หิมะตงเทียนโปรยปราย
ความจริงแล้ว ใน่ที่หิมะตกอากาศจะอุ่นกว่าวันที่ปราศจากหิมะ แต่ก็ยังนับว่าหนาวเกินที่คนทั่วไปสุดจะทานทน
เมื่อหวงซิ่นไม่อยู่ เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลง ต้องช่วยกันดูแลกิจการงานของสำนักมากขึ้น แต่ไม่ว่างานจะหนักหนาเท่าใด สำนักก็เปรียบเสมือนบ้านใหญ่หลังหนึ่ง การดูแลสำนักจึงประดุจการดูแลบ้านของตน
ทั้งสามคนก็คล้ายหวงซิ่น ที่มีหน้ามีตาได้ทุกวันนี้ แทบทั้งหมดเป็เพราะตระกูลหวง
โดยเฉพาะทั้งสามต่างมีบุตรภริยาต้องดูแล ภารกิจทั้งเื่ส่วนรวมและส่วนตัวจึงมีมากมาย แทบจะไม่อาจปลีกเวลาทำสิ่งอื่นใด
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหล่าศิษย์ตระกูลหวงเต็มใจทำอย่างยิ่งนั่นคือการออกหาสมุนไพรและตัวยา
ทั้งนี้เพราะในตระกูลหวง ส่วนใหญ่ทราบดีว่านอกจากจะมีฝีมือการปรุงอาหารเป็เลิศแล้ว ความรู้ทางการแพทย์ของหวงฮูหยินมิเป็สองรองใคร
เสียงร่ำรือว่าแม้แต่หมอหลวงบางครั้งยังต้องขอคำแนะนำจากนาง
ความจริงแล้วเมืองใหญ่อย่างลั่วหยางก็มีหมอจำนวนมากคอยรักษาอาการป่วยของคนทั่วไป ไม่ว่าด้วยวิธีการฝังเข็ม จับชีพจร ใช้ยาต้ม ใช้อาหาร สมุนไพรและการเล่นแร่แปรธาตุต่าง ๆ
แต่ความรู้ของหวงฮูหยินเป็การผสมผสานตำราจากนอกด่านเข้ากับความรู้บริเวณตอนกลางของประเทศ เกิดเป็แนวทางการรักษาที่ทั้งซับซ้อนทั้งกว้างขวาง นางใช้ทักษะทางการแพทย์ช่วยชีวิตคนมาหลายปี เพียงแต่มิได้ทำเป็อาชีพเท่านั้น
สำหรับสมุนไพรส่วนใหญ่ ย่อมหาได้จากในเมือง ยกเว้นแต่ของหายากบางชนิด ที่ต้องให้ศิษย์ตระกูลหวงตระเวนหาตามป่าเขา บางครั้งหวงฮูหยินต้องวาดรูปอธิบายแนบไป เพราะศิษย์เ่าั้ไม่รู้จักสมุนไพรที่นาง้า
วันนี้เสวียจงมอบหมายให้ศิษย์ตระกูลหวงสามสิบคนออกไปหาสมุนไพร เนื่องจากหวงฮูหยิน้าจัดเตรียมตัวยาไว้ล่วงหน้าจำนวนมากและเพื่อความปลอดภัย จึงให้ศิษย์ที่ฝีมือดีไปคุ้มครองเผื่อเกิดเหตุร้ายด้วย
ั้แ่หวงซิ่นกับพวกถูกทำร้ายในครั้งก่อน ตระกูลหวงก็ไม่เคยตกอยู่ในความประมาท
ขณะที่ศิษย์ตระกูลหวงกำลังกระจายตัวหาสมุนไพรอยู่ในป่าเขานอกลั่วหยาง ก็พบกันพรานเฒ่าผู้ล่าสัตว์และเก็บหาสมุนไพรเพื่อยังชีพ
หลังจากโอภาปราศรัยกันตามสมควร พรานเฒ่ายังได้ชี้จุดของพืชหายากหลายอย่างบริเวณนั้น ทำให้เหล่าศิษย์ตระกูลหวงยินดียิ่ง เพราะการเดินป่าเพื่อหาสมุนไพร แท้จริงเป็งานที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจอย่างมาก
โรงเตี้ยมเถี่ยนหยา
