ขณะที่สงสารเขาเมื่อคิดว่าตนเองกำลังแบกรับป้ายสินค้าของคนผู้นี้ ฉีเมี่ยวก็รู้สึกเศร้าใจไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“ไม่เป็ไร เื่นี้เ้าอย่าไปพูดข้างนอก”ไป๋ซีอวิ๋นพิงหมอนนิ่มอย่างเหนื่อยล้า พูดเสียงแหบแห้ง “ข้ามีปัญหาเช่นนี้ั้แ่เด็กออกไปข้างนอกน้อยครั้งคนที่ติดต่อนอกจากคนไม่กี่ตระกูลที่คบกับท่านพ่อมาหลายชั่วคนที่เหลือก็ไม่มีการติดต่อโดยไม่จำเป็ พวกเขากับข้าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์เหตุใดต้องทำร้ายข้า”
“ท่านหมายความว่า นี่เป็ไปได้มากที่จะเป็การกระทำของคนในครอบครัว?” เมื่อนึกถึงสีหน้าท่าทางราวกับศัตรูของเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินฉีเมี่ยวรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้มาก “ยาที่หมอสั่งให้นั้นข้าว่าท่านไม่ต้องกินก่อนดีกว่าเดี๋ยวข้าเขียนใบสั่งยามาปรับสภาพให้ท่าน”
ไป๋ซีอวิ๋นยอมรับโดยปริยาย
อย่างไรเสียเขารู้ว่าตนเองยังมีอายุขัยอีกสี่ปีครึ่งคงไม่ตายยามนี้ อีกทั้งผู้ใดจะยืนยันได้ว่าท่านหมอโจวที่รักษาเขามาโดยตลอดเชื่อถือได้หรือไม่
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มเยาะในใจเมื่อนึกถึงตรงนี้ดีมากเพิ่งเริ่มต้นก็ค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากความรู้ความเข้าใจในชาติก่อนโดยสิ้นเชิงแล้วนี่ยิ่งน่าสนใจไม่ใช่หรือ
ฉีเมี่ยวเปลี่ยนมาสวมเสื้อกั๊กยาวคอป้ายสีชมพูอ่อนแต่งดอกไม้เรียบๆคู่กับกระโปรงเกาะอกสีเหลืองอ่อน รวบผมยาวลวกๆ ใช้ปิ่นหยกปักให้แน่น คิดชั่วครู่ก็เลือกสร้อยคาดผมไข่มุกออกจากกล่องเครื่องแป้งมาสวมเรียบหรูไม่สูญเสียความล้ำค่า ไม่ถูกคนกุมจุดอ่อนเพราะแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ
นางไม่มีคนที่จะใช้การเพราะสาวใช้สินเดิมทั้งสองไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้คนเก่าแก่ในลานบ้านก็ฟังคำสั่งแล้วเอื่อยเฉื่อยอย่างยิ่ง
ฉีเมี่ยวมได้โกรธเคืองเพียงเดินตรงไปที่ห้องครัวเล็ก
เพราะไป๋ซีอวิ๋นล้มป่วยมานานเรือนชิ่นหยวนจึงสร้างห้องครัวขนาดเล็กเพื่อความสะดวกโดยเฉพาะ อย่างไรพวกคนรับใช้ก็ไม่กล้าละเลยซื่อจื่อดังนั้นวัตถุดิบในห้องครัวจึงสดใหม่
ฉีเมี่ยวตัดสินใจเตรียมโจ๊กผักให้เขา
ใส่น้ำแกงใสและข้าวจิงหมี่[1]ในหม้อดินจากนั้นตีไข่ไก่ให้เข้ากันเทลงไป ใส่ปวยเล้ง แตงกวาหั่นฝอย หูหลัวปัว[2]หั่นฝอยเติมเกลือเพียงเล็กน้อย
