ตอนที่9 คนดวงซวย
ฉินเลี่ยสูดลมหายใจระงับความโกรธของตนเองแล้วขึ้นไปนอนอีกฟากหนึ่งทั้งสองอยู่ห่างกันค่อนข้างมาก ที่ว่างที่เว้นไว้ตรงกลางราวกับมีทางช้างเผือกกั้นอยู่เลยก็ว่าได้
ปลายจมูกของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นนมของหนูน้อยทั้งที่เขาเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่กลับไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่เลย
พอนึกถึงโจวโจวจุดไท่หยางของเขาก็เต้นดังตึกตัก
เขารู้ว่าแม่ของเขาอยากได้หลานสาวมาโดยตลอดเรียกได้ว่ามันเป็ความดื้อรั้นและดันทุรังของแม่เขาไปแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะไปเก็บเด็กน้อยจากข้างนอกมาเลี้ยงจริง ๆ เื่นี้ยังพอทนแต่ที่เขาทนไม่ได้ก็คือ การที่แม่ยัดเยียดให้เขาเป็พ่อของเด็กนี่แหละ
เหลวไหล
เขานวดขมับอย่างปวดหัวแต่จู่ ๆ เขาก็หันไปมองทางด้านข้าง จ้องไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ขยับตัวมาทางเขาอย่างเงียบๆ แล้วถามว่า “ทำอะไรน่ะ ? ”
เมื่อรู้ว่าเขาเห็นเข้าแล้วโจวโจวก็ยิ้มประจบแล้วลุกขึ้นนั่ง เกยคางมองเขาอย่างเป็กังวล“พ่อเป็อะไรหรือเปล่า ? นอนไม่หลับหรือ ? อยากให้หนูเล่านิทานกล่อมพ่อนอนไหม ? ”
เธอเรียกเขาว่าพ่อไม่ขาดปากทำเอาฉินเลี่ยรู้สึกปวดหัวเข้าไปใหญ่
“ไม่ต้อง”เขาปฏิเสธหนูน้อยอย่างไร้เยื่อใย
เมื่อเห็นดังนั้นโจวโจวยังคงไม่ยอมแพ้ เธอขยับเข้าไปตรงหน้าเขาอีกนิด “งั้นหนูท่องตำราให้ฟังดีไหม”
คราวนี้ฉินเลี่ยหลับตานิ่งไม่สนใจเธอ
โจวโจวจึงถือสิทธิ์คิดว่าเขายอมแล้ว ปากเล็ก ๆ ยกขึ้นแล้วท่องด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เต๋าที่เรียกขานได้ไม่ใช่เต๋าแท้; นามที่เรียกขานได้ไม่ใช่นามแท้……”
“พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเมื่อกาลที่พิจารณาด้วยพระปัญญาบารมีอยู่นั้น……”
ฉินเลี่ยขมวดคิ้วเขาฟังออกว่าหนูน้อยท่องอะไร
่แรกคือเนื้อหาจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิงส่วน่หลังคือหัวใจพระสูตร หนึ่งเป็เนื้อหาในคัมภีร์ของลัทธิเต๋าอีกหนึ่งคือเนื้อหาในพุทธวจนะ หนูน้อยกลับท่องสิ่งเหล่านี้ได้จำขึ้นใจ
ทันใดนั้นในหัวของเขาก็มีภาพจำตอนกลางวันที่แม่ของเขาแนะนำภูมิหลังของโจวโจวให้ฟังคร่าว ๆแม่ของเขาบอกว่าตอนแรกหนูน้อยอยู่ที่วัด ต่อมาย้ายมาอยู่ที่อารามเต๋าเพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรอาจารย์ของเธอถึงได้ส่งเธอลงจากูเาทั้งที่ยังอายุน้อยขนาดนี้
ไม่รู้ว่าเป็เพราะผลจากการสะกดจิตด้วยการท่องพระคัมภีร์นั้นดีเกินไปหรือเปล่าแต่เขาก็หลับไปจริง ๆ
