หลายปีหลังจากนั้นเขาก็ส่งคืนอำนาจให้แก่หลานชายแล้วออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวไปทั่วโดยไม่รู้สักนิดว่ารอบกายของเขามีิญญาดวงหนึ่งคอยวนเวียนอยู่การเป็ิญญาอยู่ติดตามเขาทำให้นางเปิดหูเปิดตาเป็อย่างมากอีกทั้งยังได้พบเห็นผู้คนมากมายรวมทั้งดวงิญญาดวงอื่นๆ ที่ทำให้นางอกสั่นขวัญแขวน
แต่แล้วการเดินทางของเขาและนางก็สิ้นสุดลงเมื่อเขามีอายุได้เจ็ดสิบปีร่างกายที่แก่ชรารวมทั้งสายตาที่เริ่มจะฝ้าฟางทำให้เขาตัดสินใจกลับไปพักผ่อนที่จวนในเมืองหลวงอีกครั้งจวบจนคืนสุดท้ายของชีวิตถ้อยคำสั่งเสียของเขาทำให้นางอดตกตะลึงไม่ได้
“อย่าลืมฝังสิ่งนี้ไปกับข้าด้วย”เขาเอ่ยพลางดึงปิ่นหยกที่ท่านย่าเคยมอบให้นางออกมาหลี่เทียนหลงฮ่องเต้รับสิ่งนั้นมาถือเอาไว้แล้วพูดกับเขาเสียงเบา
“ท่านน้าไม่ต้องกังวลข้าจะไม่ยอมให้สิ่งนี้อยู่ห่างจากท่านอย่างเด็ดขาด”หลี่เทียนหลงฮ่องเต้ทรงตรัสพลางรับปิ่นหยกมาถือเอาไว้ในมือ
“เด็กดีข้ารู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าทำให้เ้าล้วนคุ้มค่า”จางเหวินจิ้งเอ่ยพลางยิ้มออกมาหลี่เทียนหลงฮ่องเต้ถึงกับหลั่งน้ำพระเนตรออกมาในทันทีเป็เพราะจางเหวินจิ้งไม่เคยพูดกับเขาด้วยถ้อยคำที่แสดงความสนิทชิดเชื้อจนถึงขั้นนี้จวบจนยามนี้เขาเองก็กำลังจะล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วเช่นกันจึงได้ยินถ้อยคำเหล่านี้อีกครั้งจากน้าชาย
“ท่านน้า...”หลี่เทียนหลงทรงตรัสเรียกจางเหวินจิ้งด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือน่าเสียดายตรงที่จางเหวินจิ้งไม่อาจจะได้ยินถ้อยคำเรียกขานเช่นนี้ไปได้อีกต่อไปแล้ว...
‘เขาจากไปแล้วแต่ทำไมข้ายังคงอยู่ตรงนี้กันเล่า’ดวงิญญาของซูเหม่ยถิงพร่ำรำพันออกมาใรทันทีที่เห็นว่าตนเองกำลังจะถูกทอดทิ้งดวงิญญาของจางเหวินจิ้งเมื่อออกจากร่างแล้วก็ล่องลอยขึ้นไปบนฟ้าทิ้งให้นางได้แต่เฝ้ามองส่งเขาอย่างทำอันใดไม่ถูก
เดิมทีนางเคยหลงคิดว่าเขาอาจจะรู้สึกผิดต่อนางและอาจจะรู้สึกชอบพอในตัวนางอยู่ไม่น้อยไม่เช่นนั้นเขาจะอยากจะฝังร่างร่วมกับปิ่นของนางได้อย่างไรแต่เมื่อเห็นว่าดวงิญญาของเขาหายลับไปแล้วนางจึงได้เข้าใจว่าที่แท้ก็คงจะเป็เพียงความเข้าใจผิดของนางเองที่คิดว่าเขาชื่นชอบในตัวนางจนทำให้ิญญาของนางไม่สามารถไปจากเขาได้...
