การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 168 เรื่องราวของเฟยเฟย 3

    บทที่ 168 เรื่องราวของเฟยเฟย 3
    จิ้งจอกสีขาวขมวดคิ้วใส่ชิวเหวินเจี้ยน ชายที่จู่ๆ ก็โผล่มาหน้าตาไม่ใช่ว่าดูไม่ไว้ใจ เขามีผมยาวสีดำสนิท ร่างกายแข็งแรงสูงโปร่ง สวมชุดคลุมปิดบังอาภรณ์ภายใน มองทั่วไปแล้วก็คือเผ่านมนุษย์นั่นเองแต่ว่าพลัง พลังต่างหากที่ดูต่างจากพวกมนุษย์ แม้จะเป็นเพียงเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ต้อยต่ำสุดในห่วงโซ่อาหารทั้งยังด้อยการพัฒนาแต่ว่าจิ้งจอกสีขาวรู้ดีว่าชายผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
    “ท่านอยากรู้อะไรเกี่ยวกับข้ากัน”
    “ข้าอยากรู้ว่าเจ้าเป็นตัวเดียวหรือเปล่าที่กลายร่างได้ วิชาที่เจ้าใช้ ความคิด ทุกอย่างของเจ้า อ้อ...” ชายตรงหน้าฉุดมือของจิ้งจอกในร่างมนุษย์ให้ยืนขึ้น “อย่างแรกควรจะเป็นชื่อของเจ้าก่อนสินะ”
    “ท่านเป็นใคร...ได้ยังไง ท่านพาพวกเขาไปที่ไหน”
    “ข้าชื่อหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ” ชิวเหวินเจี้ยนบอกชื่อตัวเองเสร็จสรรพ ชายหนุ่มถอนหายใจที่เจ้าจิ้งจอกตัวน้อยไม่ยอมละความพยายามในการอยากรู้ว่าเขาปรากฏตัวมาจากที่ไหนและพวกมนุษย์เหล่านั้นถูกส่งไปที่ใดแล้ว ชิวเหวินเจี้ยนมองไปรอบชุมชนเล็กๆ นี้
    ที่นี่เป็นลานกว้างรายล้อมด้วยบ้านจากดินน้อยใหญ่ เขาเดาว่าพวกจิ้งจอกคงใช้ใต้ดินเป็นหลุมหลบภัยก่อนจะค่อยๆ พากันขึ้นมาและซ่อนตัวอยู่ในบ้านดินเพื่อดูว่าจิ้งจอกตัวสีขาวจะปกป้องพวกเขาได้หรือไม่ จะเป็นอันตรายหรือเปล่า ส่วนเจ้านี่ก็เป็นห่วงคนในชุมชนจึงใช้วิชาบิดเบือนการรับรู้ของพวกมนุษย์เหล่านั้น
    “ท่านเป็นใคร”
    คำถามนี้ชิวเหวินเจี้ยนตอบยากที่สุดแล้ว ชายหนุ่มบอกไม่ได้ว่าตนเป็นใคร ความทรงจำครั้นยังเป็นมนุษย์แทบไม่เหลืออยู่ ส่วนตอนนี้เป็นใครเขาก็ไม่อาจพูดได้ เป็นมากกว่ามนุษย์หากแต่ว่ายังหลงเหลือคราบของมนุษย์ อยู่เหนือผู้ใดแต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ดั่งใจเพราะยังมีเผ่าวิญญาณสวรรค์อีกหลายคน
    “พระเจ้าในหมู่ของพระเจ้าอีกที”
    ได้ยินเช่นนั้นจิ้งจอกสีขาวก็หางตก ร่างของมันแทบทรุดลงไปกับพื้นเพราะยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งสัมผัสถึงพลังที่แข็งแกร่งมากนั้นได้ พลังเวทย์ในกายที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบชิวเหวินเจี้ยนเข้มข้นและดูจะทรงพลังมากกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพลังบนโลกนี้เสียอีก
    “บ้าไปแล้ว...ท่าน”
    ชิวเหวินเจี้ยนหัวเราะในลำคออย่างถูกใจ เขาปล่อยมือออกจากจิ้งจอกครึ่งมนุษย์เมื่อเห็นว่าเขาสามารถยืนทรงตัวได้แล้ว ชายหนุ่มมองสำรวจก่อนจะเอ่ยถาม
    “แล้วพรรคพวกของเจ้าไปไหนแล้ว เรียกพวกเขาออกมาสิ” ชิวเหวินเจี้ยนนั่งลงกับพื้นแต่ยังไม่ทันไรตอไม้ก็งอกผุดขึ้นจากผืนดินมารองรับตัวเขา จากนั้นโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มก็ปรากฏตรงหน้าจิ้งจอกสีขาว มีเก้าอี้ตอไม้รายเรียงอยู่โดยรอบราวกับรอต้อนรับคนในชุมชนเล็กๆ นี่
