สืบสู้ผี ภาค 1-3

    01 บ้านแฝด (บทนำ)

    *สืบสู้ผี ภาค 1* ​จากสมุดบันทึกของ 'กิตติ นิราศสกุล'นี่เป็นบันทึกเรื่องราวของเรื่องลึกลับของวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่สองสถานที่อย่างมีปริศนาเมื่อราวสิบปีผ่านมาแล้ว เเละในเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมเองก็ได้เข้าไปมีประสบการณ์ข้องเกี่ยวด้วยอย่างบังเอิญ แม้ว่าการข้องเกี่ยวกับเรื่องราวลึกลับในอดีตนั้น จะทำให้ผมต้องเดือดร้อนและแทบเอาชีวิตไม่รอดในเวลาต่อมา รวมทั้งต้องสูญเสียคนใกล้ชิดที่ผมรักมากที่สุดคนหนึ่งไปในท้ายสุดนั้น แต่มันก็ได้ทำให้ผมกลายเป็นคนที่เปลี่ยนทัศนะคติในเรื่องของจิตและวิญญาณรวมทั้งความเร้นลับดำมืดของสิ่งที่ชั่วร้ายที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของผมแต่ก่อนมาอย่างโดยสิ้นเชิง !ใช่แล้ว... ผมเองแต่เดิมนั้น ถือได้ว่าเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของภูตผีวิญญาณและเรื่องเร้นลับใดๆมาก่อนหน้านี้เลยทั้งสิ้น แต่พอหลังจากที่ผมได้จับพลัดจับพลูเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจแล้ว มันก็กลับทำให้ชีวิตของผมต้องเปลี่ยนวิถีไปจนเกือบจะสิ้นเชิง หรืออาจจะกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตของผมนั้น สุดท้ายกลับต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมไปจนตลอดกาลก็ว่าได้ !
    'บ้านแฝด' (บันทึกเริ่มต้น)เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบปีผ่านมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นผมจำได้ว่า ตัวผมกำลังเที่ยวตระเวนมองหาบ้านเช่าราคาถูกๆและมีบรรยากาศดีๆที่อยู่ในละแวกชานเมืองของกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะใช้เป็นที่พักและสตูดิโอส่วนตัวสำหรับทำงานอาร์ตและเขียนบทความสารคดีท่องเที่ยวให้กับหนังสือนิตสารของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งไปด้วย แต่หลังจากที่ผมได้ใช้เวลาว่างส่วนหนึ่งออกตระเวนไปยังหลายๆย่านหลายๆพื้นที่ของชานเมืองในกรุงเทพอยู่ได้พักใหญ่แล้ว สุดท้ายจนแล้วจนรอดผมก็กลับยังไม่เจอบ้านเช่าในแบบที่ถูกเสป็คที่มาพร้อมกับราคาค่าเช่าที่โดนใจสักทีแต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะยุติการตระเวนหา ผมก็กลับได้พบกับบ้านหลังนั้น บ้านที่ช่างบังเอิญมีเสป็คที่ใกล้เคียงกับที่ผมค้นหามาตลอดนั่นเองในวันนั้นผมจำได้แม่นยำอยู่อย่างหนึ่งว่า ผมได้บังเอิญนั่งรถเข้าไปเที่ยวในซอยๆหนึ่งของถนนย่านรามอินทรา และก็ได้ลองลงเดินสำรวจหมู่บ้านจัดสรรค์ที่อยู่ในซอยนั้นเล่นๆไปด้วย แล้วสุดท้ายผมก็ได้มาพบกับ'บ้านแฝด'คู่นั้น มันเป็นบ้านแฝดที่มีส่วนหนึ่งของตัวบ้านเชื่อมต่อเข้าหากัน และสร้างอยู่ในรั้วเดียวกัน ดูๆไปมันก็ราวกับเป็นบ้านที่ได้ถูกแอบซ่อนให้เร้นรอดจากสายตาของคนทั่วไป เพราะว่ามันทั้งคู่ได้ถูกสร้างไว้เป็นหลังสุดท้ายของท้ายซอยที่อยู่ใกล้กับป่าเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับหมู่บ้านจัดสรรค์นั่นเองโดยรวมแล้ว หมู่บ้านจัดสรรค์แห่งนี้ มีอณาเขตบริเวณที่กว้างขวางพอสมควร