแล้ว บางคนก็กำลังทำงานในร้านขายของต่างๆ บางคนก็กำลังจับจ่ายซื้อของ เดินเล่น หรืออาจจะแค่ผ่านทางมา
ถ้าถามว่าผมรู้สึกอะไร คงเป็...ผมอยากเดินสำรวจที่นี่มากเลยล่ะ
“ไรเซล” เสียงเรียกของเกวนทำให้ผมหันไปมอง เกือบลืมไปแล้วสิว่างานนี้ผมไม่ได้มาเที่ยวเล่นได้ตามใจ
“นายจะถอดปลอกคอออกก่อนก็ได้”
ผมอึ้งไปเล็กน้อย เอามือจับปลอกคอหนังอันใหม่ของตัวเองอย่างหวงแหน
ไม่ดีกว่าครับ นี่ของสำคัญเลยนะ
“งั้นเหรอ...” ดูเหมือนว่าเกวนก็ไม่อยากเซ้าซี้อะไร ก็แค่ถอดเสื้อนอกของตัวเองแล้วเอาให้ผมใส่ มันหลวมโพรกจนขึ้นมาถึงคอเลยล่ะ “ใส่นี่ไว้ อย่าให้คนอื่นรู้ว่านายเป็อะไร”
“เหมาะมากเลยนะ” ผมนึกสงสัยกับคำชมของโยชิมากเลย มันหลวมมากเลยนะครับ...แต่ถ้ามันเป็ของเกวนผมก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ
“นายก็กังวลเกินไปแล้ว ไหนบอกเองไงล่ะว่าเมืองนี้เริ่มดีขึ้น”
“มันต้องใช้เวลามากกว่านี้ ฉันไม่อยากมีปัญหา”
“อย่างนั้นเหรอ?”
บทสนทนาที่เข้าหูไม่ทำให้ผมสนใจได้เท่ากับร้านขายขนมหวานที่ตกแต่งด้วยสีสันที่...เป็สีรุ้งละลานตา กลิ่นเค้กอบใหม่หอมอบอวลออกมาจากนอกร้าน โดนัท ช๊อกโกแลต กลิ่นน้ำตาลด้วย
ที่นี่สวยจังเลยน้า
ดูเหมือนว่าสายตาของผมจะแสดงออกมากไปหน่อย โยชิเลยเดินมาลากมือของผมให้เข้าไปในร้าน
ลูกค้ามีแต่ผู้หญิง เมื่อพวกผมเข้าไปเลยเหมือนเป็แกะดำ แต่เชื่อสิว่าเวลาเจอของที่ชอบ สายตาแบบนั้นน่ะไม่มีผลอะไรหรอกนะ ...ยกเว้นเกวนคนนึงที่ไม่เหยียบเข้ามาในร้านเลย
“แล้วนายอยากได้อะไรเป็พิเศษอีกหรือเปล่า” โยชิพูดขณะเดินไปตามทาง
ดูเหมือนว่าบริเวณที่พวกผมอยู่จะเป็ย่านการค้าขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองล่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าที่นี่จะมีขายทุกอย่างั้แ่ขนม ของกิน ของใช้ ลามไปถึง...กลิ่นนี้มันกลิ่นเหล็กกับดินปืนใช่มั้ยนะ แต่ช่างมันเถอะ
“เสื้อผ้ากับของส่วนตัวฉันให้เรนจัดหาให้แล้ว”
“แหม นายนี่เผด็จการเหมือนเดิมเลย หมาน้อยต้องมีความชอบอะไรบ้างสิ” โยชิที่กำลังคึกเต็มที่หันมามองผม “วันนี้ฉันจะให้เดินทั่วๆ หาสิ่งที่นายชอบนะ อยากเข้าไปที่ไหนบอกเลย”
“...” จริงเหรอครับ!
เกวนถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ “วันนี้ฉันว่าง อยากทำอะไรก็ทำ”
ถึงจะพูดว่าตามใจผมก็จริง แต่ส่วนใหญ่ที่พาเข้าน่ะโยชิมากกว่า มีสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเกตเหมือนกัน ว่าโยชิกับเกวนน่ะเข้าข่ายผู้ชายหน้าตาดีที่ดึงดูดเพศเมียได้เยอะมากเลยล่ะ แอบอิจฉาหน่อยๆนะครับ แต่ผมเป็ครึ่งคนครึ่งจิ้งจอกนี่นา ไม่ใช่สองคนนั้นที่ดูจะเป็มาตรฐานนิยมของผู้หญิงทั่วไป ยิ่งการวางตัวของเกวนด้วยแล้ว เดินไปทางไหนก็มีแต่คนเหลียวมองตลอดเวลาเหมือนไฮยีน่าแอบมองเหยื่อ
“หิวแล้ว เข้าร้านอาหารกันเถอะ” โยชิพูดขึ้นหลังจากที่เดินติดต่อกันสามชั่วโมงจนเริ่มเข้าสู่ตอนเที่ยง ประกอบกับข้าวของพะรุงพรังทำให้เริ่มรู้สึกว่าต้องหาที่นั่งพักสักหน่อย
สุดท้ายจึงมาจบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ดูหรูหราคล้ายภัตตาคารระดับ 6 ดาว
“ไรเซล มาทางนี้น่า” โยชิลากผมให้ขึ้นไปชั้นสอง
เอ๋ แต่ว่า
เมื่อผมเข้าประตูมา สิ่งแรกที่เจอคือห้องโถงที่มีแคชเชียร์คอยบริการซื้อขายบัตรเข้าห้องอาหารในแต่ละชั้น แต่มีป้ายหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า ‘สำหรับสัตว์ดัดแปลงที่มีเ้าของ’ ซึ่งไปอีกทาง ได้ยินเสียงะโโหวกเหวก บ่งบอกว่าในนั้นคงมีแต่สัตว์ดัดแปลงเหมือนกันหมด
นั่นมันผมไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ใช่ว่าที่นี่เขาแยกเหรอ?
“ไม่เป็ไรหรอก อยู่ในนั้นมันแออัด” เกวนเป็คนพูดขึ้นเมื่อเห็นผมทำท่าลังเลเวลามองป้ายต้นเหตุ
เมื่อเ้านายสั่ง สุดท้ายผมเลยต้องทำตาม
ห้องอาหารที่พวกเกวนสั่งคือระดับ 6 ดาว ชั้นบนสุดที่ต้องขึ้นลิฟต์สูง 60ชั้น
ลิฟต์แก้วขนาดใหญ่เลื่อนขึ้นชั้นบนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมค่อยๆเห็นเมืองที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆจนสุดลูกหูลูกตา
ในที่สุดเสียงลิฟต์ดังขึ้น บ่งบอกว่าพวกผมถึงที่หมายแล้ว
ออกมาแล้วจะเป็ทางเดิน เมื่อเปิดประตูหลังการตรวจบัตรแล้ว กลิ่นเนื้อเป็สิ่งแรกที่รับรู้ได้
์เหรอครับ?
ห้องอาหารขนาดใหญ่สุดหรูหรา มีแต่เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงให้บรรยากาศแบบคลาสสิค กลางห้องเป็โต๊ะขนาดั์ใหญ่ซึ่งค่อยๆสูงขึ้นไปเป็ขั้นบันได มีทั้งเนื้อทุกชนิด ผลไม้ทุกฤดูกาลและผักสด พร้อมอาหารคาวหวานส่งกลิ่นหอมฟุ้งถูกจัดวางอย่างงดงามในจานแก้วส่องประกายวิบวับละลานตา รวมถึงมีบาร์ซึ่งบนชั้นมีแต่ไวท์ราคาแพงอีกด้วย
“อยากกินอะไรเป็พิเศษมั้ย?” โยชิตบไหล่ของผมขำๆเมื่อเห็นว่าผมมัวแต่มองตาค้าง “ที่นี่เป็ร้านบุปเฟ่ต์ก็จริง แต่อาหารอร่อยมากเลยนะ นายจะเข้าไปหยิบเองก็ตามสบาย”
สายตาของผมจับจ้องไปยังของที่อยากกินเป็พิเศษที่ว่าทันที
ที่นี่์ของเนื้อชัดๆเลยครับ
ดูเหมือนว่าบุฟเฟ่ต์ที่นี่จะเป็การสั่งของที่อยากทานส่งให้พนักงานจัดการใส่จานให้เรียบร้อยเอาเอง ซึ่งเกวนบอกกับพนักงานให้ด้วยว่าผมมีปัญหาเื่เส้นเสียงจึงให้จดใส่กระดาษแล้วส่งให้พวกเขาจัดหาให้แทน แถมหลายคนดูจะรู้จักกับเกวนอีกเหมือนกัน
“เอ้า ซี่โครงราดซอสที่นี่อร่อยมากเลยนะ”
ซี่โครงชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสที่รสชาติเข้ากันมากๆทำให้ผมจัดการจนหมดภายในไม่กี่นาทีเลยล่ะ
อร่อยนะ ไม่สิ ...อร่อยมากกก
จากนั้นโยชิก็ส่งจานเนื้อมาให้จานใหญ่ๆจนพุงกางกันไปข้าง เพราะที่นี่ไม่จำกัดเวลาและไม่จำกัดปริมาณที่กินด้วยล่ะนะ
วูบหนึ่งผมรู้สึกคิดว่าอยู่แบบนี้ก็ดีมากๆเลยแหละ ถัดจากที่อยู่ในบ้านของเกวนแล้วถูกป้อนข้าวป้อนน้ำจนรู้สึกว่าน้ำหนักขึ้น
หลังจากเริ่มอิ่มแล้วต่อด้วยฟาเฟ่ต์อีกถ้วย โยชิก็ชี้ให้ผมดูอะไรบางอย่าง มันเป็ถนนที่เส้นใหญ่ที่สุดของเมือง เป็เลนเดียว ซึ่งตอนนี้มีแต่คนเดินเท่านั้น
“ดูตรงนั้นนะ ทุกเดือนจะมีขบวนพาเหรดเดินรอบเมืองด้วย และมีการแจกของให้กินฟรี หยิบได้ไม่อั้น”
“ก็สมกับเป็เมืองที่บังคับจ่ายภาษี40%ไม่ใช่เหรอ?” เกวนพูดขึ้น
“ฮะๆ นั่นสินะ ฉันอยู่ที่นี่สักเดือนคงกรอบ ถ้าต้องจ่ายค่าอะไรแบบนั้นเยอะแยะ...”
