เล่มที่1 บทที่18 มาอยู่ด้วยกัน
ที่จริงแล้วจั่วเฉินไม่อยากให้เสี่ยวอู๋ออกหน้าแทนในเื่นี้
จั่วเฉินมั่นใจในความสามารถของเสี่ยวอู๋แต่เขาก็รู้ดีว่าหากตนเองพัฒนาขึ้น จะต้องเผยตราปราณโบราณที่ซ่อนอยู่ออกมาเพิ่มได้แน่ถึงตอนนั้นพร์ของเขาก็จะไม่ด้อยไปกว่าหลงซินเย่แล้ว สถานะผู้ติดตามก็คงจะถูกลบล้างไปเอง
อีกอย่าง จั่วเฉินค่อนข้างซาบซึ้งหลงซินเย่อยู่เหมือนกันเขามาที่นี่ตำหนักนภาปราณยุทธได้ก็เพราะนาง และแม้อีกฝ่ายจะพูดว่าเขาเป็ผู้ติดตามแต่ก็ปฏิบัติต่อเขาไม่เลวทีเดียว ไม่มีท่าทีชี้นิ้วสั่งอะไร
แต่แม้จั่วเฉินจะรู้สึกแบบนั้น ทว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ เกรงว่าเขาคงจะไม่สามารถห้ามเสี่ยวอู๋ได้
เอาเถอะ ต่อให้ไปหาหลงซินเย่เขาก็ไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหาในร่างของเสี่ยวอู๋มีหกตราปราณโบราณอยู่ พร์ของนางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลงซินเย่เลยนอกจากนั้น เสี่ยวอู๋ยังมีร่างเซียนดารา ด้วยความพิสดารของร่างนี้ หากนางพัฒนาได้โดยสมบูรณ์ก็จะมีตราปราณโบราณเพิ่มขึ้นอีก ถึงตอนนั้นเสี่ยวอู๋ก็จะกลายเป็อัจฉริยะที่โดดเด่นคนหนึ่งไปทั่วพิภพ ผู้คนจะต้องแหงนหน้ามองนางแน่
หลงซินเย่เองก็มีพร์ไม่เลว ทว่าหากเทียบกันแล้วดูเหมือนเสี่ยวอู๋จะมีโอกาสพัฒนาไปได้ไกลกว่า
ระหว่างที่คุยกับเสี่ยวอู๋ ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงหน้าน้ำตกแห่งหนึ่งที่นี่มีสายน้ำไหลเอื่อย นกร้องขับขาน บริเวณด้านข้างมีหอคอยสูงวิจิตรหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ รอบๆ หอนั้นมีค่ายกลอักขระยันต์กางเอาไว้ทว่ามันไม่ได้มีไว้คุ้มกัน แต่มีไว้เพื่อรวบรวมพลังห้วงมิติจากทุกสารทิศให้เข้ามาที่นี่ได้ตลอดเวลาเป็สถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝนทีเดียว
“นี่เป็ที่พักของเ้าหรือยอดเยี่ยมไปเลย” จั่วเฉินตาเป็ประกาย
เสี่ยวอู๋อายุไม่มาก ทว่ากลับได้เป็ศิษย์สายตรงของตำหนักนภาปราณยุทธนี้แล้ว และเพราะเป็ศิษย์สายตรง จึงมีสถานที่พักผ่อนและฝึกฝนเฉพาะของตนเอง
หลังจากที่ว่าจบ จั่วเฉินก็เอ่ยต่ออย่างเศร้าสร้อย
“แต่ข้านี่สิยังต้องพักอยู่ในเรือนธรรมดา นอกจากจะไม่มีค่ายกลอักขระยันต์ช่วยเสริมหนุนแล้วยังต้องนอนเบียดกับคนอื่นอีก ไม่สะดวกเอาเสียเลย”
“ไม่เป็ไร ที่พักแบบนี้ทางสำนักไม่ได้มีให้แค่ศิษย์สายตรงเท่านั้นที่จริงหากท่านอยากได้ ก็แค่สะสมค่าผลงานให้ได้หนึ่งแสนแต้มก็แลกได้แล้ว”เสี่ยวอู๋ปลอบ
“หนึ่งแสนเลยหรือ เยอะขนาดนั้นเชียว” จั่วเฉินถามอย่างท้อแท้ “ข้าลำบากเกือบตาย อยู่ในสนามทดสอบก็ได้ค่าผลงานแค่หมื่นนิดๆเท่านั้น ได้ยินว่าการทำภารกิจสำนักเพื่อแลกค่าผลงานก็ไม่ง่ายด้วย ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าจะได้แสนแต้ม”
เสี่ยวอู๋ยังไม่ทันเอ่ยจั่วเฉินก็พลันตาเป็ประกาย
“เอ๋ เสี่ยวอู๋ที่พักของเ้ามีสองชั้นใช่หรือไม่ ให้พี่ชายย้ายมาอยู่เป็เพื่อน อยู่ด้วยกันดีหรือไม่”
“ถุ้ย! พี่เฉิน ทำไมหื่นแบบนี่เนี่ย จะมาอยู่ด้วยกันอะไรเล่า ผีเท่านั้นแหละที่จะอยู่ด้วย” ใบหน้างามของเสี่ยวอู๋ขึ้นสีแดงเรื่อ นางด่ากลับในทันที
...
