ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด ประหนึ่งหยาดหมึกไหลชโลมผืนนภา กองบัญชาการกลางถูกโอบล้อมปิดกั้นไว้ ด้วยขุมกำลังแห่งกองทัพปีศาจที่หนาแน่นดุจปราการเหล็ก แสงไฟจากค่ายทหารสั่นระริกเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ
องค์หญิงมันฑนาประทับยืนตระหง่านอยู่บนเชิงเทินสูง แววพระเนตรที่เคยสดใสบัดนี้กลับหม่นหมองลงด้วยภาระอันหนักอึ้ง ลมเหมันต์ที่พัดผ่านอาภรณ์มิได้เพียงแค่ทำให้ผิวกายเหน็บหนาวเท่านั้น แต่ยังกรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจที่บอบช้ำของนาง
ทันใดนั้น เสียงหวานกังวานของสตรีนางหนึ่งพลันดังขึ้นจากเบื้องหลัง “ดูหลานสาวผู้สูงศักดิ์ของเราสิ... เพียงชั่วพริบตาก็เติบโตเป็นสาวสพรั่ง งดงามราวรัศมีแห่งจันทราบนผิวน้ำ ทว่าเหตุใดในค่ำคืนนี้เจ้าจึงดูเศร้าหมองนัก” เสียงหวานกังวานประดุจเสียงกระดิ่งแก้วดังขึ้นจากเบื้องหลัง
มันฑนาหันพระพักตร์กลับไปโดยพลัน ทอดพระเนตรเห็นบุรุษและสตรีซึ่งอบอวลด้วยไอปราณพิสุทธิ์ดุจเทพแสงรุ่งอรุณ แย้มสรวลละมุนดั่งบุปผาบานยามเช้า
“พวกท่านคือผู้ใด?” นางตรัสถามทั้งคู่
“ข้าคือ ไป๋เซี่ยนจื่อ” บุรุษผู้มีสง่าราศีกล่าวตอบ พร้อมด้วยสตรีข้างกายที่เสริมขึ้นอย่างนุ่มนวล “และข้าคือ ไป๋ชิงจื่อ... ที่เหล่าอาณาประชาราษฎร์ขานนามว่า องค์ชายสาม และ องค์หญิงสี่ อย่างไรเล่า”
ดวงเนตรของมันฑนาพลันสว่างวาว นางรีบค้อมกายลงด้วยความเคารพ “ที่แท้คือเสด็จน้าทั้งสอง หลานขอประทานอภัยที่ล่วงเกินด้วยกิริยาอันมิสมควร”
“ญาติกันแท้ๆ น้าไม่ถือสาเจ้าหรอก” องค์หญิงสี่กล่าวพลางหัวเราะเบาๆ “น้ากับพี่สามเพิ่งออกจากการบำเพ็ญ มิคาดคิดเลยว่าจะได้เห็นหลานสาวคนงามของพวกเรา กลับต้องมายืนแบกภาระปกป้องราชอาณาจักรไว้บนบ่าเพียงลำพังเช่นนี้”
องค์ชายสามยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายดั่งแสงสุริยัน “น้าครองพลังสุริยัน-จันทรา ส่วนน้องสี่กุมพลังอัสนี แล้วตัวเจ้าเล่าหลานรัก?” องค์ชายสามถามด้วยสายตาเป็นประกาย
“หลานและพี่ชายได้รับพระกรุณาจากอาจารย์เจ้าสำนักเหมันต์ หลอมรวมกระดูกเซียนให้ หลานได้รับกระดูกเซียนอัสนีย์จันทรา ส่วนพี่ชายได้รับกระดูกเซียนหงส์เพลิง จนในที่สุด… เราสองพี่น้องบรรลุขั้นเทพครึ่งก้าว แล้วเจ้าค่ะ”
“วิเศษนัก!” องค์หญิงสี่ดีดนิ้วอย่างพึงใจ “หากเราสามคนร่วมมือกัน… อาจต้านทัพปีศาจได้อีกหลายวันเลยทีเดียว!”