เสี่ยวเอ้อวัยห้าสิบยืนอยู่หลังโต๊ะบริการ ั้แ่เสี้ยวอู้ิกับเหมยฮวาไม่อยู่ มันก็คล้ายกับจะเงียบเหงาลงไป แม้บางวันจะมีลูกค้าเมาสุราโวยวายทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็ไม่ทำให้มันกระตือรือร้นมากขึ้น
ยิ่งวันที่หิมะโปรยปราย ลูกค้าก็ยิ่งน้อยลง
พรานเฒ่าคนหนึ่งเดินลากสังขารเข้ามาในร้าน พร้ะกร้าใส่สมุนไพรหายากสองสามชนิด มันสั่งผัดผักธรรมดาชามหนึ่งและข้าวเยอะๆ ชามหนึ่ง ลงมือกินอย่างหิวโหย
พอกินเสร็จมันพยายามล้วงเศษเหรียญมาวางนับบนโต๊ะ แต่ไม่ว่าจะนับกี่ครั้งเงินทองก็ไม่งอกมามากขึ้น
เสี้ยวเอ้อผู้พูดน้อยเดินเข้าไปหามัน
“สมุนไพรที่เ้าเก็บมานั่นหากขายก็พอเปลี่ยนเป็เงินได้สักสี่ห้าอีแปะ ถ้าไม่มีความจำเป็ต้องใช้ก็เอามาแลกกับเงินเถอะ”
พรานเฒ่ายิ้มแห้งๆ
“ของพวกนี้ข้าฯ ต้องเดินป่าหลายวันจึงหามาได้ ยังไงขอสักสิบอีแปะพอให้คุ้มเหนื่อยได้หรือไม่”
“เจ็ดอีแปะหาไม่ก็จ่ายค่าอาหารมา”
“ตกลง”
หลังพรานเฒ่าออกจากร้านไป เสี้ยวเอ้อก็รีบนำสมุนไพรไปเก็บไว้อย่างดี
คราวนี้กลับสามารถหาพืชแปลก ๆ ไปมอบให้หวงฮูหยินได้โดยไม่เหนื่อยยาก
ฟาร่าเดินผ่านด่านตรวจของฉางอานมาอย่างเปิดเผย
แม้นางรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำกว่าสตรีภาคกลางทั่วไป แต่สำหรับเมืองที่มีชาวต่างชาตินับหมื่นอาศัยอยู่เช่นนี้ ทหารที่เฝ้าด่านนับว่าเห็นจนชินตา แม้แต่คนต่างถิ่นผมสีทองร่างใหญ่ราวเก้าเชียะ พวกมันก็ยังเคยพบมาแล้ว
นางแม้ไม่สวยแต่ก็ไม่ขี้เหร่ จุดเด่นคือร่างกายใหญ่โตแ่า มีมัดกล้ามเนื้อเด่นชัด ท่อนแขนใหญ่กว่าบุรุษทั่วไป เมื่อสวมเสื้อแขนสั้นรัดกุมพอดีตัวและมีสายหนังรัดที่ต้นแขนทั้งสองข้าง ยิ่งทำให้เห็นว่านางเป็สตรีที่มิควรตอแยด้วยประการทั้งปวง
นอกจากความสูงที่มากกว่าบุรุษมาตรฐานแล้ว ท่าทางเดินเชิดหน้ามองฟ้า ยิ่งทำให้นางดูสูงขึ้นไปอีก
ฟาร่าเองก็มาตลาดของฉางอาน
เหมือนทุกคนที่มาถึงต้องเริ่มต้นที่นี่
นางเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสวนกับสตรีชุดแดงผู้หนึ่ง
ทั้งสองมองสบตากัน
สายตาคมกริบของสตรีชุดแดงประสานกับสายตาเชิดหยิ่งแข็งกร้าวของฟาร่า
เมื่อยืนเทียบกันแล้ว สตรีชุดแดงสูงเพียงจมูกของนางเท่านั้น
แต่โดยที่ยังไม่ทันพูดจา สตรีชุดแดงก็ยกเท้าขวาเตะเข้าใส่นาง
กลับสามารถเตะได้สูงถึงศีรษะของฟาร่า
ฟาร่าที่หน้าเชิดเปลี่ยนเป็กัดฟันฉีกยิ้ม แทนที่จะเอี้ยวหลบกลับยกแขนซ้ายขึ้นทัดกับใบหู เพื่อกันเท้าของสตรีชุดแดงไว้
เสียงดังตั๊บคล้ายคนใช้ไม้ฟาดใส่ฟูกแน่นๆ ร่าง่บนที่แข็งแรงของฟาร่าถึงกับเอนไปด้านขวา แต่เท้าทั้งสองข้างยังปักหลักอยู่ที่เดิม
ช่างเป็ร่างกายที่แข็งแกร่งนัก
สตรีชุดแดงเตะเท้ากดศีรษะฟาร่าไว้ โดยเข้าใจว่าท่าเท้านี้สามารถเตะคนจนล้มลง มิคาดว่านอกจากจะไม่หลบแล้ว ฟาร่ายังเพียงแต่ยกแขนขึ้นกันไว้เท่านั้น ขณะที่กำลังจะดึงเท้าออกมาเพื่อเตะซ้ำ ฟาร่าตวัดแขนทั้งสองข้างจับขาของนางไว้แน่น ก่อนจะหมุนตัวกลับทุ่มนางจนปลิวออกไปหลายวา
ก่อนที่ร่างของสตรีชุดแดงจะฟาดตกกับพื้น หวงซิ่นก็ะโเข้ามารับนาง
มันเองเกร็งลมปราณในระดับหนึ่ง ด้วยเข้าใจว่าตนสามารถรับร่างงามชุดแดงไว้ได้ไม่ยากนัก แต่ทันทีที่นางปลิวมาถึง แรงปะทะอันหนักหน่วงก็กระแทกใส่หวงซิ่นจนกระเด็นไปทางเดียวกัน
หวงซิ่นรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ตัวของมันกลิ้งคลุกไปกับฝุ่นดินบนถนน
ส่วนสตรีชุดแดงมิดีกว่าเท่าใด แต่นางยังทันอาศัยจังหวะที่ปะทะกับหวงซิ่นช่วยชะลอความเร็วจากการถูกเหวี่ยงทุ่มไปได้มาก
นางรีบลุกขึ้นมากระโจนเข้าใส่ฟาร่าอีกครั้ง ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
หวงซิ่นเหมือนลืมตัวะโเข้ากอดเอวนางจากทางด้านหลัง ปากร้องะโ
“อย่าตีกัน ทหารกำลังมานั่นแล้ว”
แม้ไม่้ายุ่ง แต่เมื่อมีผู้หญิงตบตีกันในตลาด ทหารเวรยามสี่ห้าคนก็ตั้งขบวนค่อยๆ เดินเข้ามาหาไกลๆ
สตรีชุดแดงซึ่งผ้าปิดใบหน้าหลุดไปทางใดไม่อาจทราบ ก้มลงมองหวงซิ่นที่กอดเอวนาง สายตาแทบจะเหมือนมองศัตรูคู่อาฆาต นางสะบัดเท้าขวาไปข้างหน้าก่อนที่จะเตะส้นเท้ากลับใส่หวงซิ่นที่อยู่ด้านหลัง
แม้เป็การเตะในระยะกระชั้นชิด แต่ส้นเท้าของนางกระทบาแเก่าบริเวณหน้าท้องหวงซิ่นโดยตรง ทำเอามันต้องรีบปล่อยมือที่กอดเอวนางมากุมท้องเอาไว้
เหมือนโลกของมันดับไปวูบหนึ่ง
เมื่อหายจากอาการจุกเสียด ฟาร่าและสตรีชุดแดงก็หายไปแล้ว
มือข้างหนึ่งยื่นมาเบื้องหน้ามัน
หวงซิ่นเงยขึ้นมองก็เห็นรอยยิ้มกว้างน่าหมั่นไส้ของเสี้ยวอู่ิ
“ผู้น้องเพียงแต่แนะนำให้พี่หวงจู่โจมเพื่อทำความรู้จัก มิคาดคิดว่าพี่ท่านจะอาจหาญะโเข้าปลุกปล้ำสตรีกลางตลาด หากรู้ว่าพี่ท่านเป็ยอดอาชากล้าดังพยัคฆ์เช่นนี้แล้วละก็ ผู้น้องคงไม่ปล่อยไก่ชี้แนะไปวันก่อน”
หวงซิ่นกัดฟันจับมือเสี้ยวอู่ิพยุงตัวขึ้นมา
“หากข้าพเ้าไม่าเ็อยู่ก่อน ท่าเท้าของสตรีร่างเล็กๆ จะทำอะไรได้ อีกอย่างบุรุษมิควรลงไม้ลงมือกับสตรี”
มันพูดไปหน้าแดงไป