หลังจากตามเสี่ยวอู๋เข้าไปในที่พัก จั่วเฉินก็เห็นท่านอาเล็กนั่งสงบอยู่ในห้อง
“อาเล็ก ข้ารับการทดสอบเสร็จแล้ว”
เมื่อเห็นท่านอาเล็ก ความเ็ปพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจั่วเฉิน
อาเล็กเดินเหินไม่สะดวก ทว่ากลับต้องมาตกระกำลำบากเดินทางไกลมาถึงที่ตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้กับเขา ยังดีที่ตอนนี้มีเสี่ยวอู๋อยู่ด้วย อย่างน้อยก็ยังมีคนดูแล เขาจึงพอหายห่วงขึ้นบ้าง
การทดสอบเพิ่งจบลง จั่วเฉินจึงยังมีเวลาว่างอีกครึ่งวันเขาตัดสินใจอยู่เป็เพื่อนเสี่ยวอู๋กับอาเล็กทั้งบ่าย พอตกค่ำจึงค่อยเดินทางกลับที่พัก
แม้ตำหนักนภาปราณยุทธจะมีอำนาจล้นฟ้ารากฐานแข็งแกร่งและมีสวัสดิภาพล้ำเลิศ ทว่านอกจากสวัสดิการที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่างนอกเหนือจากนี้ศิษย์ต้องขวนขวายให้ได้มาเอง แม้จะมีเคล็ดวิชาและยาลูกกลอนมากมายก็ต้องใช้ค่าผลงานในการแลก ไม่ใช่ว่าอยากได้แล้วทางสำนักจะประเคนให้
ตัวอย่างเช่นที่พักอาศัย มีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นที่มีที่พักและห้องฝึกฝนเป็ของตัวเองส่วนคนอื่นๆ นั้นต้องไปนอนเบียดรวมกันในห้องเดียวกัน
จั่วเฉินก้มมองที่พักของตนบนแผ่นป้ายแสดงสถานะจากนั้นจึงตรงไปยังที่พักซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ละแวกนี้เป็ที่พักอาศัยของศิษย์ใหม่ มีเรือนพักเรียงรายหลายหลังทุกหลังล้วนมีเลขลำดับกำกับไว้โดยเฉพาะ จั่วเฉินเดินผ่านไปทีละหลังจนมาถึงหลังที่เก้าสิบเก้าเมื่อวางแผ่นป้ายแสดงสถานะบนกุญแจอักขระยันต์ เขาก็ผลักประตูเข้าไป
แม้จะซอมซ่อไปหน่อย แต่หลังจากวันนี้ไปอีกพักใหญ่ๆเขาก็ต้องฝึกฝน พักผ่อน และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
“หืม”
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง จั่วเฉินพบว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในก่อนแล้ว
“เย่เชียนตี้หรือ”จั่วเฉินเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกาย
เป็เย่เชียนตี้!
คนผู้นี้ถือเป็อันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์ใหม่อย่างน้อย หากวัดจากค่าผลงานแล้วก็นับเป็เื่จริง จำนวนมากน้อยของค่าผลงานนั้นะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่มีไม่สามารถปลอมแปลงกันได้
ในบรรดาศิษย์ใหม่นับพัน มีอัจฉริยะที่มาจากทั่วทุกสารทิศแฝงตัวอยู่แต่ละคนล้วนมีความสามารถล้ำเลิศเหนือคนรุ่นเดียวกัน จึงมีความทระนงตนสูง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เชียนตี้ผู้นี้ไม่ว่าใครก็เป็อันต้องก้มหัวให้
ทว่าตัวเขากลับถูกจัดให้มาพักอยู่กับเย่เชียนตี้เนี่ยนะบังเอิญหรือ น่าสนใจทีเดียว!
พริบตานั้น ไม่ใช่แค่จั่วเฉินคนเดียวที่ชะงักกระทั่งเย่เชียนตี้ที่อยู่ด้านหน้าก็มีสีหน้าประหลาดใจ อดที่จะพินิจมองจั่วเฉินครู่หนึ่งไม่ได้
“ไง จั่วเฉิน”
หลังจากพินิจมองอีกฝ่ายเงียบๆ เย่เชียนตี้ก็เอ่ยทักก่อนที่จั่วเฉินจะเดินไปทางเตียงที่ว่างอยู่ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ
“เย่เชียนตี้”เย่เชียนตี้เอ่ยออกมาสั้นๆ หลังจากมองจั่วเฉินอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ประหลาดใจ
เย่เชียนตี้เป็ใคร? ต่อให้ไม่เคยแสดงฝีมือออกมาให้เห็นทว่าแค่กลิ่นอายพลังอันน่ากลัวที่แผ่ออกมาของเขา รวมกับผลงานที่นำโด่งทุกคนในการทดสอบเขาก็นับเป็บุคคลที่คนส่วนมากได้แต่เฝ้ามองทว่าไม่อาจไล่ตามได้ทัน
ในความคิดของเย่เชียนตี้ ศิษย์ใหม่ของตำหนักนภาปราณยุทธมีเพียงสองจำพวกเท่านั้น หนึ่งคือขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองหรือพูดคุยกับเขา สองคือพวกประจบประแจงแม้จะเป็บุคคลที่มีความสามารถในหมู่ศิษย์ใหม่ก็ตาม ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขากลับมีท่าทีสงบเสงี่ยมลงอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นัก
ส่วนคนจำพวกจั่วเฉินเย่เชียนตี้กลับเพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรก ตอนที่เห็นเขา จั่วเฉินกลับยังมีท่าทีเหมือนเห็นคนธรรมดาเอ่ยทักด้วยความไม่ใส่ใจ เขารู้สึกได้ว่าท่าทางเช่นนี้ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ
เพราะเพิ่งมาถึงจึงทำให้เหล่าศิษย์วัยเยาว์ไม่อาจข่มตานอนได้พวกเขาบางส่วนอาศัยแสงจันทร์เดินออกมาจากห้องพัก ตอนนี้ ศิษย์ที่มีผลงานโดดเด่นในการทดสอบล้วนถูกคนอื่นๆห้อมล้อม ซึ่งก็มีบางส่วนที่ย่องไปทางที่พักของจั่วเฉิน ต่างคนต่างก็จ้องอยู่ที่หน้าประตูรอคอยให้เย่เชียนตี้ออกมาข้างนอก
อีกไม่นานเย่เชียนตี้จะต้องกลายเป็บุคคลที่โดดเด่นแน่แม้ตอนนี้จะเป็แค่ศิษย์ใหม่ ทว่าอนาคตจะต้องสดใสรุ่งโรจน์ จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดอยากติดตาม
ทว่าสุดท้ายศิษย์พวกนั้นก็ต้องประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะจั่วเฉินหรือเย่เชียนตี้ก็ไม่มีใครออกมาจากห้องมาเลยสักคน
“เ้านั่นโชคดีชะมัดถึงกับได้พักห้องเดียวกับเย่เชียนตี้” ศิษย์บางคนแอบกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ
หลายคนอยากตีสนิทกับเย่เชียนตี้ที่เป็อัจฉริยะแต่พวกเขากลับไม่มีโอกาสนั้น ดูเหมือนเย่เชียนตี้จะไม่ชอบเสวนากับใครเท่าไร จึงไม่ได้สนใจคนพวกนั้น ในขณะที่จั่วเฉินนั้นอยู่บนหอคอยสูง จึงมีโอกาสไขว่คว้าเดือนได้มากกว่า[1]
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางนภาความครึกครื้นที่ด้านนอกเริ่มสงบลง ทว่าจั่วเฉินที่อยู่ในห้องนั้นยังไม่เข้านอน เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเพื่อตั้งใจฝึกฝนทั้งร่างจมดิ่งอยู่กับการฝึกฝนราวกับหลุดเข้าไปในสภาวะสงบนิ่ง จิตสำนึกของเขาจมอยู่ในความนึกคิดเพื่อรับรู้ถึงหินหยกลึกลับในหัว
จั่วเฉินรู้ดีว่าไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะได้สิ่งที่มีในทุกวันนี้มาซึ่งเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้มีวันนี้ได้ก็เพราะหินหยกลึกลับชิ้นนั้น หลังจากที่มันปรากฏออกมาก็ช่วยรักษาอาการาเ็แฝงในตัวเขาจนหายเป็ปลิดทิ้ง ทำให้เขาสามารถปลุกพลังได้นอกจากนี้ จั่วเฉินยังได้เรียนรู้ท่วงท่าง่ายๆ มาอีก แต่ในตอนที่ใช้ต่อสู้ เขากลับพบว่าท่านั้นมีพลังโจมตีที่น่ากลัวมากทีเดียว
ทั้งหมดนี้เป็แรงกระตุ้นให้จั่วเฉินพยายามสำรวจหินหยกลึกลับชิ้นนั้น
ทว่าเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ดูจะผิดปกติหลังจากที่จิตสำนึกของเขาเข้าไปในห้วงมิติหินหยก จั่วเฉินกลับพบว่าท่วงท่าที่ตนเรียนรู้ไปก่อนหน้านี่นั้นได้หายไปแล้วสิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็เงาของคนผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังสำแดงท่วงท่าที่ต่างออกไปให้ดูอยู่
จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าท่วงท่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับท่วงท่าก่อนหน้านี้ที่เขาได้เรียนรู้ไป ทั้งสองท่านี้สามารถใช้ผสมกันได้แค่คิดถึงความร้ายกาจของท่าแรก จั่วเฉินก็คาดหวังในท่วงท่าที่สองขึ้นมาแล้ว
“หรือว่าภายในหินหยกจะมีเคล็ดวิชาปราณโบราณที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่”จั่วเฉินอดที่จะคาดเดาไม่ได้ พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจเขา
จากสถานการณ์ในตอนนี้ สิ่งที่คาดไว้อาจจะถูกต้องก็ได้
ดูเหมือนในหินหยกจะมีเคล็ดวิชาปราณโบราณซ่อนอยู่จริงๆและต้องให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ บางทีหลังจากช่ำชองท่าที่สองแล้ว หินหยกคงจะเผยท่าที่สามออกมาและหากเขาทำให้ทุกท่าปรากฏออกมาได้หมด นั่นก็หมายความว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณลึกลับนั่นได้แล้ว
เพียงแค่ท่าเดียวก็มีพลังน่ากลัวขนาดนั้นหากเรียนรู้ได้ครบทั้งหมดจะมีพลังน่ากลัวขนาดไหนกัน
ทางหนึ่งจั่วเฉินจ้องมองการเคลื่อนไหวของท่วงท่าที่สองอีกทางในหัวก็คล้ายกับมีลานกว้างปรากฏขึ้น ที่ใจกลางนั้นมีอีกเงาร่างหนึ่งปรากฏอยู่เช่นกันซึ่งร่างนี้เกิดจากจิตสำนึกของตัวจั่วเฉินเอง
ขณะที่กำลังมองการเคลื่อนไหวของท่วงท่านั้นเงาจิตสำนึกของเขาก็เริ่มขยับตาม
----------
[1] อยู่บนหอสูงจึงมีโอกาสไขว่คว้าเดือนมากกว่า หมายถึง คนที่อยู่ใกล้จึงมีโอกาสมากกว่า