เทอรี่เปิดประตูร้านเดอะโมเมนโตเข้ามาจึงสวนกับลูกค้าซึ่งเป็ผู้หญิงมีอายุคนหนึ่งที่กำลังจะเดินออกจากร้านเธอโค้งให้เทอรี่นิดหนึ่งเป็เชิงทักทาย เขาจึงโค้งตอบตามมารยาทหลังจากประตูร้านปิดลงเทอรี่ก็เดินมาหาเธโอซึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะเคาน์เตอร์กำลังเช็คยอดเงินในจอคอมพิวเตอร์เขาเงยหน้ามองดูเทอรี่แต่กลับไม่เห็นเงาของคนคุ้นเคยอีกคนที่ควรจะมาด้วยกันเขาจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“แล้วคุณเควินไม่ได้มาด้วยกันหรือครับทำไมมาคนเดียวล่ะ”
“หัวหน้าไปสอบปากคำอาร์ทฮอบส์ที่สถานีตำรวจก็เลยให้ฉันมาหาเธอแทน”
“มีธุระอะไรก็ติดต่อทางออนไลน์ได้นี่ครับสำคัญถึงขนาดต้องมาเองเลยหรือ”
ความสนใจของเทอรี่ไม่ได้อยู่ที่เธโอเขากวาดสายตาสำรวจสินค้าทีละชิ้นผ่านตู้กระจกแต่ละตู้ในร้านเธโอลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายเงียบๆ ยังไม่ได้ทักท้วงอะไร เทอรี่คนนี้เป็คนละเอียดอ่อนกว่าที่เคยแสดงออกให้เห็นภายนอกอาจจะเป็นิสัยโดยทั่วไปของคนเป็สายสืบ
“เจอสิ่งที่้าหรือยังครับถามผมก็ได้นะ” เธโอถามขึ้นเมื่อเห็นว่าถ้าปล่อยไว้เทอรี่คงเดินสำรวจอีกนาน
เทอรี่เม้มปากเดินเข้ามาถามเธโอท่าทางไม่ค่อยมั่นใจนัก“คุณเควินบอกให้ฉันมาถามเื่สินค้าแบบพิเศษในร้านเดอะโมแมนโต”
“ระบุได้มั้ยครับว่าสินค้าชิ้นไหน”
“ว่าแล้วเชียว”เทอรี่กล่าวอย่างเซ็งๆ “หัวหน้าบอกว่าพูดแค่สินค้าแบบพิเศษเธอก็เข้าใจฉันยังงงอยู่เลยว่าจะเข้าใจได้ยังไงแล้วไอ้ของที่ให้มาเอานั่นก็แปลกเกินกว่าจะให้ประชาชนทั่วไปรู้ด้วย”
“ผมถามว่าเป็สินค้าชิ้นไหนไม่ได้ถามว่าเป็สินค้าแบบไหนครับ” เธโอตอบพลันสายตาเหลือบไปเห็นข้อความในโปรแกรมสนทนาบนจอคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็ข้อความจากเควินที่เขียนมาบอกเขา
“ฉันกำลังสืบเื่ของเด็กที่หายตัวไปแถบชานเมืองทันนิซ”
เธโอนิ่งอึ้งไปพักใหญ่หลังจากอ่านข้อความเขาเดินไปยังตู้กระจกซึ่งเป็ที่วางสินค้าแบบพิเศษที่เควินพูดถึงก่อนจะมองหากล่องอลูมิเนียมขนาดเล็กเท่าฝ่ามือแล้วหยิบมันออกจากตู้เทอรี่จะเดินตามมาแต่เธโอร้องห้ามไว้แล้วเป็ฝ่ายเดินมาหยิบถุงกระดาษใบเล็กที่หลังโต๊ะเคาน์เตอร์เพื่อบรรจุกล่องใบเล็กนั้นแล้วยื่นให้เทอรี่
“ของที่คุณ้าอยู่ในนี้แล้วหลักฐานสำคัญอย่าให้หายนะครับ”