แม้ฝีมือการทำอาหารของนางไม่ถึงขั้นดีมากแต่ยังพอถูไถไปได้เตรียมอาหารทั่วไปก็ไม่ใช่เื่ยาก เพียงแต่เตาไฟที่นี่ต้องเพิ่มลดฟืนด้วยตนเองการเตรียมโจ๊กนี้ยังค่อนข้างวุ่นวายอยู่บ้าง
โชคดีที่สุดท้ายไม่นับว่าล้มเหลว
เมื่อยกหม้อดินมือของนางถูกลวกจนแดงไปหมด แต่แช่น้ำเย็นสักหน่อยไม่นานก็ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม
นางลังเลนิดหน่อย
ในเมื่อเืของนางมีความสามารถในการรักษาเช่นนั้นจะรักษาโรคของไป๋ซีอวิ๋น ถอนพิษให้เขาได้หรือไม่
วางโจ๊กผักไว้ให้เย็นนางเหลียวมองรอบด้านอยากทำการทดลอง สุดท้ายก็พบปลาหลีฮื้อเป็ๆ
ช้อนปลาออกมากดไว้บนเขียงด้วยผ้ารอง ใช้มีดทำครัวกรีดปากแผลยาวประมาณหนึ่งนิ้วบนหลังของมันใช้อ่างครอบมันไว้จะได้ไม่ะโมั่วซั่วลงพื้น จากนั้นล้างมีดให้สะอาดกรีดนิ้วมือ
หยดเืสองสามหยดาแบนนิ้วมือก็หายสนิท
าแของปลาไม่มีเืไหลอีกวางไว้ประมาณหนึ่งก้านธูป[3]าแยาวหนึ่งนิ้วนั้นก็หายไป
ปล่อยปลาที่ขาดอากาศกลับเข้าไปในอ่างฉีเมี่ยวตัดสินใจกรีดตนเองอีกครั้ง
นางผสมเืสองหยดลงในโจ๊กผัก
แม้ไม่รู้ผลลัพธ์แต่ไม่ถึงขนาดกินเืสองหยดก็ตายกระมัง? อย่างไรเสียแม้ไม่รักษาไป๋ซีอวิ๋นก็ต้องตาย
เมื่อคิดเช่นนี้นางจึงสงบขึ้นมาก แล้วกลับห้องไปดูแลไป๋ซีอวิ๋นกินโจ๊ก
แต่ไหนแต่ไรความอยากอาหารของเขาย่ำแย่แต่เพราะฉีเมี่ยวจัดเตรียมกับมือ เขาไหนเลยจะแข็งใจปฏิเสธเมื่อเข้าปากกลับรู้สึกว่าโจ๊กผักรสอ่อนและหอมหวนกระตุ้นประสาทรับรสที่ด้านชาไปนานแล้วเพราะกินยารสขมมากเกินไปของเขาขึ้นมาเป็ครั้งแรกในเวลานานที่รู้สึกว่ามีบางอย่างอร่อย
เขากินโจ๊กทั้งชามฉีเมี่ยวกลับไม่ป้อนเขาอีก “กินมากเกินไปในคราวเดียวไม่ได้อย่างไรเสียพวกนี้ล้วนเป็ของท่าน คราวหลังค่อยๆ กินก็ได้เดี๋ยวข้าต้องไปยกน้ำชาให้พ่อสามีกับแม่สามี ยังต้องไปคำนับเหล่าไท่จวิน ท่านพักผ่อนดีๆชั่วครู่ ยาเดิมข้าไม่กล้าให้ท่านใช้ ไว้ค่อยหาทางออกไปซื้อสมุนไพรแล้วข้าจะต้มยาให้ท่านเอง”
ไป๋ซีอวิ๋นนอนอย่างเหนื่อยล้าแม้ร่างกายไม่สบายแต่ไม่รู้เพราะมีอะไรรองท้องหรือไม่ในที่สุดความรู้สึกปวดเมื่อยบ่อยครั้งตามร่างกายและความรู้สึกอ่อนเพลียในอวัยวะภายในก็ลดลงอย่างมากยามนี้มีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย
เขาจะไม่ให้นางไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นตามลำพังเด็ดขาด
“เ้าอย่าเพิ่งไป” ดึงมือของนางให้นางก้มตัวลงเล็กน้อย “ข้ามีเื่บอกเ้า”
“เื่อะไรหรือ” ฉีเมี่ยวเข้าใกล้เขา
ไป๋ซีอวิ๋นลดเสียง“สาวใช้ประจำตัวของเ้าน่าจะมีคนหนึ่งชื่อว่าปี้ย่วนกระมัง? แม้นางเป็สาวใช้ประจำตัวของเ้า แต่จงรักภักดียิ่งนัก เ้าไปเรียกนางมาให้นางช่วยข้าทำเื่บางอย่าง”