เมื่อไม่มีจางเหวินจิ้งดวงิญญาของซูเหม่ยถิงก็ล่องลอยเคว้งคว้างอยู่่หนึ่งจวบจนเมื่อมีเด็กชายคนหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับจางเหวินจิ้งถือกำเนิดขึ้นดวงิญญาของนางจึงจะถูกดึงดูดให้ไปเฝ้าวนเวียนอยู่รอบกายคนผู้นั้นอีกครั้งนางเฝ้ามองเขาั้แ่พึ่งจะถือกำเนิด เรียนรู้และพยายามปรับตัวไปพร้อมกับเขาเมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยนการใช้ชีวิตและวิวัฒนาการทางด้านความคิดของผู้คนก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจวบจนเขาตายแล้วก็ถือกำเนิดใหม่อีกครั้งนางจึงได้อยู่เคียงข้างกายของเขาอีก
‘ข้าเฝ้าดูเขาเกิดใหม่แล้วก็ตายจากไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้วกันนะแล้วข้าเล่าเหตุใดจึงไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดตามวัฏสงสารเฉกเช่นเดียวกับเขา’ซูเหม่ยถิงได้แต่สงสัยกับการคงอยู่ของตนเองแต่เพราะยังคงรู้สึกดีที่ตนเองไม่ต้องถือกำเนิดเพื่อไปใช้ชีวิตที่ต้องต่อสู้และฟันฝ่ากับผู้อื่นบนโลกมนุษย์อีกนางจึงพึงพอใจที่จะเป็ดวงิญญาที่เฝ้ามองการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัยประดุจกับว่าตนเองเป็คนนอกที่กำลังเฝ้าดูผู้อื่นพยายามต่อสู้และดิ้นรนในการใช้ชีวิตในแต่ละวันแต่ละเดือนและแต่ละปี
การดูคนผู้หนึ่งเวียนว่ายตายเกิดซ้ำไปซ้ำมานับพันปีทำให้ซูเหม่ยถิงปลงตกแล้วว่านางคงจะไม่มีโอกาสได้เกิดใหม่อย่างเช่นผู้อื่นอีกวิวัฒนาการการใช้ชีวิตของมนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นางได้เสมอในแต่ละชาติของจางเหวินจิ้งเขามักจะถือกำเนิดมาเพื่อสร้างกุศลต่อผู้อื่นสิ่งเดียวที่ทำให้นางอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ก็คือไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะมีคู่ชีวิตที่คอยอยู่เคียงข้างดังเช่นปุถุชนทั่วไป
จวบจนชาติสุดท้ายที่เขาถือกำเนิดมาแล้วเข้าสู้เส้นทางของการเป็นักบวชแม้ว่าในยุคที่ผู้คนจะละเลยสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างเช่นศาสนาแต่ก็ยังมีคนแปลกประหลาดอย่างจางเหวินจิ้งอยู่ที่กับพุ่งเข้าหาเส้นทางสายนี้ด้วยจิตใจที่มั่นคงและหนักแน่นนางเฝ้ามองเขาเดินทางเข้าสู้เส้นทางสายธรรมะด้วยจิตใจที่สงบนิ่งตัวนางเองก็เรียนรู้ที่จะถือศีลและทำสมาธิเพื่อให้ความคิดและจิตใจของนางนั้นผ่องแผ้วซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะนางอยากจะเข้าสู้เส้นทางสายธรรมะตามเขาหรอกแต่เป็เพราะนางไม่มีสิ่งใดให้เรียนรู้แล้วต่างหาก
“ติดตามอาตมามาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ไม่รู้สึกว่าเป็การใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์บ้างเลยหรือ”จางเหวินจิ้งหรือซุนถวนในชาตินี้ก็ลืมตาขึ้นมาแล้วจ้องมองนางและพูดกับนางด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงบนิ่ง