เสี้ยวอู่ิยังคงแย้มยิ้ม โบกไม้โบกมือไล่ทหารยามให้เดินกลับไป ก่อนสะบัดพัดขึ้นโบกทั้งที่อากาศหนาวเย็นจับใจ
เมื่อทราบว่าพี่ท่านสบายดี ผู้น้องก็ขออนุญาตไปปฏิบัติภารกิจ หากมีสิ่งใดให้ผู้น้องช่วยสามารถฝากเื่ไว้กับทหารที่เฝ้าด่านได้
ว่าแล้วมันก็เดินเรื่อยเฉื่อยจากไป ไม่หันกลับมามองหวงซิ่นที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่แม้สักน้อย
เ้ากรมตุลาการเป่าไฉนั่งตรวจสำนวนอยู่ในห้องทำงาน มันอ้าปากหาวบิดตัวอ้วนกลม น้ำตาซึมหางตาเล็กน้อย
นับวันงานยิ่งมายิ่งหนักหนา
ดีที่สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงพระราชทานโอกาสให้มีการสอบขุนนางได้มากกว่าเมื่อก่อน แม้ทุกผู้คนคาดได้ว่าจะทรงใช้บัณฑิตใหม่เหล่านี้เพื่อคานอำนาจข้าราชการกลุ่มเดิม ๆ แต่เมื่อมีคนมีความรู้เข้ามาทำงานมากขึ้น กิจการต่าง ๆ ก็เป็ไปได้ด้วยดี
ทราบว่าพระนางมีรับสั่งให้จัดอันดับคะแนนสอบ โดยผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเรียกว่า จ้วงโถว หรือจอหงวน ผู้ที่ได้คะแนนถัดมาเรียกว่าป่างเหยียน ส่วนผู้ที่ได้ลำดับที่สามเรียกว่าถ้านฮัว นับว่าเป็เกียรติยศแก่ผู้เข้าสอบเป็อย่างยิ่ง
สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีการแย่งตัวบัณฑิตที่มีคะแนนสูงเพื่อมาทำงานและอีกนัยหนึ่งเพื่อตอบสนองต่อพระราชดำรัสของพระจักพรรดินีในการส่งเสริมผู้มีความรู้ มากกว่าระบบการเข้าสู่ตำแหน่งจากวงศ์ตระกูลหรือเส้นสายแบบเก่า
กรมสิงปู้ของมันแม้มีบทบาทสำคัญด้านกฎหมายและการลงทัณฑ์ แต่บางครั้งก็้าผู้มีทักษะเชิงบู๊เพื่องานที่ต้องจับกุมหรือปะทะอย่างรุนแรง
ที่ผ่านมามันต้องเสียคนฝีมือดีให้เว่ยกงกงไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็สิ่งที่รับได้ เนื่องจากกงกงเป็ผู้ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายในที่สุด หากพูดถึงมันในแง่ดีให้ทรงทราบ ตำแหน่งของมันก็มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น
สำหรับตำแหน่งอัครมหาเสนบดีนั้น หากได้มาก็เป็เื่ที่น่ายินดี
แต่มันก็รู้ว่าภายใต้ท้องฟ้านี้ไม่มีสิ่งใดไม่มีค่าตอบแทน
การทะเยอทะยานมากเกินไป อาจนำมาซึ่งภยันตราย
แต่ความจริงชีวิตในวังหลวงก็นับว่าขี่หลังเสืออยู่ทุกวัน
เดี๋ยวตรวจงานเสร็จแล้วมันตั้งใจจะไปอาบน้ำอุ่นๆ ให้คลายเมื่อยล้า
เสี้ยวอู่ิแบกเนื้อตากแห้งมาหอบใหญ่ เหมยฮวานั่งมองมันจัดการแบ่งเนื้อออกเป็ส่วนๆ เพื่อให้กินได้หลายมื้อ
าแที่ขาของนางเกือบหายดีแล้ว นี่เป็เพราะตัวยาของหวงฮูหยินโดยแท้
ใบหน้านางแดงขึ้นเล็กน้อย เมื่อคิดถึงขั้นตอนของการพอกยา
“เราน่าจะไปจากที่นี่ได้แล้ว”
เสี้ยวอู่ิหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวพลางพูดพลาง
“อดทนอีกนิด หากกำจัดไกวเช่อเฉียวได้ เราจะได้กลับลั่วหยางกัน”
เหมยฮวาเงียบไป นางรู้ว่ามันเป็ห่วงนางแต่ก็ไม่อาจละทิ้งงานป้องกันพระจักรพรรดินีไปได้
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาไกล ๆ แต่คล้ายกับกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
เสียงเคาะประตูลับดังขึ้นเบาๆ
“มีการระดมค้นหาคนร้ายอย่างเร่งด่วน กงกงให้รีบมาแจ้งท่านเสี้ยวให้พาคนหลบไป”
จากนั้นเสียงก็เงียบลง
เสี้ยวอู่ิไม่ขบคิดมากความ รีบกระโจนไปค้นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เตรียมไว้ยื่นส่งให้เหมยฮวา
“ท่านสวมชุดนี้แล้วรีบลงไปหาข้าพเ้าข้างล่าง”
จากนั้นมันก็ลงจากห้องลับไป
เหมยฮวามองชุดอย่างงงงงแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อนางลงมาจากห้องลับ เห็นเสี้ยวอู่ิ ยืนหลบเงามืดอยู่ใกล้หน้าต่าง
เสียงคนะโดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“ขาท่านเป็อย่างไรบ้าง”
“ไหว”
นางตอบกระชับ
“ตามข้าพเ้า”
มันพูดกระชับเช่นกัน
เสี้ยวอู่ิเร่งความเร็วไปตามเงามืดและพุ่มไม้ เหมยฮวาต้องทุ่มเทท่าร่างและกำลังภายในจนลมหายใจกระชั้นขึ้น
ยามคับขันบุรุษผู้นี้ช่างรวดเร็วนัก
บางครั้งจวนเจียนจะพบกับผู้คน เสี้ยวอู่ิก็สามรถพานางลดเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทาง บางครั้งก็ต้องย้อนกลับไปมาสองสามครั้ง จนนางเริ่มจำทิศทางไม่ได้
แต่ก็พอรู้ว่ามันมิได้มุ่งหน้าออกจากเขตวังหลวง หากกลับพานางลึกเข้าไปด้านใน
นางเร่งความเร็วเพื่อตามมันให้ทัน ไม่มีเวลาถามไถ่
จนในที่สุดก็มาถึงเก๋งน้อยแห่งหนึ่ง
เสี้ยวอู่ิหยุดเท้าลง
เหมยฮวาหอบเล็กน้อย
“ท่านพาข้าฯ มาที่ใด”
เสี้ยวอู่ิขยับตัวจนแทบจะชิดกับนาง
“เงียบไว้ ที่นี่เป็เขตพระราชฐานชั้นนอก”
เหมยฮวาหน้าตาตื่น
นางแม้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน แต่การเข้ามาในเขตวังหลวงลึกขนาดนี้ มิใช่สิ่งที่เคยคิดฝัน
“ท่านยืนเฉยๆ อยู่ที่นี่ เดี้ยวจะมีคนมารับ ให้ตามนางไป เมื่อเสร็จเื่ราวข้าฯ จะมาหา”
“หากมีผู้พบเห็นจะทำอย่างไร”
เสี้ยวอู่ิยิ้ม
“ให้บอกว่าท่านเป็นางกำนัล”
“ผู้ใดจะเชื่อถือ”
“ก็ท่านสวมชุดของนางกำนัล”