“เธอรู้หรือว่าเรากำลังสืบคดีอะไรกันอยู่”
“ผมคุยกับคุณเควินคร่าวๆแล้ว แต่ยังสงสัยว่าทำไมถึงรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาตอนนี้”
เทอรี่มองดูของในถุงกระดาษแล้วเริ่มทำความเข้าใจเควินกับเธโอแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยวิธ๊นี้เอง“ถือเป็ค่าตอบแทนฉันจะเล่าให้ฟังเท่าที่เล่าได้ รายละเอียดอื่นๆลองไปถามหัวหน้าก็แล้วกันนะ”
เทอรี่หยิบมือถือขึ้นมากดสองสามทีก่อนยื่นให้เธโอดูหน้าจอซึ่งปรากฏภาพถ่ายของซากศพเหลือแต่โครงกระดูกครึ่งตัวในหลุมดินที่ร่วนและชื้นแฉะเพราะถูกฝนชะโครงกระดูกผุกร่อนและมีร่องรอยไฟไหม้เสียหายค่อนข้างมากสีหน้าของเธโอซีดลงแน่ใจแล้วว่าเป็คดีเดียวกับที่ทำลายชีวิตในวัยเด็กตอนอายุเจ็ดขวบของเขาเทอรี่เห็นปฏิกริยาของเธโอก็ถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“เธอไม่เป็ไรใช่มั้ย”
เธโอเงยหน้ามองเทอรี่ก่อนยื่นโทรศัพท์คืนให้“โครงกระดูกนี่น่าจะนานแล้วนะครับ ถึงยี่สิบปีหรือเปล่า”
“เดาแม่นนะเนี่ย”เทอรี่เอ่ยชมก่อนอธิบายต่อ “ฝ่ายชันสูตรบอกว่าเป็โครงกระดูกเด็กน่าจะถูกฝังเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน แต่คนร้ายคงคิดเผาศพมากกว่าไม่ใช่ฝังหรอก มีร่องรอยของน้ำมันและรอยเผาไหม้ไม่หมดด้วย”
“เผาไม่หมดเพราะอะไรครับ”
“เป็ไปได้หลายสาเหตุอาจจะฝนตกหรือดินชื้นเกินไป บริเวณที่พบศพก็คือท้ายชุมชนสลัมแถบชานเมืองห่างจากเมืองทันนิซไปประมาณสิบกิโลเมตรชุมชนนั่นมันอยู่ใกล้ทางลงหน้าผาติดทะเลน่ะ”
“แล้วทำไมอยู่ๆถึงพบศพล่ะครับ”
“่นี้มีข่าวลือว่าเคยมีคนขุดเจอทองคำแท่งที่พวกนักโทษในอดีตแอบฝังเอาไว้น่ะสิรู้ใช่มั้ยว่าเกาะออลันด์เคยเป็เรือนจำขังนักโทษอุกฉกรรจ์”
“ทราบอยู่ครับแต่ไม่เคยได้ยินเื่ทองคำแท่งที่ว่าเลย”
“ก็นั่นน่ะสิไม่รู้ข่าวลือมาจากไหน พวกชาวบ้านในชุมชนสลัมก็เลยชอบไปขุดหากันจนเจอศพเข้าตอนนี้เลยมีคนร้องเรียนขอให้ทางการช่วยตรวจสอบว่ามีศพคนซ่อนอยู่อีกหรือเปล่ากลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมาซะอย่างนั้น”
เธโอพยักหน้ารับรู้ก่อนจะนึกขึ้นได้“แต่พบศพใกล้เมืองทันนิซก็น่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจเมืองนั้นหรือเปล่าครับทำไมกองสืบสวนกลางจากเมืองหลวงถึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยล่ะ”
