ุ์ ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็ภัย เนื่องจากความพิเศษของพวกเขา เืของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยเวทย์มนต์ พวกเขาเสมือนศิลาเวทย์ที่มีชีวิต ทั้งที่มนุษย์ต้องศึกษา จดจำ และพึ่งพาอุปกรณ์เพื่อควบคุมเวทย์มนต์ แตุ่์สื่อสารกับเวทย์มนต์และหยิบยืมพลัง
มนุษย์หวาดกลัวในสิ่งที่ไม่เข้าใจ พวกเขาเริ่มปฐมาแห่งแสง ที่เหล่าุ์เรียกขานมันว่า "ร้อยปีแห่งการสูญเสีย" ุ์ปราชัยแก่มนุษย์ และโดนกวาดต้อนเข้ามาเป็เชลยในอาณาจักรกำเนิด
ุ์ที่เหลือในอาณาจักรมืดยอมรับชะตากรรมและยอมแพ้า ชัยชนะครั้งนั้นก่อเกิดเื่เล่าขานมากมาย รวมถึงวีรบุรุษที่เหล่ามนุษย์ยกย่องสรรเสริญ
มนุษย์เริ่มหลงไหลในความทะนงตนของตัวเอง และเริ่มเห็นว่าุ์ต้อยต่ำกว่าพวกตน ไม่มีค่าเกินกว่าเครื่องมือเวทย์มนต์และสิ่งสนองความ้า พวกเขาเริ่มกดขี่และเหยียดหยามเหล่าุ์ จนุ์กลายเป็ทาสในที่สุด
จนบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมา จนการกลายเป็ทาสของเหล่าุ์เสมือนเป็เื่ปกติของอาณาจักรแห่งนี้ และความเกลียดชังก็ก่อกำเนิดในใจของอนุษย์
ณ ท่าเรือสินค้า ใกล้สลัม
"เ้าอยู่นี่เอง ข้าตามหาตั้งนาน" เด็กหนุ่มมนุษย์เอ่ยเสียงเรียกไปยังเด็กุ์ที่กำลังนั่งอยู่
"เ้าก็น่าจะรู้นะ วันนี้มีเรือสินค้าจากอาณาจักรเหล็กเทียบท่า" เด็กหนุ่มุ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริงอย่างมีความสุข
"เอ๊ะ! งั้นเหรอ เกลก็น่าจะกลับมาด้วยซินะ" เด็กหนุ่มมนุษย์ กล่าวด้วยความใ ก่อนจะค่อยๆเผยรอยยิ้มให้เห็น พร้อมกับนั่งลงข้างๆเด็กหนุ่มุ์
แม้ภาพที่มนุษย์กับุ์จะพูดคุยกันอย่างสนิทสนมจะหาได้ยากในอาณาจักรนี้ แต่กลับพบได้ทั่วไปในเมืองท่าเรือนี้ สลัมที่เป็ที่อยู่ของทั้งแรงงานท่าเรือและเหล่าุ์ ที่นี้เปรียบเสมือนแหล่งรวมคนที่สังคมไม่้า เหล่าแรงงาน กบฎอาณาจักร หรือุ์ที่พลังเวทย์ต่ำ ล้วนถูกขับไล่จนมาหยุดนะที่แห่งนี้
เมื่อไร้ซึ่งความทะนงตน และความเหย่อหยิ่งในความเป็มนุษย์ พวกเขาก็พบว่าพวกเขามิได้ต่างกันเลย ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเกลียดชั่งเหมือนดั่งที่พวกเขาเคยถูกพร่ำสอนในเมืองใหญ่ ณ ที่แห่งนี้มีเพียงสหาย ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดเท่านั้น
"ข้าอยากฟังเื่อาณาจักรมืดอีกจัง เ้าละชางวา อยากฟังเื่อะไร" เด็กหนุ่มมนุษย์เอ่ยถาม ขณะที่พวกเขากำลังนั่งจดจ่อรออะไรบ้างอย่าง
"ข้าอยากฟังทั้งหมด ข้าอยากรู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่เพียงใด" ชางวาตอบด้วยเสียงเรียบเฉยก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้า และสูดอากาศหนึ่งฟอดใหญ่
"นั้นซิ เ้าต้องสัญญากับข้านะ ว่าเราจะไปตามหาด้วยกัน ที่ที่เ้าเคยบอกอยากไป" เด็กหนุ่มมนุษย์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
"อ่า มันต้องมีแน่ ที่ที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค และเป็ในสิ่งที่อยากเป็" ชางวาตอบกลับเด็กหนุ่มมนุษย์อย่างอ่อนโยน