“นี่ท่านกำลังพูดกับข้าหรือ”ซูเหม่ยถิงเอ่ยถามด้วยความตื่นใเมื่อเห็นเขาพยักหน้ารับนางจึงได้ถามเขาต่ออีกครั้งอย่างยินดี
“ท่านเห็นและได้ยินข้าแล้วเช่นนั้นหรือ”คำถามของนางทำให้เขาพยักหน้าให้อีกครั้งนางจึงได้ะโลุกขึ้นมาปรบมืออย่างยินดีในทันที
“เฝ้าติดตามมาตั้งหลายพันปีในที่สุดท่านก็สามารถเห็นข้าแล้ว”คำพูดของนางทำให้เขาขมวดคิ้ว
“เป็เพราะเหตุใดโยมจึงไม่ไปเกิดใหม่เพื่อเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏสงสารเฉกเช่นดวงิญญาดวงอื่นกันเล่า”คำถามของเขาทำให้นางส่ายหน้า
“ข้าทำไม่ได้และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรด้วย”คำพูดของนางทำให้เขาพลันมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจแต่แล้วก็พลันคิดได้จึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรานี
“โยมลองพยายามทำดวงจิตให้ผ่อนคลายละจากความคิดอันฟุ้งซ่านทั้งปวงเท่าที่อาตมาเห็นโยมเป็ิญญาที่แปลกประหลาดแม้ว่าจะจับต้องสิ่งของไม่ได้แต่ก็มีความสนใจต่อทุกสิ่งรอบกายเป็อย่างยิ่ง”ซุนถวนพูดออกมาพลางคิดถึงพฤติกรรมของดวงิญญาดวงนี้ที่มักจะวนเวียนไปตามหน้าคอมพิวเตอร์และหน้าทีวีเพื่อที่จะอ่านทุกอย่างบนหน้าจออย่างกระตือรือร้นหรือเฝ้าดูภาพยนตร์หรือว่าละครด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความสนใจอย่างเต็มที่จวบจนยามนี้ที่เขาเข้าสู้เส้นทางสายธรรมะแล้วทุกครั้งที่เขาทำสมาธิหรือกำลังนั่งอ่านพระคัมภีร์นางก็ยังติดตามมาวนเวียนคอยเรียนรู้และประพฤติตามเขาด้วยแทบจะทุกครั้ง
เดิมทีเขาเองก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทักทายหรือทักท้วงแต่เมื่อเวลาผ่านไปจวบจนเขาคิดว่าถ้าหากเขาละสังขารไปแล้วดวงิญญาดวงนี้จะทำเช่นไรจะยังคงล่องลอยอยู่บนโลกใบนี้อย่างไร้จุดหมายเช่นนี้นะหรือ
“ทำจิตใจให้ผ่อนคลายหรือข้าก็พยายามทำอยู่นะแต่ความคิดของข้ามักจะยึดติดอยู่แต่กับเื่ที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจผ่านมาหลายปีถึงขั้นนี้แล้วเื่บางอย่างก็ยังคงสามารถสร้างความเ็ปให้แก่ข้าอยู่เสมอ”ซูเหม่ยถิงพูดพลางคิดถึงเื่ราวในกาลก่อนของตนเอง ผ่านมาเนิ่นนานจนถึงขั้นนี้แล้วแต่ความหนักอึ้งอยู่ในอกยังคงกดทับจนนางทั้งอึดอัดและไม่สบายใจอยู่เช่นเดิม
“ถ้าเช่นนั้นลองพยายามฝึกสมาธิกับอาตมาดูปล่อยวางความหนักอึ้งที่คอยกดทับจิตใจให้ได้ ทั้งความทุกข์ความชิงชังและความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมทั้งหลายเ่าั้หากสามารถปล่อยวางได้ก็ควรจะปล่อยวางไม่เช่นนั้นดวงิญญาของโยมก็คงจะไม่มีทางหลุดพ้นได้เสียที”
คำพูดของซุนถวนทำให้ซูเหม่ยถิงพลันคิดได้่เวลาหลังจากนั้นนางจึงพยายามเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเื่บุญคุณความแค้นที่คอยเหนี่ยวรั้งนางเอาไว้จวบจนไต้ซือซุนถวนมรณภาพแล้วดวงิญญาของนางจึงได้หลุดพ้นแล้วกลับเข้าสู่วัฏสงสารถือกำเนิดเพื่อชดใช้กรรมเฉกเช่นผู้อื่นได้อีกครั้ง