“ก็ตอนแรกชาวบ้านขอให้ตำรวจท้องที่ช่วยตรวจพื้นที่รอบๆเผื่อจะพบศพอีก แต่เธอก็น่าจะรู้ว่าเมืองทันนิซเป็เขตอิทธิพลของใครตำรวจท้องที่ก็เลยไม่ดำเนินการ ชาวบ้านเลยร้องเรียนมาทางกองสืบสวนกลางแทนไง”
“่นี้งานยุ่งน่าดูเลยนะครับ”
“ใช่มั้ยล่ะมีคดีเข้ามาแทบไม่ได้พักเลย นี่พวกฉันก็พึ่งติดต่อให้ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์พาคนไปลงพื้นที่ขุดหาศพตอนนี้วุ่นวายกันใหญ่ไม่รู้เมื่อไรจะหยุดค้นหาได้น่ะสิ”เทอรี่บ่นเป็ชุดแล้วนึกขึ้นได้รีบดูนาฬิกาข้อมือ “จะบ่ายโมงแล้ว ฉันไปก่อนนะไว้วันหลังจะแวะมาใหม่”
“ครับโอกาสหน้าเชิญใหม่ครับ” เธโอกล่าวพลางมองดูเทอรี่เดินหายออกจากร้านไป
เมื่อเห็นว่าไม่มีลูกค้าแล้วเธโอจึงลงนั่งบนเก้าอี้หมุนหลังโต๊ะเคาน์เตอร์ก่อนจะหยิบแท็บเลตขึ้นมาเพื่อเปิดโปรแกรมสนทนาคุยกับสกอเลอร์คราวก่อนเธโอขอให้สกอเลอร์ช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทแฟรงค์มอเตอร์เอาไว้ เขาจึงตื่นเต้นเมื่อเห็นข้อความจากสกอเลอร์ส่งเข้ามาทำให้ต้องรีบเปิดอ่าน
“เ้าของบริษัทแฟรงค์มอเตอร์คือแฟรงค์ เลนนอน เขาเปิดบริษัทมายี่สิบกว่าปีแล้ว รถที่ส่งขายเข้าบริษัทนี้ส่วนใหญ่เป็รถมีประวัติทำให้ขายไม่ออกในกรณีที่รถมีอายุการใช้งานนานแล้วก็จะถูกแยกชิ้นส่วนขาย”
ในใจของเธโอยังมีอีกเื่หนึ่งที่อยากขอให้สกอเลอร์ช่วยนั่นก็คือเื่ศพเด็กที่พึ่งถูกขุดพบแต่เขาอยากรอคุยรายละเอียดกับเควินก่อนเขาถอนหายใจยอมทิ้งเื่นั้นแล้วหันมาสนใจเื่บริษัทแฟรงค์มอเตอร์แทน เขาพิมพ์ตอบสกอเลอร์“แล้วนายหน้าที่รับซื้อรถใช่ อาร์ทหรือนาเดีย ฮอบส์ หรือเปล่า”
“่สิบปีก่อนอาร์ท ฮอบส์ ทำงานเป็นายหน้าให้ แต่่ปีหลังๆ ยอดของเขาตกลงมากเขาถูกบีบให้ลาออกแล้วหลังจากนั้น นาเดีย ฮอบส์ ก็เข้ามารับตำแหน่งนายหน้าแทน”
“แล้วอาร์ทกับนาเดียมีความสัมพันธ์กันยังไงทำไมนามสกุลเหมือนกัน”
“นาเดียเป็น้องสาวคนละแม่กับอาร์ทฐานะการเงินของครอบครัวพวกเขาไม่ค่อยดี หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอาร์ทก็ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวจนนาเดียเรียนจบก็เลยออกมาทำงานที่เดียวกัน”
“แปลกจัง บีบให้คนพี่ลาออกแล้วรับคนน้องเข้าทำงานทันที”เธโอบ่นพึมพำด้วยความสงสัยก่อนจะพิมพ์ถามสกอเลอร์ “ตอนที่ อาร์ท ฮอบส์ ทำงานอยู่มีเหตุการณ์เ้าของรถฆ่าตัวตายคล้ายๆ กันบ้างมั้ย”