    จิ้งจอกสีขาวตกตะลึงกับพลังดังกล่าวเป็นอย่างมาก เหมือนกับโลกทั้งใบหมุนไปตามนิ้วมือของชายคนนี้เลย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพบพานผู้ใดมีพลังเช่นนี้ ทั้งยังสุขุม ใจเย็นต่างกับมนุษย์ที่เหิมเกริมในพลังของตนนัก
    “ข้าชื่อจิวฮุ่ย” จิ้งจอกสีขาวในร่างมนุษย์แนะนำตัว ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้มให้ก่อนจะพยักหน้ารับ จิวฮุ่ยเดินหายลับเข้าไปในบ้านดินเล็กๆ หลังหนึ่ง จากนั้นชิวเหวินเจี้ยนก็สัมผัสได้ว่าพลังที่คอยปกคลุมทั่วบริเวณเพื่อบิดเบือนภาพที่คนภายนอกเห็นจางหายไปแล้ว หายไปอย่างสิ้นเชิงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
    จิ้งจอกสีขาวตัวเล็กตัวน้อยนับสิบตัวพากันออกมาจากบ้านหลังเล็ก บางตัวกระโจนลงมาจากต้นไม้หรือออกจากที่ซ่อน พวกมันทุกตัวมีดวงตาสีดำเล็กจิ๋ว ขนยาวฟูฟ่องและหางพองเหมือนกับพวกหมาป่าที่ชิวเหวินเจี้ยนเคยเห็น ชายหนุ่มก้มลงมองจิ้งจอกตัวหนึ่ง มันเดินเข้ามาหาเขา ดมมือที่ปล่อยตกลงข้างกายเมื่อชายหนุ่มยกมือขึ้น มันก็สะดุ้งโหยงก่อนจะไปหลบหลังเก้าอี้ตอไม้
    “นั่นคือน้องสาวของข้า” จิวฮุ่ยบอกกับชิวเหวินเจี้ยน ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ที่มีหูยาวอุ้มเจ้าจิ้งจอกตัวเล็กขึ้นมาแนบอก “ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อ นางเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี”
    “แล้วพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรใครเป็นใคร”
    จิวฮุ่ยแตะที่จมูกของตน “กลิ่น กลิ่นที่ไม่เหมือนกัน”
    ชิวเหวินเจี้ยนพยักพเยิดให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ตอไม้ตัวหนึ่งไม่ไกล จิวฮุ่ยทำตาม จากนั้นจิ้งจอกสีขาวทั้งหมดบริเวณนั้นก็วิ่งไปออเขา ชายหนุ่มใช้มือบังให้พวกมันหลบไปด้านหลัง เสียอย่างไรก็ยังระแวดระวังภัยจากมนุษย์อยู่ดีและยิ่งต่อหน้าชายที่มีพลังมากขนาดนี้แล้วเขายิ่งต้องระวังให้มาก
    ดูเหมือนชิวเหวินเจี้ยนจะรู้ทัน
    “ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก” ชิวเหวินเจี้ยนบอก “ถึงทำไปก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด”
    “มนุษย์ทุกคนพูดเช่นนั้นท่าหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ ทุกคนพร่ำบอกกับข้าว่าจะช่วยเหลือชุมชนของข้า โป้ปดว่าข้าจะสามารถเป็นกำลังให้กับเผ่านมนุษย์สัตว์ หลอกลวงว่าจะนำอาหารและช่วยสร้างชุมชนแล้วก็พาพี่น้องของข้าไปหันหมด พวกเขาต่างถูกฆ่าหรือไม่ก็ค้าเป็นทาส” จิวฮุ่ยบอกอย่างเจ็บปวด ชิวเหวินเจี้ยนสัมผัสความคับแค้นใจในน้ำเสียงนั้นได้ มีมนุษย์อยู่มากที่ต้องการพววกมนุษย์สัตว์ไปแสดงหรือใช้งาน หากมีพลังมากก็จะนำไปแสดงหรือเป็นกำลังให้กับเผ่าของตน
    “ข้าไม่เห็นจำเป็นต้องโกหกเลย” เขายิ้มก่อนจะมองไปทั่วชุมชนเล็กๆ ที่กำลังพยายามซ่อมแซมตนเองหลังจากการบอบช้ำของสงครามในการปิดผนึกเทพมาร “ว่าตามตรง...”
    จิวฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย เขากลืนน้ำลายรอฟังว่าชายตรงหน้าจะพูดอะไร
    “ข้าอยากได้เจ้ามาเป็นกำลังให้ข้าเสียมากกว่า จะทำลายหรือนำไปขายทำไมกันเล่า”
    “หมายความว่ายังไง”
    “ข้าไปมาหมดแล้วจิวฮุ่ย ทุกดินแดน ทุกโลกหรือแม้แต่ทุกมิติที่มีอยู่ ข้าไม่ต้องการสิ่งอื่นใด ไม่เห็นอยากจะจับพวกเจ้าไปรับใช้เลย” ชิวเหวินเจี้ยยนบอก เขาทาบมืองลงบนโต๊ะไม้ก่อนจะเคาะเป็นจังหวะ “อืม...จะพูดเช่นนั้นก็จะดูสวยหรูเกินไป ข้าแค่อยากได้คนดูแลเผ่ามนุษย์สัตว์มากกว่า ฟังแล้วดูข้าจะเป็นพระเจ้าที่สันหลังยาวทีเดียวใช่หรือไม่”
    จิวฮุ่ยขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจชายคนนี้เลย นอกจากจะโผล่มาแบบไม่มีที่มาที่ไปแล้วยังจะพูดอะไรที่เขาไม่คุ้นชินอีก
    “ข้าไม่เข้าใจเลย ท่านกำลังหมายถึงสิ่งใด”
    คำตอบกลับเป็นการถอนหายใจ ชิวเหวินเจี้ยนติดนิสัยไม่ชอบเสียเวลา อันที่จริงเขาแค่จะแวะมาดูเผ่ามนุษย์สัตว์เท่านั้นไม่คิดเลยว่าจะเลยเถิดจนมาถึงเปิดเผยตัวตนและเข้ามาแทรกแซงการพัฒนาของพวกเขา แต่เอาเถอะ...เสียอย่างไรพวกวิญญาณสวรรค์ของทุกเผ่าก็จุติกันเกือบครบขาดก็แต่เผ่ามนุษย์สัตว์ที่ทุกคนต่างลงความเห็นว่าด้อยค่าโดยเฉพาะเจ้าเผ่ามังกรนั่น…
    “ข้าเห็นพลังในตัวเจ้า มนุษย์สัตว์เป็นเผ่าล้าหลัง พวกมังกรแยกตัวไปจากเผ่าพวกเจ้าและสร้างเผ่าขึ้นมาใหม่จากนั้นก็จุติ ส่วนพวกเจ้าเป็นสัตว์ที่มีความคิดอ่านน้อย ใช้เวลามากกว่าจะพัฒนาตัวเองเทียบเท่ามนุษย์”
    “แต่ข้าเห็นในเมืองหลวงมีพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์อยู่มาก”จิวฮุ่ยเถียงกลับ
    “นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่ก็ยังมีพลังต้อยต่ำ น้อยตัวนักนะที่จะสามารถต่อกรกับมนุษย์ลำพังเช่นเจ้าได้” ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้ม “อีกอย่างเมืองหลวงข้าก็เข้ามาช่วยอยู่บ่อยๆ จะบอกว่าพัฒนาแล้วก็กระไรอยู่”
    จิวฮุ่ยยังคงแปลกใจอยู่ เขาเป็นพระเจ้าจริงๆ สินะ...ถึงได้พูดเหมือนการเป็นไปของเผ่ามนุษย์สัตว์อยู่ในสายตาของเขาเสมอมา
    “ท่านช่วย?”
    “ก็ไม่มากหรอก อะไรที่ข้าทำได้ก็ทำเช่น สร้างเมืองหรือจุดประกายความคิดอะไรใหม่ๆ อันที่จริงข้าก็ยืมพวกคนแคระมาอีกที” ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับเขา จริงอย่างที่พูดไปทุกประการ การที่เมืองเติบโตเป็นเมืองหลวงขึ้นมาได้ก็เพราะเขาเข้าแทรกแซงการปกครองและการใช้สมองของหัวหน้าเผ่าเล็กน้อย แต่ความรู้ที่ได้มาก็อิงจากพวกคนแคระที่เก่งการก่อสร้าง
    “ในเมืองหลวงที่กำลังล่มสลายน่ะหรือ ข้าว่าพวกมนุษย์สัตว์มีไม่มากแล้ว”
    “ไม่ได้ล่มสลาย อยู่ในระหว่างพัฒนาต่างหาก เจ้าอยู่ไกลจากเมืองหลวง ตั้งชุมชนเล็กๆ แบบนี้จะไปรู้อะไรกันเล่า มีแต่จะโดนมนุษย์ข่มเหงซะเปล่าๆ”
    จิวฮุ่ยจนปัญญา เขาจึงถามหาความต้องการของคนตรงหน้าอย่างไม่รีรอ “แล้วท่านต้องการสิ่งใดในเมื่อไม่อยากขายพวกข้าและก็ไม่อยากได้เป็นทาส เมืองหลวงเองข้าก็ไม่มีหน้าที่อันใดในการต่อรองเพื่อประโยชน์ของท่านและท่านยังบอกอีกว่าท่านช่วยเผ่าของข้าอยู่เงียบๆ งั้นท่านต้องการสิ่งใดจากข้ากันอีก”
    ชิวเหวินเจี้ยนยิ้ม ส่ายหัวเนือยๆ แต่ยอมรับว่าถูกใจในความซื่อตรง “เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดหรือ ข้าจะสอนเจ้าทั้งหมดที่ข้ารู้ ข้าจะให้เจ้าจุติและเป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์”
    “เป็นศิษย์ท่านงั้นหรือ”
    “เป็นสหาย เป็นสหายคนสนิทของข้าต่างหาก”

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน