หลังจากที่เริ่มเวิร์คช็อป ภายในห้องประชุมก็เต็มไปด้วยความคึกคัก จากนั้นพิภพก็ขอให้นักแสดงที่นั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมเริ่มแนะนำตัวเอง โดยเริ่มจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของคิรินอย่างเดช นักแสดงนำใบหน้าหล่อเหลาผมสีน้ำตาลเข้มที่รับบทเป็พระเอกในซีรีส์ "โลกไร้สี" ที่ยืนขึ้นและยิ้มให้กับทุกคน เขาเป็คนที่มีบุคลิกเข้มแข็งและมีท่าทีจริงจัง
“สวัสดีครับทุกคน ผมเดชครับ รับบทเป็ชาญ ผู้กองมือปราบที่ตามล่าฆาตกรต่อเนื่องในเื่นี้ ขอฝากตัวด้วยครับ”
เสียงปรบมือดังขึ้น ก่อนที่เดชจะเชิญนักแสดงคนถัดไปให้แนะนำตัวเอง โดยให้เวลาทุกคนในการแชร์สิ่งที่ทำให้พวกเขามาที่นี่
“สวัสดีค่ะ ฉันไซซี รับบทเป็พิมพ์ นางเอกของเื่” เธอพูดด้วยเสียงที่อ่อนหวาน “ฉันหวังว่าเราจะทำให้เื่นี้เป็ที่จดจำกันนะคะ”
“สวัสดีครับ ผมคิริน รับบทเป็ไวท์ ตัวร้ายหลักของเื่ นี่เป็การแสดงครั้งแรกของผม ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” คิรินลุกขึ้นยืนแนะนำตัวพลางโค้งหัวทักทายทีมงานทุกคนในห้องอย่างสุภาพ
“ผมชื่อสันติครับ รับบทเป็บูรพา ลูกน้องของชาญที่ช่วยในการไขคดีต่างๆในเื่นี้ครับ” สันติพูดด้วยรอยยิ้ม “หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนานกับทุกคนนะครับ”
เมื่อทุกคนแนะนำตัวเสร็จสิ้น พิภพจึงให้นักแสดงเริ่มซ้อมอ่านบทกัน โดยให้เดชเริ่มก่อน
“ผมขอซ้อมกับคุณคิรินได้มั้ยครับ พอเห็นคุณซ้อมกับไซซีเมื่อกี้แล้วมันทำให้ผมอยากซ้อมกับคุณบ้าง” เดชเอ่ยถามคิรินอย่างสุภาพ
“ครับ!” คิรินตอบกลับไปด้วยความตื่นเต้น และรู้สึกถึงแรงกระตุ้นจากเพื่อนร่วมทีม
เดชยิ้มให้กับคิริน “งั้นเราเริ่มกันเลยดีกว่าครับ ผมขอซ้อมอ่านบทในตอนที่ชาญกับไวท์ออกมาตามหาพิมพ์ที่ถูกจับตัวไปนะครับ ผมเลือกฉากนี้เพราะคิดว่ามันเป็ฉากที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นของชาญที่มีต่อไวท์”
“ได้ครับ” คิรินพยักหน้ารับ
“งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ” เดชเอ่ยยิ้มๆ
เมื่อสิ้นเสียงของเดช คิรินก็เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมรอบตัว กลิ่นน้ำหอมชวนผ่อนคลายภายในห้องประชุมได้เปลี่ยนมาเป็กลิ่นอับที่ไม่ได้ระบายของตึกร้างแห่งหนึ่ง เขาหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะเปิดตาขึ้นอีกครั้ง
ในตอนนี้คิรินไม่อยู่ในห้องประชุมอีกต่อไป แต่ยืนอยู่ในตึกร้างที่เต็มไปด้วยความมืดและความเงียบงัน เสียงฝนตกกระทบหลังคาเสียงดังให้เขารู้สึกถึงความตึงเครียดที่ลอยอยู่ในอากาศ ตรงหน้าเขาคือชาญที่ออกมาตามหาพิมพ์ร่วมกันกับเขาที่กำลังทำหน้าตึงเครียดจ้องมองมาที่เขาอย่างเดือดดาล
“ทำไมแกถึงปล่อยให้มันเกิดขึ้น!” ชาญะโเสียงดัง ขณะที่เขาเดินเข้ามากระชากคอเสื้อของไวท์อย่างร้อนรน “ถ้าไม่ใช่เพราะแกทิ้งพิมพ์ไว้คนเดียว เธอก็คงไม่ถูกจับตัวไป!”
