น้ำชาอุ่นจัดที่ไหลลงคอของหลี่เยี่ยนฟางช่วยบรรเทาความพร่าเลือนในสมองได้เล็กน้อย หลังได้อดีตองค์หญิงใหญ่ช่วยเตือนสติ จนถูกความจริงในอดีตกระแทกเข้าใส่หน้า
หลี่เยี่ยนฟางย่อมไม่เข้าใจความคิดของบรรดาอี๋เหนียงแต่ถ้าให้นางคาดเดาสาเหตุที่พอจะคิดออกมาได้ นั่นอาจจะเป็เพราะอี๋เหนียงทุกคนของจวนหยวนจิ้งโหวไม่สามารถมีบุตรธิดาเป็ของตนเองได้เนื่องจากหลังได้รับมอบพวกนางเข้ามาไม่นาน หยวนจิ้งโหวบิดาของนางก็ได้รับาเ็สาหัสจากการสู้รบส่งผลให้ร่างกายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนทำให้เป็หมัน ดังนั้นนี่อาจเป็สาเหตุทำให้ทั้งสองมีอคติและไม่ชมชอบตน จนถึงขั้นวางแผนให้ชีวิตของนางต้องมาลงเอยอย่างอเนจอนาถเช่นนี้
ขณะคิดคำนึงไปถึงเื่ราวในอดีตความรู้สึกขมขื่นตรงกลางอก ก็ทำให้หลี่เยี่ยนฟางนั่งนิ่งหน้าตาซีดเผือดความคิดต่างๆ นานาที่ผุดขึ้นในสมอง ทำให้หัวใจของนางรู้สึกเจ็บเคืองไปหมด
จู่ ๆลู่ฮูหยินก็มีความคิดหนึ่งแวบผ่านเข้ามาพอดี
“ข้ายังมีอีกเื่หนึ่งที่ต้องบอกเ้ารู้หรือไม่ อดีตคู่หมั้นของเ้าสุดท้ายแล้วเขาแต่งไปกับผู้ใด”ลู่ฮูหยินไม่โอ้เอ้รีรอรีบเฉลยทันที
“เขาแต่งกับลูกสาวของป้าสะใภ้เ้าไง”พอพูดจบนางก็ใช้แววตามองสำรวจอีกฝ่าย
หลี่เยี่ยนฟางอาจเป็คนไร้เล่ห์แต่ก็มิใช่คนเขลา ความจริงเป็ที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า อาจมิใช่แค่อี๋เหนียงทั้งสองที่ไม่ชมชอบนางแต่ป้าสะใภ้ก็อาจจะเป็ต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้นาง ต้องมาลงเอยอย่างเช่นทุกวันนี้ด้วยก็เป็ได้
หลี่เยี่ยนฟางสูดลมหายใจเข้าลึกนั่งสงบสติอารมณ์ พยายามคิดใคร่ครวญว่าที่แท้แล้วคนร้ายตัวจริงคือผู้ใดกันแน่หรือว่าพวกเขาทุกคนล้วนต่างมีความคิดร้ายกับนางทั้งสิ้น
ตราบจนตอนเดินออกจากร้านน้ำชาหลี่เยี่ยนฟางก็ยังคงคิดทบทวนอะไรต่อมิอะไรมากมายอยู่ทุกเื่วนเวียนอยู่ในหัวจนคล้ายนางกำลังจมอยู่ในภวังค์
ฝ่ายลู่ฮูหยินก็ไม่แปลกใจที่ได้เห็นหลี่เยี่ยนฟางมีท่าทางเช่นนั้นเพราะสำหรับนางแล้วความเป็จริงโหดร้ายเสมอ สำหรับคนที่โดนปิดหูปิดตามาค่อนชีวิต
ไม่นานนัก คนทั้งคู่ก็ออกเดินตามหากลุ่มคนที่ถูกพวกนางกันตัวออกไปจนพบพอได้เห็นหน้าบุตรสาว ใบหน้าเคร่งขรึมของหลี่เยี่ยนฟางจึงค่อย ๆเผยรอยแย้มยิ้มออกมา นางโบกมือเรียกบุตรสาวให้เข้ามาหา
หลี่จิ้งถิงรีบวิ่งมาหามารดาพร้อมด้วยรอยยิ้มดวงหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหญิงละล้าละลังอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากบอกอย่างกำกวมเพราะมารดายังไม่รู้เื่ที่นาง ได้รับผ้าผูกผมจากท่านลุงและพี่ชายมาตั้งหลายเส้น
“ท่านแม่คือว่า...”
