ทายาทจักรพรรดิ (NC18+)

    บทที่ 177 โทษตัวเอง

    ช่วงค่ำวันที่เกิดเรื่อง

     

    “สรุปคือเธอจะบอกฉันว่ามีตาแก่จนๆมาตายที่โรงพยาบาลด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยจะดี แล้วญาติของตาแก่ดันรู้จักกับคนรู้จักของ สส.ชัยชนะ สินะ”

     

    “ค่ะ”

     

    “ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันคุยให้เองไม่ใช่ญาติของสส.นั่นโดยตรงไม่น่าจะยากหรอก”

     

    "ขอบคุณค่ะท่าน"

     

    แกร็ก ตู๊ดๆๆ

     

    ผู้อำนวยการที่ได้ยินปลายสายตอบก็ยิ้มอย่างสบายใจ เอกสารก็ระบุไปว่าช็อคตายแบบนั้นแปลว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องรักษาช้า เอาผิดทางกฏหมายยากแล้ว 

     

    ส่วนเรื่องสส.ชัยชนะในเมื่อคนที่เธอเคารพรับปากแล้วว่าจะคุยให้งั้นมันก็น่าจะจบได้ไม่ยาก

     

    พอเป็นแบบนั้นเธอจึงกลับบ้านอย่างสบายใจ

    เช้าวันต่อมาอิงค์ลืมตาขึ้นมาช้าๆก่อนจะค่อยๆมองรอบๆหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่ฝันแต่ก็พบว่าตนอยู่บนเตียงหรูของโรมแรมที่ออสพามาเมื่อคืน ไม่ใช่เตียงเก่าๆของเธอในบ้าน

     

    พอเป็นแบบนั้นน้ำตาก็เริ่มซึมออกมาอีกครั้ง

     

    อิงค์เข้าห้องอาบน้ำไปจัดการตัวเองก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ออสเตรียมเอาไว้ให้ยกเว้นชุดชั้นในที่ยังคงใส่ตัวเดิมเนื่องจากออสซื้อให้เธอไม่เป็น ส่วนอีฟเองก็ไม่รู้ไซส์

     

    พอเดินออกมาจากห้องนอนก็พบห้องนั่งเล่นอิงค์เดินไปนั่งอยู่ที่โซฟาเงียบๆ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ

     

    พอผ่านไปได้พักหนึ่งก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

     

    พอเดินไปเปิดออสก็เดินเข้ามาให้ห้องพร้อมกับอีฟแล้วก็อาหารเช้าที่เขาซื้อมา

     

    “ตื่นนานรึยัง ดีขึ้นบ้างมั้ย”ออสถามด้วยความเป็นห่วง ระหว่างเดินไปนั่งที่โซฟา

     

    “ไม่ออส ฉันไม่เหลือใครแล้ว ครอบครัวฉันตายหมดแล้ว”

     

    “อิงค์”ออสพูดขึ้นเบาๆด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสาว

     

    “เธอยังเหลือฉันนะ เพื่อนๆที่ครอสด้วย”ออสพยายามปลอบแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก

     

    “ไม่อยู่ห่างๆฉันเถอะ ฉันมันตัวซวย”

     

    ได้ยินสิ่งที่อิงค์พูดออสก็ชะงัก

     

    “มันไม่ใช่ความผิดเธออิงค์ มันเป็นความผิดพวกที่โรงพยาบาลต่างหากทำไมพูดแบบนั้น”ออสพยายามปลอบแต่กลายเป็นว่าอิงค์ฟูมฟามกว่าเดิม

     

    “ดูสิพ่อก็ไม่เคยเห็นหน้า แม่ก็ตาย ต่อมาก็ยาย นี่ยังตาอีก นายเองก็เกือบตายจากงูนั่นเพราะฉันไม่ใช่รึไง นายมาเพราะเรื่องที่ค่ายใช่มั้ยหละ ไม่ต้องแล้วฉันให้อภัยต่อไปอยู่ห่างๆเลย ฉันไม่อยากให้ใครตายเพราะฉันอีกแล้ว”

     

    “ไม่อิงค์ไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่ตายหรอก”

     

    “ไม่ ไม่เอาแล้ว”

     

    ดูท่าทางจะไม่ง่ายแล้ว การตายของตาทำให้อิงค์จิตใจแตกสลาย เขาต้องทำอะไรสักอย่างถ้าปล่อยให้โทษตัวเองในระยะยาวเธอมีปัญหาแน่ๆ

     

    แล้วเขาก็นึกบางอย่างออก

     

    “อิงค์ฉันไม่ตายหรอกดูนี่”อิงค์ที่กำลังร้องไห้อยู่หันไปมองแล้วก็ต้องแปลกใจเนื่องจากออสหยิบส้อมและ

     

    ฉึก ออสกัดฟันแล้วแทงมือตัวเอง

     

    “คุณออส”

     

    “เฮ้ย ทำบ้าอะไร”

     

    อีฟอุทานออกมา

     

    แต่ก็โดนเสียงร้องลั่นอย่างตกใจของอิงค์กลบหมดเธอพุ่งไปดูแล้วก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเก่าเนื่องจากแผลของออสมันสมานตัวเองอย่างรวดเร็ว

     

    "นี่มันอะไร นายเป็น..อะไร"เธอเกือบจะถามว่าเป็นตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ

     

    “ทำไม..กลัวฉันหรอ”ออสแกล้งถามเมื่อเห็นสาวตรงหน้าตกใจจนเผลอลืมความเสียใจไปแล้ว

     

    "นี่ไม่ตลกนะ"อิงค์ตวาดใส่ชายหนุ่ม 

     

    แต่ถ้าออสจะทำอะไรเธอก็คงทำไปแล้วเมื่อคืน เพราะงั้นแต่เลยค่อยๆใจเย็นลง

     

    “ไม่ฉันไม่กลัว ตกลงมันอะไรกันแน่”เสียตอบเรียบๆทำเอาออสยิ้ม

     

    “บอกเธอได้ใช่มั้ย”ออสหันไปถามอีฟแน่นอนว่าเขาหมายถึงมานานั่นเอง  

     

    เมื่อครู่เขาตัดสินใจกระทันหันเลยไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่

     

    “มันเป็นสิทธิของคุณว่าจะบอกใครแค่ย้ำกับเธอให้ดีว่าอย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังก็พอค่ะ”อีฟตอบกลับ

     

    ออสพยักหน้ารับแล้วบอกอิงค์ให้มานั่งข้างๆแล้วก็อธิบายทุกอย่างให้ฟังรวมถึงเรื่องอิกดราซิลด้วยเนื่องจากเรื่องมานามันเป็นความลับยิ่งว่าเรื่องขององค์กรอีกในเมื่อบอกเรื่องมานาไปแล้วก็ไม่ต้องปิดอะไรอีก

     

    “นี่เรื่องจริงหรอ ทั้งหมดเลย นายไม่ได้เสริมเติมแต่งให้ดูเวอร์ใช่มั้ย”อิงค์ถามด้วยสีหน้าอึ้งๆ เรื่ององค์กรเธอเชื่อว่าเรื่องส่วนใหญ่จริงแต่ไม่รู้ว่าออสเติมอะไรเข้าไปหรือเปล่า 

     

    ส่วนเรื่องมานาก็เห็นๆกันอยู่ว่าแผลของออสมันสมานกันเองต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ถึงนาทีแล้วจะไม่ให้เชื่อได้ไง

     

    เธอจับมือออสพลิกไปมาดูนอกจากลอยเลือดที่ยังแห้งติดอยู่แล้วก็ไม่มีแผลอะไรเหลืออีก

     

    “เอาจริงๆอิกดราซิลมีอำนาจมากกว่าที่คุณออสรู้อีกค่ะ แต่คุณออสพึ่งจะรู้เรื่องของตัวเองได้แค่ครึ่งปีเลยยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องมากนัก”อีฟเสริมให้

     

    “ทีนี้เชื่อรึยังฉันไม่ตายเพราะเธอหรอก”ออสยิ้มแล้วพูดกับอิงค์ที่กำลังสับสน

     

    “นายไม่ใช่พวกสัตว์ประหลาดอะไรแบบนั้นแน่นะ”

     

    “เอาเป็นว่าฉันไม่ขย้ำคอเธอแล้วกัน”ออสพูดติดตลกเมื่อเห็นว่าอิงค์มีท่าทางที่ดีขึ้นแล้ว

     

    “ฉะฉันต้องไปรับร่างของตา”ไม่นานอิงค์ที่มีสีหน้าหวาดๆก็เช็ดน้ำตาแล้วเปลี่ยนเรื่องกระทันหันด้วยท่าทางตื่นๆกับข้อมูลที่พึ่งรู้ ดูเหมือนเธอจะต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลสักพักเลยหันไปพูดเรื่องอื่นแทน 

     

    แต่เธอไม่อยากกลับไปที่โรงพยาบาลนั้นเลย

     

    ออสเห็นอิงค์ไม่จมอยู่กับการโทษตัวเองแล้วก็สบายใจขึ้น

     

    “ไม่ต้อง ฉันไม่ไว้ใจโรงพยาบาลบ้านั่นเลยให้คนเอาร่างตาเธอไปฝากไว้กับโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งแล้ว”ออสบอกทำให้อิงค์หันมามองด้วยความรู้สึกขอบคุณ

     

    “ตาบอกว่าถ้าตาเป็นอะไรไปให้จัดการเงียบๆอย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนฉันเลยคิดว่าจะเผาเลย”อิงค์หันมาพูดกับออส

     

    ในโลกนี้นั้นมีศาสนาใหญ่ที่คนนับถืออยู่เพียง2ศาสนาคือ ศาสนา ดรูน ซึ่งนับถือเทพแห่งธรรมชาติเชื่อว่าคนตายแล้วต้องฝังเพื่อคืนร่างกายให้กับดินส่วนวิญญาณก็จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปตามกรรมดีหรือเลว และอีกศาสนาคือ โพธา เชื่อว่าตายแล้วต้องเผาเพื่อให้ดวงวิญญาณออกจากร่างแล้วกลับไปหาพระเจ้าถ้าไม่เผาดวงวิญญาณจะทุกข์ทรมานจนกว่าร่างจะเน่าเปื่อยสลายไปถึงออกมาได้

     

    ออสพยักหน้ารับแล้วสั่งคนไปจัดการให้

     

    หลังจากนั้นเขาก็พาอิงค์ไปที่เผาศพ มีบาทหลวงคอยเทศให้ปลงกับชีวิต

     

    ในงานมีเพื่อนบ้านอยู่ไม่กี่คนที่อิงค์ไม่บอกเรื่องตาไม่ได้เพราะจะเป็นการทำร้ายน้ำใจพวกเขา ในนั้นมีคุณป้า2คนที่มาบอกข่าวกับเธอรวมทั้งลุงคนที่ขับรถไปส่งคุณตาที่โรงพยาบาลด้วย

     

     อิงค์เปิดโลงออกมาเพื่อลาตาเป็นครั้งสุดท้ายและค่อยๆปิดฝาโลงก่อนจะส่งเข้าไปในเตาเผา

     

    “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ พวกเรากลับหละ”เพื่อนบ้านทั้งหลายเดินมาบอกลาหลังจากที่เผาเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับกันไป

     

    …

     

    “นี่”บนรถระหว่างกลับไปโรงแรมอยู่ๆอิงค์ก็ทักขึ้นมา ตลอดเวลาหลังจากที่ออสบอกความจริงทุกอย่างอิงค์ก็ลอบมองเขาตลอดด้วยแววตาแปลกๆ

     

    “เรื่องจริงหรอที่นายบอก มานา อิกดราซิล”อิงค์ถามอีกครั้ง เรื่ององค์กรอิกดราซฺิลมันอาจจะดูเวอร์ไปหน่อยแต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ แต่มานาเนี่ยมันเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกแฟนตาซียังไงก็ไม่รู้

     

    “จริงทุกอย่างแหละ”ออสตอบกลับยิ้มๆ

     

    ไม่ได้ยินคำตอบยืนยันอีกครั้ง ทันใดนั้นเองแววตาของอิงค์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ตอนนี้เธอเริ่มจะตั้งสติได้  ความโศกเศร้าเริ่มน้อยลงเผยช่องให้ความรู้สึกอื่นเข้ามาแทนที่และทันทีที่มีช่องว่าความแค้นก็แทรกเข้ามาอย่างรวดเร็ว

     

    “ถ้านายมีอำนาจขนาดนั้น…งั้นก็ช่วยฉันหน่อย" "

     

    "ฉันอยากแก้แค้นให้ตา”

    ออสเผยรอยยิ้มทันที การที่อิงค์อยากจะแก้แค้นแปลว่าเธอเลิกโทษตัวเองแล้วนั่นเอง