รอจนกระทั่งเขาหลับสนิทแล้วโจวโจวถึงได้หยุดท่องหนูน้อยนั่งขัดสมาธิแล้วเพ่งพินิจมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด
พ่อหน้าตาดีมากรูปหน้าก็ดี หน้าผากกว้าง คิ้วเข้ม เป็โหงวเฮ้งของเศรษฐี
แต่แล้วสายตาของหนูน้อยก็จับจ้องไปที่จุดหนึ่งเธอขมวดคิ้วขึ้นพลางอุทาน “อ๊ะ” ออกมาก่อนที่หนูน้อยจะพึมพำกับตัวเองเสียงเบาว่า “ไม่ควรเลย”
-
เช้าตรู่วันต่อมาฉินเลี่ยลืมตาตื่นขึ้นมาก็เจอกับใบหน้าจ้ำม่ำของหนูน้อยแล้ว
“พ่อคะ,อรุณสวัสดิ์ ! ” เมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้วโจวโจวก็ตาเป็ประกายและกล่าวทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
ฉินเลี่ยหันไปมองหนูน้อยก็พบว่าเธอสวมเสื้อผ้าเองเรียบร้อยแล้วจากนั้นเขาจึงละสายตาไปมองทางอื่น พลางลุกขึ้นแล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน
โจวโจวรีบเดินตามเขาไปทันที
พอฉินเลี่ยหันมามองเธอหนูน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองเขาเช่นกัน ดวงตากลมโตสีดำจ้องมองเขาด้วยแววตาใสแป๋ว ไม่ว่าใครที่ได้เห็นเป็ต้องใจอ่อนทั้งนั้น
คำพูดที่เขาจะสรรหามาพูดกับเธออย่างเ็าถูกกลืนลงคอไปทันทีที่เห็นแววตาคู่นั้นฉินเลี่ยถอนสายตากลับด้วยความหงุดหงิดแล้วสาวเท้าเดินฉับ ๆ ไปด้านหน้า
ผู้ช่วยที่ยืนรอเขาอยู่ที่ด้านนอกลิฟต์รีบเดินเข้าต้อนรับเขาทันที“สวัสดีครับประธานฉิน ”
ฉินเลี่ยชำเลืองมองไปด้วยสายตาไม่แยแส
เพราะรู้ตัวว่าผิดผู้ช่วยจึงก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาเ้านายเขากดลิฟต์อย่างมีมารยาทและเข้าไปสั่งอาหารเช้าที่เ้านายชอบ
โจวโจวมองไปยังร้านอาหารขนาดใหญ่จนอดร้อง “ว้าว” ออกมาไม่ได้ ด้านในมีของอร่อยน่ากินเต็มไปหมดเลย
เมื่อเห็นท่าทีราวกับคนอดอยากของหนูน้อยฉินเลี่ยจึงพูดด้วยความเฉยชาว่า “อยากกินอะไรก็ไปหากินเองแล้วกัน”
เพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็หนูน้อยที่แม่เขาถูกชะตาหากเขาทำให้เธออดอยากขึ้นมา มีหวังแม่ได้มาคิดบัญชีกับเขาแน่นอน
โจวโจวมองไปที่โต๊ะรอบๆ แล้วยื่นหน้าไปถามเสียงเบาว่า “พ่อคะ หนูกินทั้งหมดนี้ได้เลยใช่ไหม ? ”
“อืม”ฉินเลี่ยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่หนูกินเก่งมากเลยนะ”โจวโจวใช้สองมือวาดวงกลมวงใหญ่ ๆ กลางอากาศแล้วจ้องมองเขาด้วยตาที่ใสแป๋วเพื่อให้เขาเตรียมใจไว้ก่อน
ฉินเลี่ยเพียงแค่ฮึดฮัดเบาๆ “กินได้ตามสบาย”
ตลกแล้วหนูน้อยตัวแค่นี้จะกินได้มากเท่าไหร่กันเชียว จะกินจนเขาไม่มีเงินจ่ายเลยหรือยังไง?
เฮอะ
เมื่อได้รับคำอนุญาตจากเขาแล้วโจวโจวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หนูน้อยวางใจลงแล้วหันไปยิ้มกว้างให้เขา“ขอบคุณค่ะพ่อ ! ”
ฉินเลี่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วให้ผู้ช่วยพาเธอไปเลือกกินอาหาร
โจวโจวเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วชี้ไปที่เมนูเนื้อสองสามอย่าง ในขณะที่ผู้ช่วยกำลังจะสั่งให้นั้นก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเธอพูดขึ้นว่า “นอกจากสองสามจานนี้ที่เหลือหนูเอาหมดเลย”
“หา? ” ผู้ช่วยตกตะลึงไปเล็กน้อย เกือบจะสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่า
เขาจึงถามอย่างสงสัยว่า“คุณหนู คุณหนูลองคิดดูใหม่ดีไหมครับ ? ”
ครอบครัวฉินสามารถเลี้ยงดูเด็กได้ก็จริงแต่หากเด็กคนนั้นกินอย่างสิ้นเปลืองเกินไปคงไม่ดีเท่าไหร่
โจวโจวลูบคางพลางครุ่นคิดหนูน้อยสั่งอาหารอย่างพินิจพิจารณา แต่ดูเหมือนมันยังไม่พอเธอจึงกางมือแล้วพูดว่า: “ขอซาลาเปา 5 ลูก ! ”
ลูกเดียวคงไม่พอกินงั้นสั่งเยอะขึ้นหน่อยแล้วกัน
ผู้ช่วยสะอึกทันทีที่ได้ยินหนูน้อยสั่งซาลาเปาเพิ่มแต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรและทำตามที่หนูน้อย้าแต่โดยดี
ฉินเลี่ยที่กำลังนั่งดื่มกาแฟเห็นว่าผู้ช่วยยกอาหารจำนวนมากมาวางเรียงรายไว้เต็มโต๊ะเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมา “ทำไมสั่งมาเยอะขนาดนี้ล่ะ”
ผู้ช่วยตอบกลับ“คุณหนูบอกว่าจะกินครับ”
ได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยก็แสดงสีหน้าเรียบเฉยและไม่ได้พูดอะไรต่อ
หนูน้อยโจวโจวปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้อย่างชำนาญแล้วดันจานอาหารไปตรงหน้าเขา “พ่อคะ กินสิ ! ”
“ไม่ล่ะ”ฉินเลี่ยปฏิเสธด้วยสีหน้าเ็า
ก็ได้
โจวโจวจึงดึงจานนั้นกลับมาแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินอาหาร
แต่ละอย่างอร่อยทั้งนั้นเลย!
ดวงตาของหนูน้อยเป็ประกายในขณะที่มองไปยังอาหารที่อยู่ตรงหน้าหนูน้อยยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยความพอใจ
ผู้ช่วยที่นั่งดูอยู่ด้านข้างรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อยตอนแรกเขานึกว่าคุณหนูจะสั่งอาหารมาอย่างสิ้นเปลืองแต่ตอนนี้เขาต้องมาเป็กังวลว่าเธอจะกินอาหารจนท้องแตกไปก่อนหรือเปล่า
เพราะคุณหนูของเขาใช้เวลาไม่ถึง10 นาทีในการกินอาหารที่เคยวางอยู่เต็มโต๊ะไปเกือบครึ่ง
ความสามารถในการกินนี้มันช่าง…….