และเมื่อมองดูคร่าวๆแล้วผมก็ได้เห็นว่า มีบ้านที่ถูกสร้างอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ราวๆไม่ต่ำกว่ายี่สิบหลัง ซึ่งบางหลังก็สร้างเป็นบ้านเดี่ยว บางหลังก็สร้างเป็นบ้านแฝด และแต่ละหลังก็ล้วนมีสวนเล็กๆ และมีรั้วรอบขอบชิดเป็นอย่างดีด้วยกันทุกหลังและเมื่อผมได้เดินสำรวจไปทางด้านหลังของหมู่บ้าน ผมก็ได้เห็นว่ายังมีทุ่งนาเก่าที่รกร้างอยู่ทางด้านฝั่งตรงข้ามของถนนเส้นเล็กๆที่ทอดขนานอยู่ด้านหลังของหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย จึงทำให้บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ก็ดูคล้ายๆกับบรรยากาศในหมู่บ้านจัดสรรค์ที่มีอยู่ในต่างจังหวัดหรือในชนบทอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ถูกใจผมมากเลยทีเดียวเมื่อกลับมาพิจารณาที่ทางด้านหน้าของตัวบ้านแฝด ที่ถือได้ว่าเป็นบ้านที่น่าสนใจเกินคาดสำหรับผม แต่มันก็อาจจะไม่ได้น่าสนใจหรือสะดุดตาใครคนอื่นที่เข้ามาพบเจอเลยก็ได้ เเต่สำหรับผมแล้ว แค่เพียงมองข้ามประตูรั้วเข้าไป ผมก็รู้สึกสะดุดตาหรือถูกใจเป็นพิเศษ จนรู้สึกราวกับว่าบ้านหลังนี้กำลังกวักมือเรียกคนที่มีรสนิยมประหลาดๆอย่างผม ให้จดจ่ออยู่ที่นี่โดยที่ไม่ต้องไปสนใจกับบ้านหลังอื่นๆอีกเลยและหลังจากที่ผมได้มองข้ามรั้วบ้านที่ไม่ได้สูงเกินไปนักผ่านเข้าไปยังตัวบ้านแล้ว ผมก็ได้สังเกตุเห็นว่า บ้านแฝดคู่นี้มีลักษณะสภาพที่ค่อนข้างจะเก่าคร่ำยิ่งกว่าบ้านหลังไหนๆในหมู่บ้านแห่งนี้ และอณาบริเวณโดยรอบตัวบ้านทั้งซ้ายและขวานั้น ก็ดูรกเรื้อไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าต่างๆที่ขึ้นสูงจนแทบจะท่วมท้นรั้วบ้านออกมา ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากๆที่บ้านที่ต้องการให้คนมาเช่า แต่กลับปล่อยให้รกเรื้ออย่างน้ีแต่ผมก็ชอบบ้านแฝดหลังนี้ขึ้นมาอย่างทันที เพราะบ้านโทรมๆที่เก่าคร่ำและหญ้ารกๆที่ขึ้นอยู่โดยรอบจนเกือบจะเป็นป่าเล็กๆนั้น มันแสนจะดูลึกลับและมีเสน่ห์ประหลาดๆสำหรับผมมากจริงๆไม่ช้าไม่นานผมก็ได้ติดต่อคนที่ดูแลบ้านแฝดหลังนี้ตามเบอร์โทรที่ได้ติดประกาศไว้หน้าบ้าน จากนั้นผมก็ได้ทำสัญญาเช่าบ้านแฝดทางฝั่งที่อยู่ด้านซ้ายด้วยราคาที่ถูกแสนถูกอย่างไม่น่าเชื่อและก็ไม่ใช่ผมเพียงคนเดียวที่ได้พักอยู่ในบ้านแฝดนี้ เพราะทางฝั่งด้านขวาของตัวบ้านก็ยังมีคนงานต่างด้าวราวสี่ห้าคนมาพักรวมอยู่ด้วยกันในห้องโถงขนาดใหญ่บนชั้นสอง โดยที่ในตอนเช้าของแต่ล่ะวัน พวกคนงานต่างด้าวเหล่านี้ก็จะลงไปทำงานอยู่ที่ชั้นล่างของตัวบ้าน ซึ่งงานที่พวกคนงานเหล่านี้ได้ทำกันก็คือ การคั้นน้ำเสาวรสให้กับนายจ้างที่เป็นคนที่ดูแลบ้านแฝดหลังนี้ และเป็นคนเดียวกันกับคนที่ได้ให้ผมเช่าพักอยู่ในบ้านแฝดหลังนี้นั่นเองแต่หลังจากที่ผมได้เข้ามาอยู่และทำงานส่วนตัวอย่างมีความสุขอยู่ในบ้านหลังนี้อยู่ได้ราวสักเจ็ดแปดเดือน ต่อมาผมก็กลับรู้สึกว่ามีสิ่งที่ผิดปกติแปลกๆบางอย่างที่ไม่ธรรมดาได้เกิดขึ้นกับที่นี่ และมันเป็นสิ่งผิดปกติที่ได้เกิดขึ้นกับพวกคนงานคั้นน้ำเสาวรสที่เป็นคนต่างด้าวนั่นเองและไอ้สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นจนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจของผมอย่างที่ต้องการคำตอบให้ได้ก็คือ เหตุใดพวกคนงานจำนวนไม่น้อยถึงได้ค่อยๆทยอยลาออกจากงานที่นี่กันอย่างไม่มีเยื่อใยและค่อนข้างรีบเร่งกันอย่างประหลาด ทั้งๆที่แต่ล่ะคนก็พิ่งเข้ามาทำงานกันได้เพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวหรือเต็มที่ก็ไม่เกินสามสี่วันเท่านั้น มิหนำซ้ำบางคนเข้ามาทำงานได้แค่เพียงวันเดียวคืนเดียวแต่พอยังไม่ทันจะเช้าดีก็กลับรีบเก็บกระเป๋าข้าวของเผ่นอ้าวไปเลยก็มี และถึงแม้ว่าจะมีคนงานใหม่เข้ามาทำงานกันอีกกี่คน ก็ล้วนแต่อยู่กันไม่ทนแทบทั้งสิ้นเอ... ก็แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันล่ะนี่ หรือว่าคนงานต่างด้าวเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากคนงานต่างด้าวในสมัยก่อนอย่างไม่เหลือเค้าเดิมกันนะ ?ใช่ล่ะ ผมอดที่จะคิดอย่างนี้ไม่ได้ เเละตอนแรกๆผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติ หรือติดใจสงสัยอะไรมากมายนัก ก็เลยได้แต่คิดว่าเดี๋ยวนี้สมัยนี้ พวกคนงานต่างด้าวบางคนมันช่างไม่ค่อยมีความอดทนอะไรเอาซะเลย เพราะงานคั้นน้ำเสาวรสของที่นี่นั้นก็ดูจะไม่ใช่เป็นงานที่หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไรนัก ซึ่งที่จริงก็นับว่าเป็นงานค่อนข้างสบายด้วยซ้ำ เพราะทำอยู่แต่ในร่มหรืออยู่แค่ในบ้านนี้เท่านั้น แต่พอหลังจากมีคนงานจำนวนไม่น้อยทยอยเผ่นกันไปมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผมก็รู้สึกว่า ข้อสรุปของผมอย่างที่ว่านั้น ก็คงไม่ใช่แล้วล่ะมันจะต้องมีสิ่งผิดปกติอย่างอื่นที่อยู่เบื้องหลังของความผิดปกติของพวกคนงานซะแล้วกระมัง ? แต่... แต่สิ่งนั้น มันคืออะไรกันล่ะ ?แล้วในที่สุดวันหนึ่ง ผมก็รู้สึกอดรนทนไม่ได้อีกต่อไปกับความสงสัยในเรื่องนี้ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็คิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่จำจะต้องไปไถ่ถามถึงความสงสัยคาใจนี้กับใครคนใดสักคนหนึ่งให้มันได้รู้เรื่องหรือได้คลายความสงสัยกันไปเสียทีในคราวนี้ให้บังเอิญผมก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมเองนั้นก็ได้เคยพูดคุยทักทายกับคนงานต่างด้าวชาวลาวสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ได้เข้ามาทำงานคั้นน้ำเสาวรสอยู่ที่นี่ได้ราวสองสามเดือนแล้ว จนกระทั่งได้เกิดความคุ้นเคยเป็นกันเองอยู่ในระดับหนึ่ง ผมจึงคิดว่า เดี๋ยวถ้ามีโอกาส ก็จะลองสอบถามเขาสองคนถึงเรื่องนี้ดูสักหน่อย และชื่อของสองสามีภรรยาคู่นี้ก็คือ 'จันและมะลิ'"จัน... พี่มีเรื่องอยากจะถามอะไรจันสักหน่อยน่ะ ...?" ผมเอ่ยขึ้นกับจัน หลังจากที่เห็นเขาเพิ่งจะเสร็จจากงานในเย็นวันหนึ่ง โดยขณะนั้นผมก็ได้รอคอยที่จะดักถามเขาอยู่ในมุมหนึ่งของตัวบ้าน"คร้าบพี่กิต... อยากจะถามผมถึงเรื่องไรล่ะกันล่ะครับพี่...?" จันทำหน้าสงสัยแล้วก็ฉีกยิ้มกว้างตามสไตล์คนต่างด้าวต่างจังหวัดที่ดูซื่อๆ"คืองี้นะ... นี่เป็นเรื่องที่ฉันสงสัย และอยากจะถามจันในตอนนี้มาก คือฉันน่ะ ก็เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้สักพักใหญ่แล้ว ก็อย่างที่เคยบอกจันไปแล้วนั่นล่ะ แต่ฉันก็สังเกตุว่า ทำไมพวกคนงานที่นี่แต่ล่ะคนถึงได้ทำงานกันไม่ค่อยจะทนทานเลย เห็นอยู่กันแป๊บๆก็รีบทยอยลาออกกันไปอย่างเร็ว บางคนเห็นมาอยู่แค่วันเดียวคืนเดียวแล้วก็รีบเก็บข้าวของกันไปในตอนเช้าเลยก็มี ไอ้งานที่นี่มันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักไม่ใช่หรือจัน ?"แล้วรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติของจัน ก็พลันสลายหายไปครึ่งค่อน เเละคงเหลือไว้แต่เพียงรอยยิ้มแบบแห้งๆเท่านั้น ส่วนสีหน้าของเขาก็ดูราวจะซีดขาวลงไปอย่างทันตาเห็น จนผมก็อดที่จะเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจไม่ได้"อ๋อ เรื่องนั้นน่ะหรือพี่กิต... คือเรื่องนั้นน่ะ..." จันกลับทำหน้านิ่วขึ้นมา และก็มีอาการกระสับกระส่ายขึ้นมาเล็กน้อย "ที่จริง มันก้อมีสาเหตุ อยู่หน่อยนึงน่ะพี่กิต... แบบว่า... เอ่อ... แบบว่า...""แบบว่าๆ อะไรกันวะจัน ติดอ่างแบบนี้ แล้วทีนี้จะรู้เรื่องกันไหมนี่ ?" ผมเห็นจันติดอ่างแบบนั้นก็เลยอดรำคาญขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้"แหะๆ โทษทีๆ พี่กิต" จันเกาหัวยิกๆ "คือเรื่องนี้น่ะ ผมก็ดันเคยคิดว่า พี่กิตน่ะ ก็คงจะรู้เรื่องมาก่อนหน้านี้แล้วซะอีก..."ผมเลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นสูงทันที"โทษเถอะวะจัน...ฉันน่ะ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรๆอย่างที่จันคิดไว้หรอกนะ เพราะแต่ละวันๆฉันก็ต้องรีบออกไปทำงาน กลับมาก็ค่อนข้างดึก หลังจากนั้นก็รีบล็อกประตูห้อง เพื่อจะนั่งทำพวกงานอาร์ตต่างๆและงานเขียนอีกตั้งครึ่งค่อนคืน เพราะอย่างนั้น ฉันน่ะจะไม่ค่อยจะมีเวลาได้พูดคุยกับใครคนอื่นที่อยู่ที่นี่นักหรอก ก็มีวันนี้ล่ะ ที่ฉันไม่ได้ออกไปทำงาน และก็มีเรื่องสงสัยคาใจพวกนี้อยู่ ถึงได้รอถามจันอยู่นี่ไงล่ะ เพราะฉะนั้นมันเรื่องอะไรกันล่ะที่จันคิดว่า ฉันน่ะ น่าจะรู้แล้ว...?"จันหรี่ตาลง แล้วก็ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวาราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินคำพูดที่เขากำลังจะพูดออกมา"ก็เรื่อง... ก็เรื่อง..." จันลดเสียงลงอีกหน่อย "ก็เรื่อง... ที่นี่มี ผีน่ะสิพี่กิต...""ฮ๊าาา...?! พูดว่าไงนะ ผีงั้นเหรอ...?!" ผมอดจะอุทานเสียงดังไม่ได้ ส่วนจันก็ตกอกตกใจขึ้นมากับเสียงของผม จึงรีบทำท่าจุ๊ปากทันที"เบาๆก็ได้ครับพี่กิต... บรื๊อ... ผมงี้เสียวสันหลังวาบๆเลยพี่..." จันว่าแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาอีก และก็ทำให้ผมอดที่จะต้องเหลียวตามไปด้วยไม่ได้แล้วผมก็หันกลับมาจ้องหน้าจัน "ผี... ผีอะไร...? ผีที่บ้านนี้น่ะเหรอ ? เป็นไปไม่ได้น่ะจัน พูดเป็นเล่นไปได้นะเรานี่...?"จันทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที "ผมไม่ได้พูดเล่นนะพี่กิต ที่บ้านแฝดหลังนี้ มี... ผีจริงๆ...!"จันเน้นคำสุดท้ายอย่างเบาหวิว และผมก็อดที่จะเลิกคิ้วขึ้นทั้งสองข้างอย่างตื่นตะลึงไม่ได้...?!(โปรดติดตามเรื่องราวต่อไปในบทที่ 2 ครับ)