“แม่ง! แล้วใครมันจะไปรู้วะว่าไอ้เวรนั่นมันจะปลอมตัวเป็พนักงานเสิร์ฟแล้ววางยาพวกฉันตอนไปทานข้าวข้างนอก” ไวท์ตอบด้วยใบหน้าเ็า สายตาของเขาก็ฉายแววบ้าคลั่งพร้อมที่จะสังหารอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็ปกติในเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะจับข้อมือทั้งสองข้างของชาญที่จับคอเสื้อเขาแล้วบิดออกไปอย่างง่ายดาย “พวกเราควรจะตั้งสติและหาวิธีช่วยเธอแทนที่จะมาทะเลาะกันเอง”
ชาญขมวดคิ้ว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ
“ขอโทษที ฉันแค่หงุดหงิดไปหน่อย”
“ช่างเถอะ ยังไงเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกันคือต้องช่วยพิมพ์ให้ได้ฉันก็แค่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยพิมพ์ เพราะงั้นมาร่วมมือกันดีกว่า”
“อืม”
“สัญญาณ GPS ในสร้อยที่ฉันให้เธอพกไว้ติดตัวแสดงขึ้นมาว่าเธออยู่ห่างไปไม่ไกล เราไปกันต่อเถอะ” ไวท์กล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินนำชาญไป โดยที่ชาญยืนมองไล่หลังของเขาไป ก่อนจะก้มลงมองข้อมือทั้งสองข้างที่สั่นเทาของตัวเองที่มีรอยแดงรูปฝ่ามือซึ่งเกิดจากฝีมือของไวท์เมื่อครู่
“ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่าเขาเป็คนที่ไม่ชอบออกกำลังกายเพราะหัวใจอ่อนแอหรอกเหรอ แถมยังสายตาเมื่อกี้อีก” มือปราบหนุ่มพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ก่อนที่จะเดินตามไวท์ไปพร้อมกับความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ
ในขณะนั้นเอง เสียงของพิภพที่ก็ดึงคิรินกลับมายังห้องประชุมอีกครั้ง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ของทีมงานดังขึ้นทั่วห้อง
“ยอดเยี่ยมมาก!” พิภพกล่าวอย่างชื่นชม “คุณสองคนส่งอารมณ์กันได้ดีจริงๆ มันทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดระหว่างชาญและไวท์อย่างชัดเจนเลยล่ะ”
“ขอบคุณครับ” คิรินเกาหัวพลางยิ้มบางๆออกมา ส่วนทางด้านเดชก็ยิ้มรับคำชมของพิภพ ก่อนจะมองมาที่คิรินพร้อมกับคิดในใจ
‘เมื่อกี้สายตาของเขาที่มองเรามันเหมือนกับไวท์ที่้าจะฆ่าชาญขึ้นมาแวบหนึ่ง น่ากลัวชะมัด ถ้าไม่รู้ว่ากำลังซ้อมอ่านบทอยู่ด้วยกันเราคงเผลอเข้าใจผิดคิดว่าคิรินจะคิดฆ่าเราจริงๆแน่ แถมยังพูดโดยไม่ได้อ่านบทอีก เป็คนที่น่ากลัวเหมือนที่พี่พิทักษ์บอกมาเลย ไม่สิ น่ากลัวกว่าเยอะ’ พระเอกหนุ่มคิดจบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับเหงื่อหลังที่ไหลออกมาจากความตึงเครียดหลังจากถูกสายตาฆาตกรของไวท์หรือคิรินจ้องเมื่อครู่
หลังจากเดชและคิรินซ้อมฉากจบลง นักแสดงคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกันเข้ามาซ้อมอ่านบทตามคิวที่พิภพจัดเตรียมไว้ บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ บรรดานักแสดงต่างช่วยกันส่งอารมณ์ให้กันและกัน บางคนหยอกล้อกันเบาๆ เพื่อคลายความเครียดก่อนวันเข้าฉากจริง