“นายกินต่อเถอะ”
“...นั่นสินะ”
ผมมองทั้งคู่ที่มีท่าทีแปลกๆ แต่ก็คิดล่ะว่าโยชิคงหงอยที่ถูกเกวนดุเหมือนเด็กๆอีกตามเคยมากกว่า
ตอนนี้ผมว่าตัวเองมีปัญหาที่ต้องจัดการแล้วล่ะครับ
“อะไรเหรอ?” โยชิหันมาตามแรงสะกิดเสื้อ ผมชี้แผ่นกระดาษในมือให้ดู “ห้องน้ำ? อ๋อ นายไปตามทางเลย จะมีป้ายบอกนะ”
ขอบคุณครับที่มีทุกอย่างจริงๆ ผมรีบก้าวเท้ายาวๆเดินไปห้องน้ำโดยเร็ว
ในห้องน้ำมีผู้คนบ้างประปราย ผมรีบเข้าไปจัดการตัวเองโดยไม่รีรอ ทว่าเมื่อออกมาล้างมือข้างนอกแล้ว เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขอโทษนะครับ คุณมาจากไหนน่ะ เข้ามาผิดห้องหรือเปล่า? ที่นี่ห้องน้ำผู้ชายนะ” เสียงฟังดูกระลิ้มกระเหลี่ยจนน่าขนลุกแปลกๆเลยครับ
“?” เอ๋? ผมก็ผู้ชายนะครับ
“อ้าว ผู้ชายหรอกเหรอ น่าเสียดาย” คนพูดเอ่ยอย่างเสียดาย ตามด้วยพวกด้านหลังจะพากันแซวเพื่อนตัวเองที่มองผิดไปเสียได้ แต่ดูเหมือนว่าเ้าตัวจะไม่แยแสเท่าไหร่ “ชื่ออะไรน่ะ?”
“...” ทำไมคนพวกนี้ไม่มีมารยาทต่อลูกค้าเอาซะเลยนะ
ดูเหมือนว่าเพราะผมจะไม่ตอบสนองอะไรกลับไปเลยนอกจากมอง เลยมีคนนึงโพล่งขึ้นมาอย่างเอาเื่
“เฮ้ย ถามทำไมไม่ตอบวะไอ้นี่”
ผมถอนหายใจแทนคำตอบ “นี่คิดจะเมินกันเหรอ!” ปึง พวกนั้นตบมือลงบนเคาน์เตอร์อ่างเต็มแรงจนผมนึกเจ็บแทนเ้าตัว
ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตว่าคนพวกนี้อยู่ในชุดพนักงานของที่นี่
แย่จังเลยนะ อาหารก็อร่อยมากแท้ๆ แต่ที่ไม่ดีเลยคือคนในร้านเสียอย่างนั้น
“เฮ้ย ใจเย็นน่า เขากลัวหมดแล้ว”
ไม่ดีแน่ เกวนบอกห้ามผมทำตัวมีจุดเด่น
ผมพยายามเบี่ยวตัวหลบไปให้พ้นจากคนพวกนี้ แต่เพราะพวกเขามากันหลายคน เลยแทบหนีออกไปไม่ได้เลย
“หืม ข้าว่ามันตุกติกแล้วว่ะ ย้อมผมสีขาวแบบนี้กล้ามากนะ ไม่ใช่ว่าเป็พวกโจรลักลอบเข้ามาเหรอ ยิ่งวันก่อนมีพวกสัตว์ดัดแปลงแอบเข้ามาด้วย?”
“มานี่ดิ๊” จู่ๆมือหยาบก็กระชากเสื้อผมเต็มแรง ทำให้พวกนั้นต่างทำหน้าหรอหรา
“เฮ้ย ปลอกคอนี่หว่า”
ปลอกคอเหรอ?
ผมรีบเอาเสื้อนอกปกปิด แต่พวกนั้นกลับใช้มือมาล๊อคแขนของผมไว้
“นี่แก...เป็สัตว์กลายพันธุ์หรอกเหรอ”
หยาบคายครับ
ผมเป็สัตว์เลี้ยงที่ถูกต้องตามกฎหมายนะ
“ที่นี่เขาบอกว่าห้ามมนุษย์กลายพันธ์เข้า ไม่ได้แหกตาอ่านป้ายหรือไงวะ” ผู้ชายคนนึงพูดออกมาด้วยสายตาดูิ่ผิดกับตอนที่พูดห้ามเพื่อนตัวเองเมื่อครู่ทันที รวมถึงคนอื่นๆที่ต่างพอกันทำหน้าเหยียดใส่ราวกับกำลังมองตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจ
“มีปลอกคอแบบนี้ เ้าของแกไปไหนซะล่ะ”
ผมไม่ตอบอะไรกลับไป นั่นทำให้พวกนี้เริ่มทวีความโกรธขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุทันที
คงเพราะผมมีเ้าของ พวกเขาเลยไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนอกจากข่มขู่เท่านั้น
“อย่ามาเพ่นพ่านแถวนี้ นึกว่าตัวเองเป็ใครกันวะ”
ผมยังคงเงียบไม่ตอบโต้อะไร
ใช่ครับ...ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ทำให้เกวนเดือดร้อน
ผมคิดว่าต่อให้พวกเขาเค้นคอยังไงผมก็จะไม่บอกว่านายของผมเป็ใครหรอก
“พูดอะไรบ้างสิวะ เป็ใบ้เหรอ” มือผลักไหล่ของผมจนเซติดกับขอบเคาน์เตอร์ ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามารุมล้อมอย่างคุกคามเหมือนกำลังต้อนให้จมมุม
“ฟังนะ ถึงจะมีนโยบายห่วยแตกอย่างให้พวกแกมีสิทธิ์เท่ามนุษย์ แต่ก็จำใส่หัวไว้ด้วยว่าพวกแกเป็แค่สัตว์ ดังนั้นอย่ามาเสนอหน้าแถวที่อยู่ของมนุษย์ เจียดเงินของพวกข้าไปตั้งเยอะ หัดสำนึกเอาไว้บ้าง”
“...” ว้าว ตรงนี้มีพวกมนุษย์หวงพื้นที่เหมือนหมาเลยล่ะครับ
ผมว่าผมไม่ยุ่งน่าจะดีกว่า
ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่พอผมเบี่ยงตัวจะออกไปยังประตูก็ถูกคนที่ตัวใหญ่กระชากคอเสื้อแล้วเหวี่ยงไปติดกำแพงอีกครั้ง เสียงเอะอะดังขึ้นจากลูกค้าคนอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะพากันวิ่งหนีไป ทิ้งให้ผมอยู่กับมนุษย์...ที่ทำหน้าตาดุร้ายกว่าเสืออีก
“จะไปไหนไอ้ตัวประหลาดนี่”
ผมลูบไหล่ตัวเองเบาๆ...มนุษย์นี่ชอบใช้ความรุนแรงกันยังเลยนะ ถ้าผมเป็มนุษย์คงกระดูกเคล็ดแน่ๆ ทำร้ายคนแก่แบบนี้ไม่ดีเลยนะ
“เฮ้ย เฝ้าประตูไว้” ผู้ชายอีกคนหันไปสั่งพวกที่มาด้วยกัน
“คงต้องสั่งสอนมันก่อนแล้วมั้ง?”
“เฮ้ย แล้วถ้าเ้าของมาล่ะวะ” คนในกลุ่มพวกนั้นพูดขึ้นเหมือนนึกขึ้นได้ ทำเอาคนอื่นๆเริ่มคิดได้ว่าที่นี่มีแต่พวกคนรวยมีเงินและฐานะทางสังคมไม่ธรรมดากันทั้งนั้น
“ช่างแม่งสิ ก็บอกไปเลยว่ามันทำความเดือดร้อนให้พวกพนักงานอย่างเรา...ก็แค่สัตว์ดัดแปลง เอาขึ้นมาถึงนี่ได้ไม่คิดเหรอว่าเ้าของของมันก็ทำผิดกฏเหมือนกัน จบงานนี้ก็รีดไถเ้าของของมันด้วยเลยล่ะกัน”
ผมมองพวกเขาที่พูดบางอย่างออกมาแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนาน แต่ผมไม่ขำด้วยเลยนะครับ...
ผมว่าผมกำลังโกรธล่ะ
ตัวผมจะยังไงก็ได้นะครับ แต่ถ้าทำให้เ้านายของผมเดือดร้อน ผมก็จะไม่เอาไว้เหมือนกัน