ฉีเมี่ยวมองเขาอย่างแปลกใจคนผู้นี้ใกล้ป่วยตายแล้ว ยังรู้ว่าคนข้างกายนางเป็ผู้ใดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ตัวนางเองเพราะสอบถามถึงรู้ว่ามีปี้ย่วนหลังจากนอนหลับสืบทอดความทรงจำถึงมั่นใจว่ามีคนชื่อนี้
เพียงแต่เมื่อก่อนที่สกุลฉีปี้ย่วนกับนางไม่ได้สนิทสนมกันนัก
“เอาเถอะ”ฉีเมี่ยวไม่อยากขัดขวางความตั้งใจของท่านซื่อจื่อซ้ำยังอยากเห็นว่าเขาจะทำอะไรกันแน่ นางจึงออกไปตามหาคน
เจอปี้ย่วนที่กำลังถอนวัชพืชในลานหลัง
“คุณหนู? ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” ปี้ย่วนลุกขึ้นยืน ปัดดินบนมือทิ้ง
“ผู้ใดให้เ้าถอนหญ้าที่นี่”
“หมัวมัวผู้ดูแลเ้าค่ะ”เห็นฉีเมี่ยวเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ไม่ได้รับใช้เ้านายให้ดีปี้ย่วนจึงก้มหน้าอย่างละอายใจอยู่บ้างแต่ไม่กล้าอ้าปากพูดขอโทษ
ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มสั่งปี้ย่วนล้างมือกลับห้องหลัก
ไม่นานปี้ย่วนเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดเข้ามา ทำความเคารพไป๋ซีอวิ๋นที่นอนอยู่บนเตียงป๋าปู้
ไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่ยืดเยื้อพูดสั้นๆ ได้ใจความ “ปี้ย่วนบัดนี้ข้างกายเ้านายของเ้ามีเพียงเ้าผู้เดียวที่ใช้การได้ข้าสั่งให้เ้าไปนอกจวนช่วยข้าหาคนผู้หนึ่ง เ้าทำได้หรือไม่”
ปี้ย่วนมองฉีเมี่ยวข้างๆเห็นฉีเมี่ยวพยักหน้า นางถึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เชิญซื่อจื่อสั่ง”
ขณะที่ไป๋ซีอวิ๋นสั่งปี้ย่วนฉีเมี่ยวก็หลบออกมา
นางกับซื่อจื่อไม่ค่อยคุ้นเคยกันคิดว่าเขาไม่มีคนที่ใช้การได้ถึงต้องใช้สาวใช้ของนางไม่แน่ว่าสั่งเื่บางอย่างที่ไม่อยากให้คนรู้
ฉีเมี่ยวไปห้องปีกที่มีไว้เพื่อต้มยาโดยเฉพาะในห้องครัวเล็กแกะห่อยาที่ไป๋ซีอวิ๋นใช้ตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าสมุนไพรบางอย่างไม่เหมาะกับร่างกายที่อ่อนแอไม่อาจบำรุงในยามนี้ไม่รู้ว่าหมอที่รักษาเขาไม่เข้าใจจริงๆ หรือวินิจฉัยโรคผิดพลาด
“ฮูหยิน” ปี้ย่วนที่ทางเดินพูดว่า “ซื่อจื่อเชิญท่านกลับไป เดี๋ยวบ่าวจะไปทำธุระก่อน”
“รู้แล้ว”
กำชับปี้ย่วนเดินทางระมัดระวังแล้วก็กลับห้องนอน
เมื่อเข้ามาในห้องด้านในไม่รอให้เอ่ยปาก ไป๋ซีอวิ๋นพูดอย่างเคร่งขรึม “มานี่สิ”
เมื่อครู่ยังดีๆอยู่เลย เหตุใดไม่พอใจขึ้นมากะทันหัน
ฉีเมี่ยวคิดว่าตนเองไม่โต้แย้งจะดีที่สุดจะได้ไม่ทำให้คนโกรธจนตาย จึงเม้มปากไปยืนนิ่งข้างเตียง
“นั่ง!”