ก่อนที่จะมีร่างของชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมสีน้ำตาลเดินมายังพวกเขา และนั่งลงที่ที่เสมือนเป็ที่ประจำของเขา
"ข้าก็เชื่อว่าซักวันพวกเ้าจะเจอที่แห่งนั้นนะ" เสียงเอ่ยของชายคนนั้นตอบกลับเด็กทั้งสอง
"เกล! ข้าคิดถึงท่านมากเลย" ชางวา ใเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างคุ้นเคย
"555 การเดินทางครั้งนี้ยาวนานหน่อย แต่ข้าก็ได้เื่เล่ามามากมายทีเดียว" เกลตอบกลับเด็กน้อยพลางลูบหัวเบาๆ
"ข้าก็คิดถึงท่านนะ และข้าก็อยากฟังเื่อาณาจักรมืดต่อด้วย" เด็กหนุ่มมนุษย์พลางพุ่งเข้าไปกอดเกลบ้างจากที่เห็นชางวากอด
"ได้แน่นอนเรรุต เด็กฉลาดแบบเ้าข้ามีของให้ด้วย" เด็กทั้งสองปล่อยกอดจากเกล ก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือหนึ่งเล่มในย่ามที่เขาสะพาย ก่อนส่งมันให้เรรุต
"นี้คือ..." เรรุตตาเป็ประกาย ขณะจ้องมองหนังสือตรงหน้า
"ข้าเขียนมันตอนที่ข้าออกเดินทาง เื่ราวจากดินแดนต่างๆ แผนที่ที่ข้าวาด เื่ที่เ้าควรรู้เมื่อได้ไปที่ดินแดนนั้น ข้ารู้ว่ามันจะเป็ประโยชน์กับเ้าวันข้างหน้า ขอให้สันติและปัญญาอยู่กับเ้าเป็อนันต์" เกลเอามือแตะหน้าผากตัวเองก่อนจะแตะไปที่หน้าผากของเรรุต
"ไม่มีของข้าบ้างเหรอ" ชางวาทำหน้าประหนึ่งน้อยใจที่ของขวัญมีเพียงเรรุตที่ได้รับ
"เด็กอย่างเ้าคงไม่อยากได้หนังสือหรอก ข้ามีสิ่งหนึ่งให้เ้าแทน มันเรียกว่าเข็มทิศ ข้าได้มันมาจากอาณาจักรเหล็ก มันจะชี้ไปทีู่เาเทววิมานเสมอ ถ้าเ้าจะเดินทาง มันจะช่วยเ้า ขอเทพสายลมนำทาง" เกลยื่นสิ่งที่เรียกว่าเข็มทิศที่มีรูปร่างทรงกลมให้แก่ชางวา ก่อนจะลูบหัวชางวาอีกครั้ง
"ขอบคุณนะเกล..." ชางวาตอบกลับเกลด้วยเสียงสั่นเครือผสมความปลื้มปิติ เขาไม่เคยคิดว่าุ์แบบเขาจะได้รับของขวัญเช่นนี้มาก่อน
"เ้าไม่ต้องร้องนะ ข้าเชื่อว่าเ้าจะต้องเป็นักเดินทางผู้นำพาผู้คนไปสู่ดินแดนที่เ้าบอก ที่ที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างไม่แบ่งแยก ผู้คนจะเล่าขานเ้าดังปฐมกษัตริย์ไมดัส เ้าจงเป็เหมือนเข็มทิศนี้ ข้าจะรอวันนั้น" เกลย่อลงไปคุยกับชางวาก่อนมอบสายตาที่อ่อนโยนให้กับเขาอีกครั้ง
"พวกเ้าอยากฟังเื่เล่าของข้าหรือยัง" เกลเปลี่ยนบทมาถามเด็กทั้งสองตรงหน้า ก่อนที่ทั้งเรรุตและชางวาจะพร้อมใจกันพยักหน้า แล้วเกลก็เริ่มการร้องขับกล่อมเื่ราวออกมา ผ่านสายลมและเสียงเพลง
ภายใต้อาณาจักรนี้ที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็มนุษย์กับุ์ หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเอง เมล็ดพันธุ์แห่งความเครียดแค้นกัดกินหัวใจของผู้คน
แต่ในขณะเดียวกัน เื่ราวของนักเล่าเื่ก็เป็เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ที่ค่อยๆเติบโตในใจของผู้คน และเป็เช่นนั้นสืบมา เพราะความหวังมีอยู่ในตัวตนของทุกสิ่ง และสายลมมิเคยเลือกปฏิบัติว่าต้องเป็ใครจึงจะนำทาง
ขอให้เทพสายลมนำทาง