“เ้าของรถที่อาร์ท ฮอบส์ เข้าไปติดต่อส่วนใหญ่เกิดอุบัติเหตุรถชนรถส่วนใหญ่เสียหายค่อนข้างหนักจากด้านข้างก็เลยรับซื้อมาเพื่อแยกชิ้นส่วนขายเพราะเครื่องยนต์ยังไม่เสียหาย”
“ทำไมฟังดูเหมือนมีรูปแบบเดียวกันเลยแค่เปลี่ยนคนทำกับวิธีการไปเรื่อยๆ ” เธโอบ่นพลางพิมพ์ถามสกอเลอร์อีกครั้ง“ถ้าให้เดา ตอนเ้าของรถประกาศขายรถก็ไม่มีคนรับซื้อ จนกระทั่ง อาร์ท ฮอบส์ติดต่อเข้ามาใช่มั้ย”
“ใช่ ไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัดแต่มีความเป็ไปได้ว่าบริษัทแฟรงค์มอเตอร์น่าจะมีการร่วมมือหรือกดดันบริษัทและร้านรับซื้อรถมือสองรายอื่นให้ปฏิเสธการรับซื้อเพื่อจะได้รับซื้อรถจากเ้าของได้ในราคาถูก”
“พอจะรู้มั้ยว่าคนที่ทำงานเป็นายหน้าให้แฟรงค์มอเตอร์ก่อนหน้าอาร์ท ฮอบส์ ชื่ออะไร”
“ไรเนอร์คอนเวย์ ไม่มีประวัติถูกดำเนินคดี แต่เขาเสียชีวิตเนื่องจากผูกคอตายในห้องพักของตนเอง”
เธโอนิ่งเงียบก่อนยกมือขึ้นปิดปากเหมือนกำลังใช้ความคิดเริ่มคาดเดาชะตากรรมของอาร์ท ฮอบส์ ได้เขาต้องรีบแจ้งเตือนให้เควินทราบก่อนที่จะสายเกินไป สกอเลอร์เห็นเธโอไม่ตอบจึงพิมพ์ข้อความกลับมาอีกครั้ง
“อีกเื่หนึ่งบริษัทแฟรงค์มอเตอร์มีประวัติส่งรถมือสองเข้าไปที่เมืองทันนิซทุกเดือนด้วย”
เธโอย่นคิ้วก่อนตั้งข้อสังเกต“ทำไมต้องส่งรถเข้าไปที่เมืองทันนิซ มีประวัติซื้อขายมั้ย”
“มีแต่ว่าเป็การซื้อขายรถระหว่างบริษัทใหญ่ที่เมืองสิญาไปที่สำนักงานสาขาที่เมืองทันนิซ”
“แต่เมืองทันนิซไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนทั่วไปเข้าไปทำธุรกิจง่ายๆเว้นแต่อยู่ในเขตเศรษฐกิจของเมืองทันนิซบริษัทสาขาของแฟรงค์มอเตอร์อยู่ที่เขตเศรษฐกิจหรือ”
“ไม่ใช่อยู่ในเขตเมืองทันนิซเลย”
สีหน้าของเธโอเครียดลงนิดหนึ่งแล้วจึงพิมพ์ตอบสกอเลอร์“หมายความว่าเกี่ยวข้องกับตระกูลดามาเช่หรือ”
“มีความเป็ไปได้ว่าเป็ธุรกิจสายหนึ่งของพวกเขา”
“ควบคุมชีวิตของคนอื่นเพื่อหาเงินตระกูลนี้ใหญ่เกินไปแล้ว” เธโอบ่นพึมพำ สกอเลอร์จึงพิมพ์ตอบกลับมา
“คฤหาสน์ของตระกูลดามาเช่ตั้งอยู่ในเมืองทันนิซมีพื้นที่ห้าไร่หรือประมาณแปดพันตารางเมตรเมื่อเทียบกับขนาดของบ้านโดยทั่วไปถือว่ามีขนาดใหญ่”
“สกอเลอร์ช่วยเลิกยิงมุขฝืดๆสักที เื่มันเครียดอยู่นะ”
“คุณอยากเล่นเกมดูหนังหรือฟังเพลงเพื่อคลายเครียดมั้ย ฉันจะได้แนะนำให้”
“ไม่ต้องเลย”เธโอกล่าวพลางยกมือขึ้นกุมขมับสกอเลอร์คงพยายามชวนเขาเปลี่ยนเื่คุยเพื่อเปลี่ยนอารมณ์แต่มันกลับทำให้เขาเครียดลงกว่าเดิมเสียอีก
ในเวลาเดียวกันบรรยากาศภายในห้องสอบสวนซึ่งทางสถานีตำรวจที่จับกุมตัว อาร์ท ฮอบส์ไว้ช่วยจัดเตรียมให้ค่อนข้างตึงเครียด ห้องสอบสวนมีโต๊ะกลางห้องและเก้าอี้นั่งสองฝั่งฝั่งละสองตัว เควินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ อาร์ท ฮอบส์ ผนังด้านหนึ่งมีกระจกบานใหญ่ติดอยู่ซึ่งทั้งคนร้ายและตำรวจต่างก็รู้ดีว่าเป็กระจกที่สามารถมองทะลุไปเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกฟากของกำแพงได้ใช้เพื่อให้ตำรวจนั่งสังเกตการณ์การสอบสวนแต่ผู้ที่อยู่ในห้องสอบสวนจะมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องสังเกตการณ์และตอนนี้สายสืบที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ก็กำลังนั่งมองเควินสอบสวนคนร้ายอยู่ในห้องสังเกตการณ์ด้วย
บนโต๊ะตรงหน้าเควินเป็ที่วางแท็บเลตขนาดใกล้เคียงกับสมุดเล่มหนึ่งและเอกสารไม่กี่แผ่นเขามองดู อาร์ท ฮอบส์ ซึ่งถูกล่ามกุญแจมือติดกับโต๊ะเอาไว้ท่าทางของอาร์ทอึดอัดเหมือนไม่เคยตกอยู่ในสภาพแบบนี้มาก่อน เควินดึงเอกสารใบหนึ่งบนโต๊ะแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู
“ผู้ตายทั้งสามคนนี้เคยรู้จักใครบ้างมั้ย”
อาร์ทยื่นหน้าไปดูภาพถ่ายในเอกสารแล้วตอบคำถาม“คุณตำรวจเอามือถือผมไปตรวจสอบแล้วไม่ใช่หรือ ผมก็รู้จักทั้งสามคนนั่นแหละผ่านแอปหาคู่น่ะ”
“แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่าถูกจับด้วยเหตุผลอะไร”
“ผมจะไปรู้หรือแค่นัดเดทกับผู้หญิงผ่านแอปหาคู่ก็มีความผิดด้วย”
“แค่นัดเฉยๆมันก็ไม่มีความผิดหรอก แต่ผู้หญิงที่แกนัดดันตายหมดเลยเนี่ยสิ”
“อย่ามาหลอกกันเลยคุณตำรวจผมดูข่าวนะ ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเธอฆ่าตัวตายแล้วเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”
“มันคงไม่เกี่ยวหรอกถ้าแกไม่นัดให้เธอทั้งสามคนขับรถมารับริมถนนก่อนขึ้นทางด่วน”เควินหยิบแท็บเลตแล้วกดสองสามทีเพื่อเรียกคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิดยื่นให้อาร์ทดู“ไหนบอกสิว่าทำไมเธอทั้งสามคนถึงฆ่าตัวตายหลังจากรับแกขึ้นรถแล้ว”
“ผมว่าพวกเธอน่าจะเป็โรคซึมเศร้าอยู่แล้วนะผมแค่ปฏิเสธไม่คบกับพวกเธอ พวกเธอก็เลยเสียใจหรือเปล่า”
“ถ้างั้นทำไมมีภาพแกตอนขึ้นรถแต่ไม่มีภาพตอนลงจากรถล่ะถ้าปฏิเสธพวกเธอระหว่างอยู่ในรถก็น่าจะโดนไล่ลงรถระหว่างทางแล้วไม่ใช่หรือ”
“ต้องมีสิหลังลงจากทางด่วนผมให้พวกเธอแวะส่งผมกลางทางแค่ไม่มีกล้องวงจรจับภาพได้เท่านั้นเอง”
“ถ้างั้นจะบอกว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่หลังจากขับรถลงจากทางด่วนแล้วงั้นหรือ”
“แน่นอนสิครับพวกคุณพบศพเธอในรถตอนจอดแถวบ้านไม่ใช่หรือ”
“แล้วรู้มั้ยว่าระยะเวลาขึ้นทางด่วนจนถึงลงจากทางด่วนใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงทั้งที่รถไม่ติดเพราะไม่ใช่วันหยุดแสดงว่าตอนอยู่บนทางด่วนได้แวะที่ไหนกันหรือเปล่า”
“ไอ้คนที่พาตัวผมมาส่งโรงพักบอกแล้วล่ะสิว่าบนทางด่วนมีจุดแวะพักรถจุดแวะพักรถที่นั่นมีร้านค้ากับร้านอาหารเราก็แค่แวะทานอาหารกับซื้อของนิดหน่อยตามประสาคู่รักไม่ได้หรือ”
“นั่นน่ะสิจุดแวะพักรถนั่นมีร้านค้าและร้านอาหารด้วย แต่กล้องวงจรบริเวณนั้นกลับจับภาพแกไม่ได้เลย”
“พวกคุณแค่หาไม่เจอเฉยๆล่ะมั้ง ไม่งั้นเราจะไปจอดรถแช่นานๆ ได้ที่ไหนบนทางด่วนล่ะ”
“มีพยานในจุดแวะพักรถบอกว่าเห็นแกกับผู้หญิงที่ตายเข้าไปจอดรถทางฝั่งลับสายตาคนที่กล้องวงจรเสียทำไมต้องจงใจเข้าไปจอดตรงนั้น”
“นั่นมันที่สาธารณะไม่ใช่หรือครับแค่เข้าไปจอดแล้วผิดด้วยหรือ”
เควินเริ่มหมดความอดทนเขาตบโต๊ะอย่างมีน้ำโห “แกรู้ดีไม่ใช่หรือว่าถ้าสูดดมควันจากเตาถ่านแค่ไม่กี่ชั่วโมงไม่ทำให้ถึงตายหรอก”
“ก็ใช่น่ะสิครับผมอยู่กับเธอแค่สามชั่วโมงบนทางด่วนจะเอาเวลาที่ไหนไปรอให้เธอสูดควันจนตายเองได้ล่ะ”
“แกก็เลยใช้ถังบรรจุก๊าซแบบเดียวกันชนิดเข้มข้นพ่นเข้าไปในรถเพื่อรมควันเธอไม่ใช่หรือ”เควินดึงเอกสารอีกใบจากกองเอกสารกองเล็กบนโต๊ะยื่นให้อาร์ทดู
เอกสารเป็ผลการตรวจสอบสารเคมีทำให้อาร์ทสีหน้าซีดเผือดจากท่าทีไม่เกรงกลัวเมื่อครู่นี้กลับกลายเป็นั่งเรียบร้อย เควินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรโต้แย้งจึงอธิบายต่อ
“เราทำการตรวจสอบรถของผู้ตายอีกครั้งถึงได้พบร่องรอยของหยดสารเคมีในรถคงหยดลงมาตอนที่แกพยายามใช้ภาชนะบรรจุก๊าซวางในรถใช่มั้ยไหนบอกฉันสิว่าทำไมคนที่ควรจะตายเพราะเตาถ่านถึงมีสารเคมีประเภทนี้หยดอยู่ในรถได้ แถมยังหยดในวันที่แกนั่งไปด้วยก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตอีก”
“มันอาจจะหยดวันอื่นที่อื่นก็ได้ ผมจะไปรู้ได้ยังไง”
“เทคโนโลยีทำให้เราตรวจสอบได้ว่ารอยนี้มันติดอยู่ในรถนานแค่ไหนและคนดีๆ ที่ไหนจะพกสารเคมีแบบนี้ติดตัวไปทุกที่ให้มันหยดเล่นล่ะ” เควินเสียงแข็งขึ้นในขณะที่อีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมรับสารภาพเขาจึงกล่าวต่อไป “วันที่แกล่อลวงผู้ชายซึ่งเป็เหยื่อรายล่าสุดแล้วทำไม่สำเร็จแกไม่ได้พกอุปกรณ์อะไรติดตัวไป ก็แสดงว่าแกซ่อนอุปกรณ์ก่อเหตุเอาไว้ที่จุดพักรถถ้าพวกฉันค้นเจอหลักฐานเองแกโดนหนักแน่ จะเอายังไง”
เควินเห็นว่าอาร์ทเริ่มจะจนมุมแล้วเพียงแต่ว่ายังไม่กล้ายอมรับความผิดเขาจึงหยิบแท็บเลตขึ้นมากดบนหน้าจอสองสามครั้งแล้วยื่นให้อาร์ทดูก่อนจะอธิบายต่อ
“บริษัทแฟรงค์มอเตอร์ที่แกและน้องสาวแกนาเดีย ฮอบส์ ทำงานอยู่ รู้ใช่มั้ยว่ามีประวัติโชกโชน”เควินกล่าวพลางหยุดมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังอ่านข่าวการฆ่าตัวตายของ ไรเนอร์ คอนเวย์ในแท็บเลตด้วยสีหน้าหดหู่ เมื่อเห็นว่าอาร์ทยังเงียบอยู่เขาก็เป็ฝ่ายพูดต่อไป “แล้วรู้หรือเปล่าว่ามันโเี้กับคนที่ทำงานให้มันไม่ได้ด้วย”
อาร์ทย่นคิ้วเริ่มแสดงความสนใจกับคำพูดของเควิน“คุณจะมารู้อะไรล่ะ พวกเราต้องทำมาหากินนะ”
“ถึงจะไม่มีหลักฐานแต่ฉันเชื่อว่าแกรู้สาเหตุที่ไรเนอร์คอนเวย์ ตาย ให้ฉันย้ำมั้ยว่าเขาตายยังไง ยิ่งตอนนี้แกถูกตำรวจจับแล้วด้วย” อาร์ทสะดุ้งรู้สึกเย็นวูบขึ้นมาถึงลำคอเควินเห็นท่าทีอีกฝ่ายเริ่มจะอ่อนลงจึงกล่าวต่อ“ถ้าไม่อยากให้ตัวเองกับน้องสาวประสบชะตากรรมเดียวกัน ฉันว่ายอมมอบตัวและให้ความร่วมมือกับตำรวจดีกว่าแล้วทางตำรวจจะช่วยคุ้มกันน้องสาวของแกในฐานะพยานเอาผิดแฟรงค์ เลนนอน”
อาร์ทพยายามข่มความรู้สึกตื่นตระหนกเอาไว้แต่สิ่งที่เควินพูดไม่ใช่เื่โกหก แฟรงค์เลนนอนเป็คนเืเย็นพอจะฆ่าคนที่หมดประโยชน์กับตัวเองได้จริงๆ เขาได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ถ้าคุณตำรวจช่วยคุ้มกันน้องสาวผมได้ผมจะยอมมอบตัวเื่ฆาตกรรม”
“ถ้างั้นก็ช่วยบอกอะไรที่น่าจะเป็ประโยชน์ซักเื่สิจะได้แน่ใจว่าแกมีอะไรมาแลกเปลี่ยน”
“แฟรงค์เลนนอน ไม่ได้พึ่งจะใช้วิธีนี้ในการบังคับให้เหยื่อขายรถมีประวัติให้เป็ครั้งแรกไรเนอร์ คอนเวย์ ก็เหมือนกับผมตอนนี้ ถูกบังคับให้จัดการกับเหยื่อเพื่อทำให้รถมีประวัติ”