หลี่เยี่ยนฟางยิ้มบางๆ เมื่อเห็นหลี่จิ้งถิงหลบสายตานาง เห็นได้ชัดว่ามีเื่ปกปิด
“เอาล่ะมีเื่อะไรก็พูดมาเถิด” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์
หลี่จิ้งถิงจึงเปิดปากตอบด้วยท่าทางคล้ายกำลังจนใจ
“คือว่าเมื่อครู่ข้าพาท่านลุงกับพี่ชายไปเดินเล่นและเล่าเื่ราวที่น่าสนใจในเมืองนี้ให้พวกเขาฟังไปไม่น้อย แน่นอนว่าท่านลุงชมชอบในการทำหน้าที่ของข้าดังนั้น ผ้าผูกผมพวกนี้ท่านลุงกับพี่ชายจึงมอบให้ข้าเป็รางวัลเ้าค่ะ”พอพูดจบเด็กหญิงก็หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
ด้านหลี่เยี่ยนฟางกลับยิ้มขื่นพูดด้วยน้ำเสียงข่มกลั้นความสลดหดหู่
“ที่แท้ถิงเอ๋อร์ชอบผ้าผูกผมสีสวยๆ พวกนี้งั้นหรือ เป็ความผิดของแม่เองที่ไม่ล่วงรู้ถึงความชอบของลูก ต่อไปแม่จะพยายามเก็บเงินซื้อให้เ้านะพอเวลาพวกเราออกไปเที่ยวข้างนอก ถิงเอ๋อร์จะได้มีของสวย ๆ งาม ๆ เอาไว้ใช้แต่งตัว”
ถึงอย่างไรข้าวของเ่าั้ก็ถูกซื้อมาแล้วหากขืนหลี่เยี่ยนฟางยังทำท่าทางลังเลไม่ยอมรับไว้ก็คงถูกอีกฝ่ายยัดเยียดใส่มือมาอยู่ดี อีกทั้งรอยยิ้มระบายเต็มหน้าของหลี่จิ้งถิงก็มีส่วนทำให้นางเอ่ยปฏิเสธไม่ลงอีกด้วย
“ขอบคุณนายท่านกับคุณชายด้วยนะเ้าค่ะที่เมตตาซื้อของให้บุตรสาวข้า” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้พวกเขาเพื่อบอกให้อีกฝ่ายรับรู้เป็นัยว่า นางมิได้รู้สึกไม่พึงพอใจอะไร
ลู่จางหย่งได้ยินแล้วก็ผงกศีรษะแค่ของประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยของเด็กหญิงเท่านั้น ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายพอเขาเห็นหลี่จิ้งถิงจด ๆ จ้อง ๆ ก็เอ่ยซักถามนางอย่างตรงไปตรงมา
“เสี่ยวถิงอยากได้หรือไม่”
หลี่จิ้งถิงกระมิดกระเมี้ยนอยู่นานไม่ยอมตอบลู่จางหย่งเห็นว่านางเป็เด็กน่ารักและไร้เดียงสา จึงพลาดพลั้งกระทำการที่ดูเหมือนก้าวก่ายควักเงินจ่ายออกไป ยังดีที่หลี่เยี่ยนฟางไม่นึกถือสา
พอเห็นมารดาไม่มีทีท่าขัดเคืองใจที่นางยอมรับสิ่งของจากผู้อื่นง่าย ๆ หลี่จิ้งถิงก็พูดอย่างขัดเขินต่อ
“ข้าไม่ได้จะทวงนะเ้าค่ะแต่ว่าพี่ชายยังไม่ได้ซื้อขนมมาคืนข้าตามสัญญาเลยถังหูลู่ไม้นั้นข้ายังไม่ได้ชิมเลยสักคำ ก็บังเอิญเดินชนกับท่านจนพวกมันร่วงหล่นตกพื้นหมดเลย” พอพูดจบหลี่จิ้งถิงก็เหลือบตามองอีกฝ่ายตาละห้อย
ลู่สิงเทียนเลิกคิ้วขึ้นคิดในใจว่า นี่นางแค่เอ่ยเตือนเขาจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงจะติเตียนใช่หรือไม่
ระหว่างที่ลู่สิงเทียนยังคิดไม่ตกลู่ฮูหยินก็ยิ้มขันออกมา สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็ไปตามที่หลี่จิ้งถิง้า ถึงอย่างไรวันนี้นางจะต้องได้กินถังหูลู่สักคำ