แม้จะบอกว่าอาหารในโรงแรมจะเน้นที่การจัดจานอย่างประณีตแต่ละเมนูถูกเสิร์ฟในปริมาณที่ไม่มากเท่าไหร่แต่คุณหนูของเขาเล่นสั่งมาเยอะจนเต็มโต๊ะขนาดนี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปริมาณที่น้อย ๆเลย หรืออาจกล่าวได้ว่าอาหารที่เธอสั่งมานั้นเพียงพอที่จะให้ผู้ใหญ่กินได้ถึง 4-5คน แต่เธอเพียงคนเดียวกลับกินมันจนเกลี้ยงภายในพริบตา !
ฉินเลี่ยที่ได้ยินความเคลื่อนไหวเงยหน้าขึ้นมามองเช่นเดียวกันเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาก็มองไปยังหนูน้อยด้วยความสงสัย และดูเหมือนเขาจะมีคำตอบให้กับคำถามที่เขาครุ่นคิดเมื่อคืนนี้แล้ว
‘คงไม่ได้เป็เพราะกินเก่งจนทำให้อารามเต๋าล้มละลายฝั่งนั้นเลี้ยงดูไม่ไหวเลยต้องลงเขามาใช่ไหม ? ’
ต้องบอกเลยว่าเขาได้ค้นพบความจริงโดยไม่รู้ตัวเข้าแล้ว
หลังจากกินอิ่มโจวโจวลูบท้องอย่างมีความสุขแล้วหันไปยิ้มแป้นให้ฉินเลี่ย“ขอบคุณพ่อที่พาหนูมากินข้าว ! ”
ที่แท้ย่าก็ไม่ได้โกหกเธอหากมีพ่ออยู่ หนูน้อยสามารถกินได้อย่างเต็มที่
ในระหว่างที่คิดแววตาที่หนูน้อยมองไปยังฉินเลี่ยดูเปล่งประกายยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก
ฉินเลี่ยััได้ถึงแววตาคู่นั้นเขาไม่ได้สนใจ หลังจากเช็ดปากแล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
แต่ผลปรากฏว่าเพิ่งจะเดินไปถึงประตูทางออกจู่ ๆ ก็มีกระถางดอกไม้ตกลงมาที่ข้างเท้าของเขาเรียกได้ว่ามันเฉียดที่จะตกใส่ตัวเขาไปเพียงไม่ถึง 1 เิเเท่านั้น
“ประธานฉิน! ” ผู้ช่วยอุทานด้วยความใแล้วรีบเข้าไปดูเ้านายตัวเอง
ผู้จัดการโรงแรมได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบเดินเข้ามาขอโทษยกใหญ่
ฉินเลี่ยกลับคิดว่ามันเป็เื่ปกติอย่างไรอย่างนั้นเขาเดินอ้อมกระถางดอกไม้ออกไปอย่างไม่รู้ร้อนฤดูหนาวแล้วยังไม่วายหันไปถามผู้ช่วยว่า
“เตรียมงานประชุมเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ”
“ครับท่านประธานจัดเตรียมเรียบร้อยหมดแล้ว รอท่านประธานไปถึงก็เริ่มประชุมได้ทันที”
“อืม”
โจวโจวนั่งที่เบาะหลังไม่รบกวนการทำงานของพวกเขา แต่จ้องมองไปที่ฉินเลี่ย
เมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของเขาเมื่อครู่นี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอเื่แบบนี้
จะบอกว่าโชคร้ายมันก็ตกลงมาไม่โดน แต่จะบอกว่าโชคดีก็ไม่ใช่เพราะดูแล้วเขาน่าจะเจอเื่แบบนี้เป็ประจำ
เธอจ้องมองเขาอีกครั้งจากนั้นก็ถอดแผ่นทองแดงที่คอออกมาโยน เมื่อเห็นสัญลักษณ์ปากว้า[1]ที่อยู่บนนั้นหนูน้อยก็เข้าใจในทันที
ที่แท้พ่อก็เป็คนดวงซวยนี่เอง! ?
[1] ปากว้า 八卦 เป็สัญลักษณ์แสดงถึงเต๋าและการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง