ช่วงค่ำวันที่เกิดเรื่อง
“สรุปคือเธอจะบอกฉันว่ามีตาแก่จนๆมาตายที่โรงพยาบาลด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยจะดี แล้วญาติของตาแก่ดันรู้จักกับคนรู้จักของ สส.ชัยชนะ สินะ”
“ค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันคุยให้เองไม่ใช่ญาติของสส.นั่นโดยตรงไม่น่าจะยากหรอก”
"ขอบคุณค่ะท่าน"
แกร็ก ตู๊ดๆๆ
ผู้อำนวยการที่ได้ยินปลายสายตอบก็ยิ้มอย่างสบายใจ เอกสารก็ระบุไปว่าช็อคตายแบบนั้นแปลว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องรักษาช้า เอาผิดทางกฏหมายยากแล้ว
ส่วนเรื่องสส.ชัยชนะในเมื่อคนที่เธอเคารพรับปากแล้วว่าจะคุยให้งั้นมันก็น่าจะจบได้ไม่ยาก
พอเป็นแบบนั้นเธอจึงกลับบ้านอย่างสบายใจ
เช้าวันต่อมาอิงค์ลืมตาขึ้นมาช้าๆก่อนจะค่อยๆมองรอบๆหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่ฝันแต่ก็พบว่าตนอยู่บนเตียงหรูของโรมแรมที่ออสพามาเมื่อคืน ไม่ใช่เตียงเก่าๆของเธอในบ้าน
พอเป็นแบบนั้นน้ำตาก็เริ่มซึมออกมาอีกครั้ง
อิงค์เข้าห้องอาบน้ำไปจัดการตัวเองก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ออสเตรียมเอาไว้ให้ยกเว้นชุดชั้นในที่ยังคงใส่ตัวเดิมเนื่องจากออสซื้อให้เธอไม่เป็น ส่วนอีฟเองก็ไม่รู้ไซส์
พอเดินออกมาจากห้องนอนก็พบห้องนั่งเล่นอิงค์เดินไปนั่งอยู่ที่โซฟาเงียบๆ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ
พอผ่านไปได้พักหนึ่งก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
พอเดินไปเปิดออสก็เดินเข้ามาให้ห้องพร้อมกับอีฟแล้วก็อาหารเช้าที่เขาซื้อมา
“ตื่นนานรึยัง ดีขึ้นบ้างมั้ย”ออสถามด้วยความเป็นห่วง ระหว่างเดินไปนั่งที่โซฟา
“ไม่ออส ฉันไม่เหลือใครแล้ว ครอบครัวฉันตายหมดแล้ว”
“อิงค์”ออสพูดขึ้นเบาๆด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสาว
“เธอยังเหลือฉันนะ เพื่อนๆที่ครอสด้วย”ออสพยายามปลอบแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก
“ไม่อยู่ห่างๆฉันเถอะ ฉันมันตัวซวย”
ได้ยินสิ่งที่อิงค์พูดออสก็ชะงัก
“มันไม่ใช่ความผิดเธออิงค์ มันเป็นความผิดพวกที่โรงพยาบาลต่างหากทำไมพูดแบบนั้น”ออสพยายามปลอบแต่กลายเป็นว่าอิงค์ฟูมฟามกว่าเดิม
“ดูสิพ่อก็ไม่เคยเห็นหน้า แม่ก็ตาย ต่อมาก็ยาย นี่ยังตาอีก นายเองก็เกือบตายจากงูนั่นเพราะฉันไม่ใช่รึไง นายมาเพราะเรื่องที่ค่ายใช่มั้ยหละ ไม่ต้องแล้วฉันให้อภัยต่อไปอยู่ห่างๆเลย ฉันไม่อยากให้ใครตายเพราะฉันอีกแล้ว”
“ไม่อิงค์ไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่ตายหรอก”
“ไม่ ไม่เอาแล้ว”
ดูท่าทางจะไม่ง่ายแล้ว การตายของตาทำให้อิงค์จิตใจแตกสลาย เขาต้องทำอะไรสักอย่างถ้าปล่อยให้โทษตัวเองในระยะยาวเธอมีปัญหาแน่ๆ
แล้วเขาก็นึกบางอย่างออก
“อิงค์ฉันไม่ตายหรอกดูนี่”อิงค์ที่กำลังร้องไห้อยู่หันไปมองแล้วก็ต้องแปลกใจเนื่องจากออสหยิบส้อมและ
ฉึก ออสกัดฟันแล้วแทงมือตัวเอง
“คุณออส”
“เฮ้ย ทำบ้าอะไร”
อีฟอุทานออกมา
แต่ก็โดนเสียงร้องลั่นอย่างตกใจของอิงค์กลบหมดเธอพุ่งไปดูแล้วก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเก่าเนื่องจากแผลของออสมันสมานตัวเองอย่างรวดเร็ว
"นี่มันอะไร นายเป็น..อะไร"เธอเกือบจะถามว่าเป็นตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ
“ทำไม..กลัวฉันหรอ”ออสแกล้งถามเมื่อเห็นสาวตรงหน้าตกใจจนเผลอลืมความเสียใจไปแล้ว
"นี่ไม่ตลกนะ"อิงค์ตวาดใส่ชายหนุ่ม
แต่ถ้าออสจะทำอะไรเธอก็คงทำไปแล้วเมื่อคืน เพราะงั้นแต่เลยค่อยๆใจเย็นลง
“ไม่ฉันไม่กลัว ตกลงมันอะไรกันแน่”เสียตอบเรียบๆทำเอาออสยิ้ม
“บอกเธอได้ใช่มั้ย”ออสหันไปถามอีฟแน่นอนว่าเขาหมายถึงมานานั่นเอง
เมื่อครู่เขาตัดสินใจกระทันหันเลยไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่
“มันเป็นสิทธิของคุณว่าจะบอกใครแค่ย้ำกับเธอให้ดีว่าอย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังก็พอค่ะ”อีฟตอบกลับ
ออสพยักหน้ารับแล้วบอกอิงค์ให้มานั่งข้างๆแล้วก็อธิบายทุกอย่างให้ฟังรวมถึงเรื่องอิกดราซิลด้วยเนื่องจากเรื่องมานามันเป็นความลับยิ่งว่าเรื่องขององค์กรอีกในเมื่อบอกเรื่องมานาไปแล้วก็ไม่ต้องปิดอะไรอีก
“นี่เรื่องจริงหรอ ทั้งหมดเลย นายไม่ได้เสริมเติมแต่งให้ดูเวอร์ใช่มั้ย”อิงค์ถามด้วยสีหน้าอึ้งๆ เรื่ององค์กรเธอเชื่อว่าเรื่องส่วนใหญ่จริงแต่ไม่รู้ว่าออสเติมอะไรเข้าไปหรือเปล่า
ส่วนเรื่องมานาก็เห็นๆกันอยู่ว่าแผลของออสมันสมานกันเองต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ถึงนาทีแล้วจะไม่ให้เชื่อได้ไง
เธอจับมือออสพลิกไปมาดูนอกจากลอยเลือดที่ยังแห้งติดอยู่แล้วก็ไม่มีแผลอะไรเหลืออีก
“เอาจริงๆอิกดราซิลมีอำนาจมากกว่าที่คุณออสรู้อีกค่ะ แต่คุณออสพึ่งจะรู้เรื่องของตัวเองได้แค่ครึ่งปีเลยยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องมากนัก”อีฟเสริมให้
“ทีนี้เชื่อรึยังฉันไม่ตายเพราะเธอหรอก”ออสยิ้มแล้วพูดกับอิงค์ที่กำลังสับสน
“นายไม่ใช่พวกสัตว์ประหลาดอะไรแบบนั้นแน่นะ”
“เอาเป็นว่าฉันไม่ขย้ำคอเธอแล้วกัน”ออสพูดติดตลกเมื่อเห็นว่าอิงค์มีท่าทางที่ดีขึ้นแล้ว
“ฉะฉันต้องไปรับร่างของตา”ไม่นานอิงค์ที่มีสีหน้าหวาดๆก็เช็ดน้ำตาแล้วเปลี่ยนเรื่องกระทันหันด้วยท่าทางตื่นๆกับข้อมูลที่พึ่งรู้ ดูเหมือนเธอจะต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลสักพักเลยหันไปพูดเรื่องอื่นแทน
แต่เธอไม่อยากกลับไปที่โรงพยาบาลนั้นเลย
ออสเห็นอิงค์ไม่จมอยู่กับการโทษตัวเองแล้วก็สบายใจขึ้น
“ไม่ต้อง ฉันไม่ไว้ใจโรงพยาบาลบ้านั่นเลยให้คนเอาร่างตาเธอไปฝากไว้กับโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งแล้ว”ออสบอกทำให้อิงค์หันมามองด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“ตาบอกว่าถ้าตาเป็นอะไรไปให้จัดการเงียบๆอย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนฉันเลยคิดว่าจะเผาเลย”อิงค์หันมาพูดกับออส
ในโลกนี้นั้นมีศาสนาใหญ่ที่คนนับถืออยู่เพียง2ศาสนาคือ ศาสนา ดรูน ซึ่งนับถือเทพแห่งธรรมชาติเชื่อว่าคนตายแล้วต้องฝังเพื่อคืนร่างกายให้กับดินส่วนวิญญาณก็จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปตามกรรมดีหรือเลว และอีกศาสนาคือ โพธา เชื่อว่าตายแล้วต้องเผาเพื่อให้ดวงวิญญาณออกจากร่างแล้วกลับไปหาพระเจ้าถ้าไม่เผาดวงวิญญาณจะทุกข์ทรมานจนกว่าร่างจะเน่าเปื่อยสลายไปถึงออกมาได้
ออสพยักหน้ารับแล้วสั่งคนไปจัดการให้
หลังจากนั้นเขาก็พาอิงค์ไปที่เผาศพ มีบาทหลวงคอยเทศให้ปลงกับชีวิต
ในงานมีเพื่อนบ้านอยู่ไม่กี่คนที่อิงค์ไม่บอกเรื่องตาไม่ได้เพราะจะเป็นการทำร้ายน้ำใจพวกเขา ในนั้นมีคุณป้า2คนที่มาบอกข่าวกับเธอรวมทั้งลุงคนที่ขับรถไปส่งคุณตาที่โรงพยาบาลด้วย
อิงค์เปิดโลงออกมาเพื่อลาตาเป็นครั้งสุดท้ายและค่อยๆปิดฝาโลงก่อนจะส่งเข้าไปในเตาเผา
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ พวกเรากลับหละ”เพื่อนบ้านทั้งหลายเดินมาบอกลาหลังจากที่เผาเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับกันไป
…
“นี่”บนรถระหว่างกลับไปโรงแรมอยู่ๆอิงค์ก็ทักขึ้นมา ตลอดเวลาหลังจากที่ออสบอกความจริงทุกอย่างอิงค์ก็ลอบมองเขาตลอดด้วยแววตาแปลกๆ
“เรื่องจริงหรอที่นายบอก มานา อิกดราซิล”อิงค์ถามอีกครั้ง เรื่ององค์กรอิกดราซฺิลมันอาจจะดูเวอร์ไปหน่อยแต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ แต่มานาเนี่ยมันเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกแฟนตาซียังไงก็ไม่รู้
“จริงทุกอย่างแหละ”ออสตอบกลับยิ้มๆ
ไม่ได้ยินคำตอบยืนยันอีกครั้ง ทันใดนั้นเองแววตาของอิงค์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ตอนนี้เธอเริ่มจะตั้งสติได้ ความโศกเศร้าเริ่มน้อยลงเผยช่องให้ความรู้สึกอื่นเข้ามาแทนที่และทันทีที่มีช่องว่าความแค้นก็แทรกเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ถ้านายมีอำนาจขนาดนั้น…งั้นก็ช่วยฉันหน่อย" "
"ฉันอยากแก้แค้นให้ตา”
ออสเผยรอยยิ้มทันที การที่อิงค์อยากจะแก้แค้นแปลว่าเธอเลิกโทษตัวเองแล้วนั่นเอง