ข้านั้นหรือ...นายน้อยพรรคมาร
แสงอรุณสีทองเรื่อเรืองทาบทอลงบนยอดเจดีย์ดำกลางนครหลวงแห่งแคว้นกงเหว่ย เสียงระฆังยามเช้าแว่วไกลจากยอดเขาเจี้ยนหลง ขับกล่อมให้มหานครทั้งแคว้นหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวภายใต้บารมีของจักรพรรดิองค์ใหม่ เฉินฟูฟู่
เบื้องหน้าบัลลังก์ัดำ ซึ่งเคยเป็ที่ประทับของเ้าเหนือเ้าในอดีต บัดนี้มีเพียงเงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนทอดสายตามองออกไปนอกมหาเจดีย์ ใต้เสื้อคลุมสีรัตติกาลที่สะบัดพลิ้ว ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายแห่งอำนาจ แต่ลึกเร้นในแววตานั้น... กลับซ่อนความเงียบงันอันยากหยั่งถึง
“สิ้นสุดแล้ว...” เขาพึมพำเบา “...แต่เหตุใดจึงรู้สึกราวกับเป็เพียงการเริ่มต้น”
แคว้นทั้งสี่ กงเหว่ย ฉีหนี เชียงเอ๋อ และหลงกุย ต่างเคยปกครองตนเองด้วยความเย่อหยิ่ง ทว่าเมื่อาแคว้นจบลงด้วยชัยชนะของกง-เหว่ย เฉินฟูฟู่ได้ใช้ทั้งปัญญา มารยา และพลังเหนือธรรมชาติ หลอมรวมแคว้นใหญ่เข้าด้วยกันภายใต้ร่มธงเดียว
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวจากม่านเงา นั่นคือชายผู้มีผมยาวสีดำขลับ ั์ตาสีเทาเย็นเยียบ และคลุมกายด้วยอาภรณ์แบบนักพรตลัทธิเต๋าเก่าแก่ เขาคือ เสวียนลั่ว ขุนนางเงาแห่งราชสำนัก ตำแหน่ง “จิ้งหลิง” ผู้คุมความลับเื้ัอำนาจทั้งปวง
“ใต้หล้านี้แม้สงบ...” เสวียนลั่วเอ่ยเสียงต่ำ “...แต่เงาแห่งหายนะ กลับมิได้สงบนิ่งตาม”เฉินฟูฟู่หรี่ตามองชายผู้นั้น
“เ้ากำลังพูดถึงเื่ใด”
เสวียนลั่วยื่นม้วนผืนกระดาษเก่าแก่หนึ่งให้ “จากด่านหลิงซี... มีสารลับส่งมาว่า กลุ่มนักพรตลึกลับได้ปรากฏตัวพร้อมคำพยากรณ์โบราณว่าพญามารผู้ถูกผนึกเมื่อพันปีก่อน... กำลังจะคืนชีพ”เฉินฟูฟู่นิ่งงัน
“...พญามาร”คำ ๆ นี้ไม่เพียงเป็เพียงตำนาน หากแต่คือฝันร้ายที่เคยแทบทำให้โลกมนุษย์ล่มสลาย พญามารผู้มีร่างกายผสานด้วยเทพและปีศาจ ใช้พลังอันไร้ขอบเขตท้าทาย์ ถูกผนึกด้วย “ยันต์เทพ” ทว่าบัดนี้...
“ยังมีอีก” เสวียนลั่วพูดต่อ “...ข่าวลือว่าหนึ่งในยันต์เทพที่ผนึกพญามาร เริ่มเสื่อมคลายลง”สายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านราวกับ้ายืนยันถ้อยคำ
“กราบทูลฝ่าา มีราชทูตจากแคว้นเชียงเอ๋อขอเข้าเฝ้า ขณะนี้รออยู่หน้าประตูทิศตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินฟูฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ราชทูตจากแคว้นที่ข้ายึดมาเช่นนั้นหรือ?”เสวียนลั่วเดินอ้อมมาข้างบัลลังก์ เอ่ยเสียงเรียบ “ทูตมิได้มาเพียงถวายเครื่องบรรณาการ หากแต่... พกบางสิ่งติดตัวมาด้วย”
“อะไร”
“อักขระผนึกิญญา... ของอ๋องสาม”เฉินฟูฟู่ตวัดสายตา
“เ้าแน่ใจ?”
“มิอาจปลอมแปลงได้” เสวียนลั่วตอบ
“หากสิ่งนั้นคือของจริง… ความตายของอ๋องสาม อาจมิได้เป็ไปตามที่เราเข้าใจ”
ชื่อของ “อ๋องสาม” คือาแที่ยังสดอยู่ในใจของราชสำนักกงเหว่ย ผู้เป็หนึ่งในสามขุนศึกแห่งหลงกุยที่ขัดขวางเฉินฟูฟู่จนถึงลมหายใจสุดท้าย… หรืออย่างน้อยเขาก็เคยคิดเช่นนั้น
“เรียกทูตเข้ามา” เฉินฟูฟู่เอ่ย
ราชทูตผู้นั้นคือหญิงสาวสวมผ้าคลุมสีขาวนวล ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ข้าน้อยคือ เซี่ยเหยียน คนสนิทของอ๋องสาม” นางยื่นแผ่นอักขระออกมา
“ก่อนอ๋องสามสิ้นใจ เขาทิ้งบางสิ่งให้ฝ่าา สิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับ...
“คำภีร์วิถีเซียน” ชื่อคำภีร์นั้นดังขึ้นราวเสียงฟ้าผ่าในพระราชวัง
“คำภีร์นั้นเป็เพียงตำนาน” เฉินฟูฟู่กล่าวเซี่ยเหยียนสบตาเขา
“อ๋องสามกล่าวไว้ว่า... คำภีร์นั้นมีอยู่จริง และหากมันถูกเปิดขึ้นในยุคนี้ มันอาจนำพาทั้งเซียนและมารกลับมาสู่โลก”เสวียนลั่วขยับตัวเล็กน้อย
“ข้าจะตรวจสอบอักขระผนึกิญญานี้” เขายกแผ่นอักขระขึ้น กลิ่นหอมจาง ๆ ของธูปัโบราณลอยออกมาเพียงครู่เดียว ก่อนจะถูกกลบด้วยลมเย็นปริศนา สายลมที่ไม่ควรปรากฏในห้องท้องพระโรงที่ปิดสนิทจากนั้น... เสียงหนึ่งแว่วขึ้นมาในหัวของเฉินฟูฟู่เพียงผู้เดียว
เสียงนั้นคุ้นเคย... ดั่งใครบางคนจากอดีตเฉินฟูฟู่บีบมือแน่น
“อ๋องสาม...”
“ฝ่าา” เสวียนลั่วหันมา
“ข้อความสุดท้ายจากผนึกิญญากล่าวถึง ‘กระดูกัใต้ผืนหล้า’... และประตูสู่ ‘ดินแดนต้องห้ามอันไร้ชื่อ’”
ในขณะเดียวกัน เบื้องล่างพระตำหนักลับด้านหลังพระราชวังหลวง เถาฟาหญิงสาวผู้เป็ทั้งคู่เคียงใจและสหายร่วมศึกของเฉินฟูฟู่ กำลังยืนอยู่หน้าสระหยกนิรันดร์ ริมสระมีกลิ่นหอมของดอกเหมยในยามเหมันต์ ทว่าบรรยากาศกลับปกคลุมด้วยความหนาวเยียบจนผิดแผก
เถาฟาหลับตาลง สูดกลิ่นอากาศลึก
“...เ้าอยู่ตรงนี้จริง ๆ หรือ”มือของนางวางลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ จู่ ๆ ก็มีแสงสีทองอมฟ้าแทรกผ่านรอยแยกใต้แผ่นดิน พลังประหลาดหลั่งไหลขึ้นมาราวกับทะเลสาบตื่นจากนิทรา แสงนั้นสว่างจ้าก่อนจะจางหายอย่างรวดเร็ว แต่เพียงครู่เดียว เถาฟาก็ลืมตาโพลงขึ้น
“...ไม่ใช่เพียงพลังของเผ่า์” นางเอ่ยเสียงเบา
“...แต่มันแฝงสิ่งที่มืดมน ยิ่งกว่าเงาของมาร”
เฉินฟูฟู่ปรากฏตัวขึ้นที่เื้ันางราวกับรู้ว่าต้องมาที่นี่ สายตาทั้งสองสบประสานกันโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
“เ้ารู้สึกหรือไม่ ฟูฟู่...” เถาฟากระซิบ
“...กลิ่นอายเช่นนี้ คล้ายเผ่า์... แต่กลับแฝงบางสิ่งที่มืดมนยิ่งกว่า”
เฉินฟูฟู่มองแสงอรุณแรกของวัน ซึ่งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ม่านหมอกเบาบาง
“ดูเหมือนว่า... าของข้าจะยังไม่สิ้นสุด”
คืนนั้น ดาวตกสายหนึ่งฉีกฟากฟ้าเหนือเขตตะวันตก ร่วงลงยังหุบเขาหวงอวิ๋น อันเป็เขตแดนต้องห้ามั้แ่ยุคโบราณ เสียงะเิดังกึกก้อง ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมอีกครั้งและในหุบเขาเงียบงันนั้น มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว...ขณะเดียวกัน ณ ดินแดนรกร้างห่างไกลจากสายตาผู้คน ท่ามกลางกองซากศพและเถ้าถ่านา มีร่างหนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้นใต้หลุมลึกร่างนั้น... เคยเป็มารและในั์ตาสีทองเรืองแสงของมัน มีเพียงความแค้น... และเสียงก้องของหนึ่งคำสั่ง
“ล้างเผ่ามนุษย์”Wisan-Mars