ตอนที่55 : ไฟในวังหลวง
หลายวันผ่านไปหลังเหตุการณ์“เงาในควัน”
บรรยากาศในเมืองหลวงหานหลงกลับดูสงบ
แต่ทุกคนในวังรู้ดีว่า... ความสงบนั้นคือ “ระเบิดที่รอจุดไฟ”
ข่าวลือเรื่อง “ขโมยคลังอาวุธ”ยังแพร่ไปทั่ว
แม้ไม่มีผู้ใดเห็นหน้าคนร้าย แต่หลายเสียงเชื่อว่า
คณะทูตฉิน “ต้องรู้เห็นเป็นใจ”
ฮ่องเต้จึงมีพระราชดำรัสเรียกประชุมใหญ่ในท้องพระโรง
ท้องพระโรงแห่งหานเต็มไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่
ด้านซ้ายคือขุนนางฝ่ายบุ๋น นำโดยเสนาบดีหลิวซ่าน
ด้านขวาคือฝ่ายบู๊ นำโดยแม่ทัพไป๋เหิงเซิน
กลางห้องคือคณะทูตฉิน
องค์หญิง ฉินอวี้เหม่ย ยืนอยู่ด้านหน้า
ด้านหลังมี ราชครูหลี่เจวียน ปราชญ์หลวงแห่งฉิน
ชายสูงวัยผมขาวแต่ดวงตาแหลมคมเยือกเย็นจนผู้คนรอบข้างรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
ราชครูหลี่เจวียนก้าวออกมากล่าว
“ใต้หล้าแห่งนี้เหนื่อยล้ากับสงครามมานาน
แคว้นฉินของข้าเห็นแก่สันติ จึงส่งคณะทูตมาถวายของกำนัล
และขอเจรจาไมตรี — รวมถึงแลกเปลี่ยนวิชาอาวุธและการค้าระหว่างแคว้น”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง
ขุนนางฝ่ายบู๊ตะโกนขึ้น
“วิชาอาวุธ!? พวกเจ้ามาเพื่อขโมยของเรายังไม่พอ ยังกล้าเสนอแลกเปลี่ยนหรือ!”
ราชครูยิ้มบาง ๆ
“ข้าคิดว่าแคว้นหานมิใช่แคว้นขี้ขลาดที่กลัวการเปิดเผยวิชาเสียหน่อย
หรือท่านรัชทายาทเห็นว่าอาวุธของหานนั้นเปราะบางเกินจะแลก?”
คำพูดนั้นเป็นการท้าทายโดยตรง
บรรยากาศในห้องหนักอึ้งทันที
ขุนนางฝ่ายหานเริ่มโต้เถียงกัน
แต่รัชทายาท หานอวี้จิน
กลับยกถ้วยชา ขึ้นจิบอย่างสงบ
เขาวางถ้วยลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงคม
“แคว้นหานของเราไม่กลัวการแลกเปลี่ยน
เพียงแต่การแลก... ต้องมีค่าเท่ากัน”
“แคว้นฉินจะให้อะไรแลกกับ‘ไฟ’ ของหาน?”
หลี่เจวียนหัวเราะเบา ๆ
“เรามีโลหะคุณภาพสูงจากเหมืองซานหลง
และแร่เหล็กดำที่ไม่มีในแผ่นดินหาน
หากแลกกันได้ ทั้งสองแคว้นย่อมเจริญร่วมกัน”
รัชทายาทพยักหน้า
“โลหะของพวกท่านคือสิ่งจับต้องได้
แต่ไฟของเรา คือ ‘สติปัญญา’
ท่านจะชั่งน้ำหนักมันอย่างไร?”
คำพูดนั้นเหมือนดาบที่ห่อด้วยผ้าไหม —อ่อนโยนแต่เฉือนลึก
ราชครูนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ฮ่องเต้หานมีโอรสผู้ฉลาดนักสมคำร่ำลือจริง ๆ”
การชิงไหวชิงพริบ
การประชุมดำเนินต่อเนื่องถึงยามบ่าย
รัชทายาทหานอวี้จินใช้ถ้อยคำทดสอบหลี่เจวียนหลายครั้ง
ทุกคำตอบของราชครูฉินดูมีเหตุผล แต่ซ่อนเล่ห์อยู่เสมอ
“เราเพียงหวังให้แผ่นดินทั้งเจ็ดอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องใช้ดาบ”
— หลี่เจวียนกล่าว
“ดาบไม่ได้เกิดจากเหล็ก...แต่เกิดจากความไม่ไว้ใจ
หากท่านต้องการสันติจริง จงเริ่มจากคำสัตย์ที่ไม่บิดเบี้ยว”
— หานอวี้จินตอบ
ขุนนางทั้งหลายมองทั้งคู่สลับกัน
เหมือนกำลังชม “การประลองวาจา” ระหว่างอาจารย์ปราชญ์สองคน
แต่แท้จริงคือการประลอง “ปัญญาและอำนาจของแผ่นดิน”
หลังจบการประชุมรัชทายาทเดินออกจากห้อง
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยเดินตามมาด้านหลัง
“วันนี้ท่านพูดราวกับรู้แผนทั้งหมดของพวกเรา”
หานอวี้จินหันมายิ้มบาง
“ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด...แค่รู้ว่าเจตนาของพวกท่านคืออะไร ก็เพียงพอ”
“แล้วท่านคิดว่าเจตนาของเราคืออะไร?”
เขาหันมามองตรง
“เพื่อสันติ —ที่ถูกใช้เป็นฉากบังหน้า”
คำตอบนั้นทำให้นางนิ่งไป
หัวใจเธอเต้นแรงโดยไม่เข้าใจตนเอง
“แล้วถ้า...ข้าไม่ได้อยากหลอก?”
— นางถามเบา ๆ
“งั้นเจ้าก็จะเป็นคนเดียวในคณะทูตที่พูดความจริง”
เขากล่าวด้วยแววตาอ่อนโยน
ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้นางยืนอยู่ท่ามกลางลมฤดูหนาว
คืนนั้น ในจวนคณะทูต
ราชครูหลี่เจวียนเรียกนักรบเงาที่เหลือมาพบ
“แผนของเราไม่จบเพียงคำพูดในท้องพระโรง
ตอนที่สอง... จะเริ่มในงานเลี้ยงสันติพรุ่งนี้”
“องค์หญิงจะทำให้รัชทายาทตายใจ
ส่วนพวกเจ้าจะเข้าคลังเก็บเอกสารราชการของหาน
ข้าต้องการสำเนาเอกสารภาษี แหล่งโลหะ และแผนเส้นทางทัพเหนือ”
หนึ่งในนักรบเงาถาม
“แล้วถ้าถูกจับอีกครั้ง?”
หลี่เจวียนยิ้มมุมปาก
“ครั้งนี้ข้าไม่ได้ส่งเจ้าเข้าไปตาย...
ข้าส่งเจ้าเข้าไปพร้อม ‘ของที่พวกมันอยากเจอ’”
คืนนั้น รัชทายาทยืนอยู่บนหอชมดาว
สายลมพัดชายเสื้อพลิ้วเบา ๆ
เสียงหลี่อวิ๋นจิวดังขึ้นข้างหลัง
“ท่านคิดว่าพวกเขาจะลงมืออีกหรือ?”
“แน่นอน” — เขาตอบ
“ไฟของไมตรี... คือไฟที่ลุกเงียบที่สุด”
เขามองลงไปยังลานวังซึ่งกำลังเตรียมงานเลี้ยง
เปลวตะเกียงสะท้อนในดวงตาเขา
“พรุ่งนี้...ข้าจะให้พวกเขาได้เห็น
ว่าในวังของหาน ไม่มีเปลวไฟใดลุก โดยที่ข้าไม่รู้ต้นกำเนิดมัน”