พิภพคอยให้คำแนะนำเื่แผนการถ่ายทำอย่างใจเย็น โดยเฉพาะกับนักแสดงหน้าใหม่อย่างคิรินที่ได้รับคำชมจากหลายคน หลังจากซ้อมบทต่อๆ ไปกันจนถึง่บ่าย นักแสดงและทีมงานทุกคนก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคยและใกล้ชิดกันมากขึ้น คิรินเองก็เริ่มรู้จักและเข้ากับทุกคนได้ดี เขามีโอกาสพูดคุยกับเดชและสันติ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆอย่างเป็กันเอง ทุกคนดูเหมือนจะเห็นถึงศักยภาพที่เขามีและพากันเชื่อมั่นว่าการแสดงของเขาจะช่วยทำให้ซีรีส์นี้น่าติดตามยิ่งขึ้น
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง่เย็น ทางผู้จัดได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ปิดท้ายเวิร์คช็อปในห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมแห่งหนึ่ง บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ทุกคนต่างถือแก้วเครื่องดื่มและมารวมตัวพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พิภพถือไมค์ขึ้นมาพูดให้ทุกคนฟังอย่างเป็ทางการเพื่อแสดงความขอบคุณที่ทุ่มเทกับงานในวันนี้
"ผมต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ตั้งใจซ้อมอ่านบทและช่วยส่งอารมณ์กันอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่มันจะช่วยทำให้การแสดงเข้มข้นขึ้น แต่มันยังแสดงถึงความเป็ทีมที่แข็งแกร่ง ผมเชื่อว่าถ้าเราทุกคนร่วมมือกันแบบนี้่ต่อไป ซีรีส์ของเราจะต้องสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอน!"
เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังขึ้นทั่วห้อง คิรินเองก็รู้สึกอุ่นใจและประทับใจกับคำพูดของพิภพ ความกลมเกลียวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เขารู้สึกว่าการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงครั้งนี้เป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง เขารับแก้วเครื่องดื่มจากเดชและยกแก้วขึ้นมาอย่างดื่มอย่างช้าๆ
"คิริน นายทำได้ดีมากจริงๆ นะ จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยล่ะ" เดชพูดพร้อมรอยยิ้มพลางตบไหล่เขาอย่างเป็กันเอง สมกับที่เป็พระเอกไม่ถือตัวตามที่สื่อต่างๆบอกไว้ และนั่นจึงทำให้เขากลายเป็พระเอกชั้นนำและอยู่ในวงการบันเทิงมาได้จนอายุ 35 ปี แต่ถึงแม้จะอายุเข้าเลข 3 แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงดูดีเหมือนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ นั่นจึงทำให้เขามักจะได้งานแสดงที่ต้องเล่นเป็บทวัยรุ่นอยู่บ่อยครั้ง
"ขอบคุณมากนะครับพี่เดช" คิรินยิ้มตอบ "ผมก็ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ ยังไงก็ฝากตัวด้วยเช่นกันครับ"
หลังจากนั้นคิรินและเดชก็ไปเข้าร่วมวงสนทนากับคนอื่นๆ บทสนทนาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแสดง
และการเวิร์คช็อปครั้งแรกสำหรับคิรินก็จบลงด้วยความรู้สึกอบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจสำหรับการถ่ายทำในวันข้างหน้า