“เช่นนั้นหลานก็ขอทูลเชิญท่านน้าทั้งสองไปพิสูจน์ความจริงกันสักหน่อยเพคะ” สิ้นคำกล่าวขององค์หญิงมันฑนาและน้าทั้งสองก็พุ่งทะยานจากเชิงเทิน ตามด้วยเหล่าเซียนอีกนับร้อยมุ่งสู่สมรภูมิตรงไปเบื้องหน้าสู่กองทัพปีศาจ
แม่ทัพปีศาจระดับเทพครึ่งก้าวทั้งสามยืนคอยอยู่บนรถศึกสีดำ เสียงหัวเราะของแม่ทัพใหญ่ดังก้องไปไกล “ฮ่า ๆ ๆ แม่ทัพมนุษย์เพียงสามคน บังอาจท้าทายตบะนับแสนของข้า!” แม่ทัพใหญ่ปีศาจคำรามก้องดุจฟ้าผ่า “แม่ทัพซ้าย แม่ทัพขวา บดขยี้พวกมันเสีย!”
คำสั่งยังไม่ทันสิ้น กองทัพปีศาจเงาจำนวนหลายแสนก็ห้อมล้อมเข้ามาราวมวลเมฆสีหมึกที่บดบังดวงดาวจนแม้แต่แสงเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจลอดผ่านไปได้
องค์หญิงสี่ยิ้มบางๆ “โอ๊ย… มากันมากมายเสียจนเกินงาม”
องค์หญิงมันฑนาวาดวงแขนฟาดฝ่ามือออกไป สายอัสนีบาตปลดปล่อยออกมาจากปลายพระหัตถ์ เสียงคำรามของฟ้าผ่ากระแทกเข้ากลางขบวนรบของกองทัพปีศาจจนปีศาจร่างแหลกสลายไปนับพัน เถ้าปราณมืดปลิวว่อนเป็นควันดำเหม็นไหม้น่าสะอิดสะเอียน
องค์หญิงสี่สะบัดชายอาภรณ์บังเกิดเป็นสายฟ้าฟาดฟันศัตรู ขณะที่องค์ชายสามใช้วิชาพันหัตถ์สุริยา กวาดล้างเหล่าปีศาจรอบกายจนราบคาบ
แต่เมื่อคลื่นปีศาจหลั่งไหลเข้ามาไม่สิ้นสุดจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เสียงกรีดร้องของปีศาจดังสนั่นราวพายุฝน ค่ายกลป้องกันด่านพลันสลายลงไปในที่สุด แม่ทัพปีศาจจึงนำเหล่าปีศาจทะลักเข้าสู่กองบัญชาการกลาง
เหล่าเซียนฝ่ายมนุษย์แม้พยายามเข้าปะทะขนสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งคลื่นปีศาจเหล่านั้นได้เลย มันฑนาเห็นสัญญาณของความเสียเปรียบเช่นนั้นจึงสั่งการออกไป “ทุกคน… ถอยทัพ! หนีเข้าช่องเขานกนางแอ่น!”
จากนั้นนางจึงหันมากระซิบท่านน้าทั้งสอง “เราจะแกล้งแตกพ่าย นำพวกมันเข้าสู่ช่องเขานกนางแอ่น ที่นั่นคือแดนสังหารของเรา” ขบวนรบร้อยกว่าชีวิตที่เหลือรอดพุ่งเข้าสู่ช่องเขาแคบที่ขนาบด้วยหน้าผาสูงชันประหนึ่งถูกเทพศาสตราแยกขุนเขาไว้
ด้านกองทัพปีศาจ แม่ทัพซ้ายกระซิบ “ท่านแม่ทัพใหญ่ จะให้ตามพวกมันไปหรือไม่” แม่ทัพปีศาจหัวเราะเยาะด้วยทิฐิ “ตามไปบดขยี้มัน! มดปลวกเหล่านั้นจะหนีไปได้ไกลสักเพียงใด!”
แม่ทัพขวาค้านขึ้นมาทันที “แต่ที่แห่งนี้ หากมีการซุ่มโจมตี พวกเราจะลำบาก…”
เสียงคำรามของแม่ทัพใหญ่จึงดังขึ้น “เจ้าบังอาจสงสัยคำสั่งของข้าหรือ!? ดูสิ พวกเรามีนับแสน มนุษย์ก็แค่เพียงเศษฝุ่น เจ้ายังจะกลัวอันใดอีกเล่า!”
ดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้าเริ่มแสงแรกของวัน กองทัพปีศาจไล่ตามเข้าสู่ช่องเขา เส้นทางค่อยๆ แคบลงจนเหลือเพียงวาเศษๆ รถศึกของแม่ทัพทั้งสามติดคาไม่อาจไปต่อเสียงตะโกนดังสนั่น
“หยุดขบวน!” แม่ทัพใหญ่รีบสั่งการ
เมื่อทัพปีศาจนับแสนบดเบียดเข้าไปในช่องแคบจนหมดทั้งกองทัพ พลุสัญญาณสีชาดก็พุ่งทะยานสู่ฟ้าสั่นสะเทือนไปทั้งสิบทิศ!
“หลั่งวารีศักดิ์สิทธิ์!” องค์ชายมันตรินที่ซุ่มอยู่บนยอดผาสั่งการ
และแล้วแผ่นฟ้าก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงโห่ร้องดังอื้ออึง เหล่าเซียนบนยอดผานับร้อยต่างระดมทุ่มถังน้ำทะเลอาคมลงมามากมาย ก่อนจะซัดปราณเข้าใส่จนถังระเบิดเป็นละอองใสราวกับพิรุณสวรรค์ ทันทีที่น้ำสัมผัสผิวกายปีศาจเงา เสียงโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วหุบเขา ร่างมืดดำสลายกลายเป็นไอประหนึ่งหิมะยามต้องแสงสุริยา เพียงชั่วอึดใจกองทัพของปีศาจเงานับแสนก็มลายไปสิ้น เหลือเพียงขุนพลใหญ่สามตนที่รอดตายอย่างหวุดหวิด
“หนอย... พวกมนุษย์ชั้นต่ำ!” แม่ทัพใหญ่คำรามจนยอดเขาปริร้าว ทั้งสามประสานหัตถ์ร่ายมนตร์ดำ ปลุก ‘ค่ายกลเงาอสูร’ ขึ้นกลืนกินแสงแห่งรุ่งอรุณจนดับสูญ ภายใต้ม่านอันมืดมิดนี้ ปีศาจทั้งสามวูบไหวไร้ร่องรอย โจมตีสังหารเหล่าเซียนไปมากจนสมรภูมิแดงฉานไปด้วยโลหิต
จนถึงรุ่งสางวันที่สาม สถานการณ์ฝั่งมนุษย์เข้าสู่จุดวิกฤต “เหตุใดพวกมันจึงไม่มีท่าทีอ่อนแรงลงเลย?” มันฑนาเอ่ยด้วยเสียงสั่นพร่าขณะซับโลหิตที่มุมปาก
“ปีศาจเหล่านี้กินความสิ้นหวังและความพยาบาทเป็นอาหาร” องค์หญิงสี่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ยิ่งเราท้อแท้ หรือโกรธแค้น พวกมันก็จะยิ่งแกร่งกล้าขึ้น”
ทันใดนั้น ท้องฟ้ากลับเดือดพล่านประหนึ่งมหาสมุทรเพลิง พื้นปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านจนทุกสรรพสิ่งเงียบงัน ม่านหมอกทมิฬแตกตัวออก เผยร่างหนึ่งซึ่งองอาจดุจพญามารจากปฐมกาล
มหาเทพปีศาจ อิ๋งม่อจุน ปรากฏกายท่ามกลางสายหมอกพิษ พลังปราณสีม่วงเข้มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว
“รัศมีแห่ง... เทพปีศาจบรรพกาล” องค์ชายสามพึมพำด้วยหัวใจที่ตกวูบ “นี่คือขุมพลังที่เกินกว่าพวกเราจะต้านทานโดยแท้!”