ระหว่างทางที่หลี่เยี่ยนฟางกับบุตรสาวเดินกลับเรือนนั้นหลี่จิ้งถิงก็ยังคงลูบคลำจี้หยกบนคอด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางนิ่งคิดแล้วก็รู้สึกว่า คำพูดของท่านป้าลู่เป็แค่คารมชวนเชื่อจี้หยกอันเล็กแค่นี้จะมีประโยชน์อันใด เพราะเหตุใดท่านป้าจึงบอกว่าหากพบเจอเื่ราวที่จนปัญญาจะแก้ไข ให้นำจี้หยกไปที่ร้านแลกเงินสกุลลู่แล้วจะมีคนให้ความช่วยเหลือนางเอง
“ท่านป้าพูดจริงหรือเ้าค่ะเื่จี้หยก”หลี่จิ้งถิงเอ่ยถามมารดาอย่างงุนงง
หลี่เยี่ยนฟางไม่คิดจะแย้มพรายเื่ฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายออกไปเพราะจะเกี่ยวพันไปถึงความทรงจำที่ไม่ดีของนางแต่ก็รู้ดีว่าการกระทำของอดีตองค์หญิงใหญ่นั้นปราศจากเจตนาร้ายหลี่เยี่ยนฟางจึงเลือกที่จะพูดอย่างแจ่มแจ้งถึงความสำคัญของจี้หยกเท่านั้น
“จริงสิเ้าเห็นหรือไม่ว่าบนจี้มีสัญลักษณ์ของสกุลลู่อยู่แม่คาดเดาว่าคนที่ร้านแลกเงินน่าจะจดจำสัญลักษณ์อันนี้ได้ดังนั้นเ้าก็สวมใส่เก็บเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน มิใช่ว่าถึงตอนจำเป็ต้องใช้กลับหาไม่เจอนะ”
หลี่เยี่ยนฟางตอบพลางฉวยจังหวะเอ็ดขันๆ
หลี่จิ้งถิงรีบโบกไม้โบกมือเป็พัลวัน“ข้าจะสวมติดคอเอาไว้ ไม่ทำหายอย่างแน่นอน”
หลี่เยี่ยนฟางผินหน้าไปอีกทางนางสองจิตสองใจครู่ใหญ่ ทำสีหน้าชั่งใจเล็กน้อยก่อนกล่าว
“แต่ความจริงแล้วแม่กลับไม่อยากให้มีเื่ราวที่ทำให้พวกเรา ต้องหยิบจี้หยกออกมาใช้หรอกนะแม่แค่้าดูแลเ้าอย่างเต็มที่ด้วยเรี่ยวแรง และกำลังของตัวแม่เองแต่เพียงผู้เดียวหากแม่ทำเช่นนี้ เ้าจะไม่นึกโกรธแม่ใช่ไหม”
หลี่จิ้งถิงเปล่งเสียงพูดอย่างร้อนรนเมื่อเห็นมารดามีท่าทางผิดปกติไปจากเดิม
“ข้าไม่โกรธท่านแม่ข้าจะเชื่อฟังท่าน ไม่หยิบจี้หยกออกมาใช้จริง ๆเ้าค่ะ”
“แม่รู้ว่าถิงเอ๋อร์เป็เด็กดี”หลี่เยี่ยนฟางลูบศีรษะบุตรสาว พลางพูดอย่างเซื่องซึม
หลายวันต่อมาหลี่จิ้งถิงก็ยังคงััได้ถึงความผิดปกติของมารดา อาการเหม่อลอยของหลี่เยี่ยนฟางทำให้เด็กหญิงเชื่อมโยงไปถึงการพบกันของมารดากับท่านป้าลู่ เพราะหลังจากที่ทั้งสองได้พูดคุยกันเป็การส่วนตัวท่านแม่ก็มีท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับมีเื่ไม่สบายใจ
แต่หลี่จิ้งถิงก็ไม่กล้าพอที่จะไต่ถามออกไปเพราะนางรู้ดีว่ามารดาไม่อยากจะพูดถึงเื่ราวในอดีตนักก่อนหน้านี้นางเองก็เคยถามถึงบิดาและนั่นเองเป็ครั้งแรกที่เด็กหญิงได้เห็นท่านแม่ร้องไห้หลังจากนั้นหลี่จิ้งถิงก็รับรู้ได้ด้วยตนเองว่าท่านแม่คงไม่้าให้นางกล่าวถึงบิดา ต่อมาเด็กหญิงก็ไม่เคยพูดถึงเื่ผู้ให้กำเนิดที่ไม่เคยเห็นหน้าอีกเลย
“ท่านแม่ ท่านกับท่านน้ารู้จักกันได้อย่างไรหรือ”ลู่สิงเทียนเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงนใจ
ผู้เป็บุตรชายย่อมเคยได้รับรู้เื่ราวในอดีตของมารดาั้แ่ลู่สิงเทียนจำความได้ เขาก็คาดเดาได้แล้วว่า สถานะในอดีตของมารดานั้นไม่ธรรมดาแต่พอได้รับฟังความจริงจากปากของท่านแม่ ก็ทำให้เด็กชายตะลึงพรึงเพริดอยู่ไม่น้อย
อดีตองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยิ่เองก็ไม่เคยคิดจะปิดบังความจริงกับบุตรชายถ้าเขาไม่เอ่ยปากถาม สักวันนางก็คงเล่าให้เขาฟังอยู่ดีเื่ที่ปิดบังไม่ได้เช่นนี้ มิสู้ให้ลู่สิงเทียนได้ฟังจากปากของนางเอง น่าจะดีเสียกว่ามารู้ความจริงทีหลังจากปากคำของผู้อื่น ที่ชอบเื่ซุบซิบนินทา ต่อหน้าแสร้งเคารพลับหลังกลับส่งสุราพิษให้
“ตอนนั้นที่แม่ยังเป็องค์หญิงใหญ่อยู่นางก็คือบุตรสาวคนโตของหยวนจิ้งโหว มีนามว่าหลี่เยี่ยนฟาง ท่านพ่อของนางนั้นถือได้ว่าเป็แม่ทัพคนสำคัญของแคว้นมารดาเองก็ถือกำเนิดในสกุลสูงศักดิ์ ยามเยาว์วัยแม่กับนางเคยได้พบหน้ากันอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยฐานันดรของแม่ผู้ใดก็คงไม่กล้าจะมาใกล้ชิดด้วย”
ลู่ฮูหยินขมวดคิ้วแล้วเอ่ยพลางทอดถอนใจต่อว่า“ยามนั้น จู่ ๆ ก็ได้ข่าวสกุลหลี่แจ้งว่าหลี่เยี่ยนฟางป่วยหนักต้องไปพักรักษาตัวที่อื่น แม่และคนภายนอกต่างก็พากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
เฮ้อ ที่แท้พวกเขาถึงกับปิดบังผู้อื่นมาหลายปีแต่เื่ราวจริง ๆ กลับทำให้คนนอกนึกไม่ออกเลยสักนิดว่า สตรีที่นิสัยใจคอนุ่มนวลสงบเสงี่ยมอย่างหลี่เยี่ยนฟางจะกล้ากระทำการปิดบังลับหลังผู้ใหญ่ ก่อเื่ตามอำเภอใจถึงขั้น...”
ลู่ฮูหยินพูดแล้วก็หยุดเพียงแค่นั้นนางแค่ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นลับหลังต่อเพราะไม่ว่าใครก็คงจะมีสักครั้งในชีวิต ที่คิดกระทำผิดพลาดไปด้วยกันทั้งสิ้น ยามนี้จะว่าไปแล้วลู่ฮูหยินก็แค่รู้สึกว่าหลี่เยี่ยนฟางช่างโชคร้ายเหลือเกิน
แม้จะมิได้รู้สึกใแต่ลู่สิงเทียนก็มีท่าทางละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งเขาขมวดคิ้วอ้าปากถามมารดาด้วยน้ำเสียงแกมกังขา
“ท่านแม่คิดจะแจ้งให้คนของจวนหยวนจิ้งโหวทราบหรือไม่ว่าท่านแม่พบท่านน้าหลี่แล้ว”
“บอกตามตรงหากมิใช่นางขอร้องแม่ไว้แม่ก็อาจจะแจ้งแล้วรอดูผลลัพธ์ว่า ทางจวนหยวนจิ้งโหวจะจัดการกับเื่นี้เช่นไรแต่ในเมื่อนางจงใจหลบซ่อน แม่ก็จะไม่ไปคาดคั้นบังคับให้นางกลับไปถึงอย่างไรก็เป็ชีวิตของนางหลี่เยี่ยนฟางก็ควรได้รับโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเองได้เช่นกัน”
ลู่สิงเทียนพยักหน้าถี่ ๆ ลู่ฮูหยินเห็นแล้วก็หัวร่อออกมาเบา ๆ
“เอาล่ะที่นี่เ้าก็สบายใจได้แล้วสินะ นาน ๆ ทีแม่จะได้เห็นเ้ารู้จักนึกเป็ห่วงเป็ใยผู้อื่นแต่จะว่าไปเสี่ยวถิงก็น่ารักน่าเอ็นดูจริง ๆ”
ใบหน้าของลู่สิงเทียนเป็สีแดงเรื่อๆ “ใครว่าลูกเป็ห่วงนาง ลูกแค่เป็ห่วงท่านน้าหลี่ต่างหาก”
“ไม่ใช่เ้ากังวลว่าหากหลี่เยี่ยนฟางต้องกลับจวนหยวนจิ้งโหว พวกเขาจะจัดการกับเสี่ยวถิงอย่างไรหรือ”ลู่ฮูหยินพูดเย้าบุตรชาย พลางเอานิ้วมือจิ้มหน้าผากเขาอย่างคนรู้เท่าทันกัน