นั่งบนเก้าอี้สี่เหลี่ยมบุแพรข้างเตียงอย่างลังเล
นางหวาดกลัวเขาเพียงนั้นไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกหงุดหงิดจนตบขอบเตียง “นั่งไกลเพียงนั้นเห็นข้ากินเ้าได้หรือ!”
เสียสติกระมังคนผู้นี้...
ลุกขึ้นอย่างจนปัญญาจากนั้นนั่งลงข้างเตียง กลับถูกไป๋ซีอวิ๋นโอบเอวดึงเข้าในอ้อมแขน
“ท่านซื่อจื่อ ท่าน...”
“เหตุใดจึงหลบเลี่ยง” กอดนางไว้ในอ้อมแขนไป๋ซีอวิ๋นใช้กำลังทั้งร่างกายแล้ว โชคดีที่เขานั่งพิงหมอนสี่เหลี่ยมมิฉะนั้นไม่รู้ว่าจะโอบกอดนางล้มลงด้วยกันหรือไม่
เห็นเขาหอบหายใจอ่อนแอฉีเมี่ยวก็ไม่อยากดิ้นรนอีก จะได้ไม่ทำร้ายเขา เพียงเกร็งร่างกายต่อต้านเงียบๆ “ซื่อจื่อจะสั่งธุระปี้ย่วน ข้าไม่สะดวกฟัง แน่นอนว่าต้องออกไป”
ไป๋ซีอวิ๋นโกรธจนหัวเราะออกมา
“เ้าเป็ภรรยาที่ข้าตบแต่งตามธรรมเนียม มีเหตุผลอะไรที่ข้าพูดคุยกับสาวใช้แล้วต้องให้ฮูหยินของข้าหลบเลี่ยง?” มือที่ผอมจนเห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนของไป๋ซีอวิ๋นจับไหล่ของนางให้นางมองเขา “เมี่ยวเอ๋อร์ เ้ากับข้าเป็สามีภรรยา เป็คนคนเดียวกันทุกอย่างของข้าเป็ของเ้า เ้าเข้าใจหรือไม่”
ฉีเมี่ยวมองเขาอย่างแปลกใจนึกไม่ถึงว่าคนโบราณผู้หนึ่งจะพูดเช่นนี้กับนาง
สายตาของเขาจริงจังมุ่งมั่นแม้หน้าตายังซีดเซียวเนื่องจากอาการป่วย บรรยากาศอึมครึมทำให้นางหวาดกลัวแต่ระยะใกล้เช่นนี้นางเพิ่งพบว่าที่จริงเขามีดวงตาที่งดงามอ่อนโยนยิ่งนักในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย แต่กลับสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณ
มีเพียงทำให้เขาโกรธถึงมองเห็นระลอกคลื่น
ฉีเมี่ยวรู้สึกะเืใจ“ข้า...”
“เ้าไม่เต็มใจ?” ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วกอดนางไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง
ยามที่ิญญาของเขาเร่ร่อนมีกี่ครั้งเห็นนางนั่งตามลำพังใต้ตะเกียงหลั่งน้ำตาอย่างน้อยใจกี่ครั้งเห็นนางถูกไป๋ซีมู่ข่มเหงกับตา เขาล้วนอยากทำเช่นนี้
บัดนี้เขาพูดแล้วมีคนได้ยินเขาทำธุระเพื่อนางได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้นางอดหลับอดนอนหลังจากการตายของเขา
“เมี่ยวเอ๋อร์” เขากระซิบข้างหูนาง “ข้าให้ปี้ย่วนออกนอกจวนไปหอจวี้เสียนช่วยข้าตามสหายมา”
“หอจวี้เสียน?” ในความทรงจำของของฉีเมี่ยวหอจวี้เสียนเป็ภัตตาคารที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง ด้วยวิธีบริหารพิเศษทำให้บางครั้งพวกสตรีสูงศักดิ์ในเมืองก็เลือกรวมตัวกันที่นี่
อีกทั้งตามข่าวลือเ้าของเื้ัหอจวี้เสียนคือเ้าของร้านแลกเงินอิ๋น
“ใช่ ข้ามีเงินบางส่วนอยู่ทางเขา ให้เขานำมาให้เ้าเก็บรักษา อีกทั้งข้าขอให้เขาช่วยซื้อสาวใช้ที่เหมาะสมไม่กี่คนเข้ามา”
“อา?”
“เด็กโง่ ในเมื่อคนที่พวกเขาจัดหาให้เชื่อใจไม่ได้ พวกเราซื้อเองไม่ได้หรือ”
นี่คือคนร่ำรวยเอาแต่ใจในตำนานหรือ
เขาเป็คนป่วยเรื้อรังเอาเงินมาจากที่ใด!
ไป๋ซีอวิ๋นยังกำชับว่า “อีกเดี๋ยวคนมาแล้วก็เรียกหญิงค้าทาสมาซื้อคนรับใช้ที่ไม่ฟังคำสั่งของเ้าในวันนี้ให้หมดเรือนชิ่นหยวนของพวกเราไม่เลี้ยงบ่าวที่ไม่เห็นเ้านายอยู่ในสายตา” แววตาของเขาโเี้ ราวกับสัตว์ปีกดุร้ายที่จ้องเหยื่อเขม็ง
สิ่งที่เขาทำอยู่ยามนี้ที่จริงคือสิ่งที่ชาติก่อนยามที่ตายแล้วิญญาไม่ไปผุดไปเกิดนึกย้อนเสียใจมาโดยตลอดยามนั้นฉีเมี่ยวไม่ได้พาลูกออกจากจวนโหวเพราะเป็สตรีอ่อนแอและเกิดมาหน้าตาเช่นนั้น ซ้ำยังไร้ครอบครัวฝ่ายหญิงให้พึ่งพาไม่มีความสามารถในการอยู่รอดภายนอกจริงๆ
ส่วนเขาล่ะ? ทั้งที่มีกิจการลับมากมายเพียงนั้น กลับเป็เพราะคิดว่าสตรีไม่จำเป็ต้องข้องเกี่ยวเื่ภายนอกของบุรุษจึงไม่ได้มอบให้นางโดยตรง
กิจการภายนอกที่เคลื่อนไหวได้พวกนั้นสุดท้ายไป๋ซีมู่ได้รับไปทั้งหมด
กิจการลับพวกนั้นกลับกลายเป็ความลับชั่วนิรันดร์เพราะสหายสนิทกับเขาเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน
“สหายผู้นั้นของข้าแซ่ลั่วนามหย่ง นามรองจวินอี้ อายุมากกว่าข้าสองปีเป็พี่น้องร่วมสาบานกับข้า ปกติข้าสุขภาพไม่ดีออกไปข้างนอกไม่ได้ล้วนเป็เขาช่วยข้าดูแล เขามีคุณธรรมสูงส่งคู่ควรให้ไว้ใจอนาคตถ้าข้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เ้าจะได้ไปหอจวี้เสียนให้เขาช่วยเขาจะดูแลเ้าแทนข้า ไม่ปล่อยให้คนรังแกเ้าเด็ดขาด”
[1] ข้าวจิงหมี่ หรือข้าวจาปอนิกาเป็ข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น ลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี
[2] หูหลัวปัว หมายถึงแครอต
[3] หนึ่งก้านธูป เป็การนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1ก้านธูป จะเทียบเท่าเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง