นี่ก็สามวันแล้วที่กองฟางต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบเพียงลำพังในบ้านวรากรณ์ตอน่กลางวันคางมนได้รูปตั้งนิ่งบนหลังมือข้างหนึ่งอยู่พักใหญ่ ส่วนอีกมือก็จับหนังสือแบบหลวมๆเอาไว้
ดวงตากลมที่ปรือลงเกือบครึ่งหนึ่งละจากหน้ากระดาษด้วยเริ่มเอียน เพราะบริโภคตัวอักษรเข้าไปเยอะ
ถุงใบเขื่องที่เพิ่งได้รับมาเมื่อคืนแล้วติดมือกลับห้องเมื่อเช้าคือเป้าหมายในตอนนี้ เธอพินิจมันอย่างไตร่ตรอง
ถึงของข้างในจะไม่บูดเน่าหากทิ้งไว้เฉยๆโดยไม่แตะต้อง แต่ก็เข้าทำนองอย่างที่นายนั่นบอกไว้จริงๆ
“หรือเธอจะปล่อยให้ไร้ประโยชน์เฉยๆ มันเสียน้ำใจคนให้นะอีกอย่างคนรู้ค่าของเงินอย่างเธอคงใช้ของนี่คุ้ม ยิ่งไม่น่าเสียดายใหญ่”
เธอควรเลิกจดๆ จ้องๆ แล้วมาทำความรู้จักกับมันดีกว่าเพราะขนาดคนเคยค้านแทบทุกเื่ของเธอยังสนับสนุนหน้าตาเฉยแล้วจะเหลือข้อกังขาใดอีกเล่า..จริงไหม!
นิ้วเล็กๆ กดเลือกดูเมนูต่างๆพร้อมกางคู่มือเล่มจิ๋วแทนการกางตำราเรียน
เอาน่า..ขอพักสมองแป๊บนึง..นะ
รอยยิ้มผุดพราวเมื่อเธอเลือกเปิดเมนูรายชื่อภาคภาษาไทยแล้วพบว่าลำดับแรกคือผู้เป็ลุงของเธอนั่นเอง
“วันชัย 081xxxxxxx” ศีรษะเล็กๆ พยักหงึกหงัก
“รับทราบเ้าค่ะคุณลุง แล้วหนูจะโทร.หาบ่อยๆ นะคะ”หากแต่ลำดับต่อมาทำรอยยิ้มจางลงเล็กน้อย ก่อนกระตุกหยัน
“นายหนึ่ง เป็หนึ่งแล้วทำไมอยู่ลำดับสองละพ่อคุ๊ณ ไม่แน่จริงนี่หว่า”ว่าแล้วก็หัวเราะคิกกับตัวเองหาเื่เอากับวัตถุสิ่งของแทนเ้าตัวก็เป็ ก็มันไม่ตอบโต้นี่นา ขืนไปปะทะคารมกับคน ตัวเป็ๆ เื่..คงอีกยาว
“รับทราบเ้าค่ะคุณชาย แต่ไม่มีวันโทร.หานายเด็ดขาด..ขอบอก!” เธอบีบของในมือแน่นราวกับเล่นคุณไสยประเภทแช่งชักหักกระดูกปานนั้น แล้วคิ้วบางได้รูปก็ขมวดเป็ปมเมื่อฉุกคิดบางอย่างได้
“เล่นลงชื่อซะเป็ทางการแบบนี้ก็ห่างเหินแย่สิ ขอเปลี่ยนเป็คุณลุงดีกว่า”นิ้วเล็กๆ กดแป้นไปมาคล้ายเล่นเกม
“ส่วนนายก็..” คนพึมพำกรอกตาขึ้นมองสูง นิ่ง คิด
ให้เกียรติคนกันเองหน่อยเป็ไร
“ตาบ้าละกัน”
เป็สรรพนามที่ทำให้คนช่างคิดพึงพอใจเป็ที่สุดใครจะมาว่าอะไรเธอได้..เครื่องส่วนตัวนี่นะ สุดท้ายเ้าหล่อนก็ยืดมันออกไปสุดแขนฉีกยิ้มหวานปานว่ามีชายในฝันมาอยู่ตรงหน้า
แชะ แชะ แชะ
“ไหนดูสิว่าคุณภาพเครื่องเป็ยังไง วัดกันที่รูปฉันนี่แหละถ้าไม่สวยก็แสดงว่าห่วยแตก”คนสับสนเื่มาตรฐานการใช้งานยังคงบ่นพึมพำ
“ดูดีหนิ สมราคา”
สักครู่ดวงตากลมจึงยิ่งเบิกกว้างเมื่อนึกออกแล้วว่าควรโทร.หาใคร
“ยัยหวาน” ชื่อนั้นคือเพื่อนคนสนิทร่วมสาขาวิชาเรียนของเธอเองนึกภาพออกเลยว่าหากอีกฝ่ายได้ยินเสียงเธอเข้าจะเป็อย่างไรเพราะ่เวลาสำคัญเช่นนี้ควรรวมหัวกันอยู่ที่บ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อขะมักเขม้นติวหนังสือกันแต่ดันถูกแยกตัวออกมา ทั้งยังขาดการติดต่ออีกด้วย
[หายหัวไปอยู่ไหนยะ ยัยฟาง!]
นั่นไงล่ะ!
มือบางกระชากโทรศัพท์ออกจากหูแทบไม่ทัน ต่อเมื่อแน่ใจว่าส่วนการรับฟังจะปลอดภัยจึงได้ดึงกลับเข้ามาอีกครั้ง
“ก็อยู่ติดกับตัวนี่แหละ ไม่ได้หายไปไหนหนิ”
[เออ! ยอกย้อนให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อนฝูงเป็ห่วงมากรู้บ้างไหมยะ]
“รู้จ๊ะ ซาบซึ้งอยู่ และต้องขอโทษพวกแกจริงๆ นะ มันสุดวิสัยน่ะหวานคุณลุงฉันให้มาอ่านหนังสือที่บ้าน”
[ที่บ้าน?] ปลายสายลากเสียงสูง [บ้านใหญ่ที่มียัยป้ามหาภัยนั่นอยู่น่ะเรอะ]
“ฮืมมม แต่ตอนนี้คุณป้าไม่อยู่ ไปเที่ยวเมืองนอกเป็เดือนเลย”
[มิน่าถึงหายจ้อย แล้วนี่เอาเบอร์ใครโทร.มา]
“ของฉันเอง คุณลุงเพิ่งซื้อให้เมื่อวาน”
[โหหหห น่าจะซื้อให้ตั้งนานแล้วนะ ปล่อยให้หลานสาวคนเดียวอย่างแกตกเทรนด์อยู่ได้นี่เมื่อวานฉันก็วุ่นวายกับการไปตามหาแกที่บ้านเพราะไม่รู้จะติดต่อยังไงเ้าไผ่ก็ได้แต่บอกว่าไม่รู้ท่าเดียว]
“แต่ยายกับน้ารู้นะว่าฉันอยู่ไหน”
[เจอซะเมื่อไหร่ล่ะ เห็นว่ายายแกไม่ค่อยสบาย เข้าโรงพยาบาลอยู่แน่ะ]
“ห๊า! ยายไม่สบาย”
กองฟางพรวดพราดออกจากบ้านวรากรณ์อย่างไม่ต้องคิดสิ่งใดไม่ว่าจะเป็การขออนุญาตใครหรือบอกกล่าวให้ใครรู้ ไม่สนหนังสือเตรียมสอบหรือแม้กระทั่งจะหยุดอธิบายให้ชมพู่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่วิ่งตามท้วงจนออกพ้นประตูหน้าบ้านมาด้วยกัน
เธอคิดเพียงสิ่งเดียว คือการไปให้ถึงโรงพยาบาล
“คุณฟาง! คุณฟางจะไปไหนคะ“
“โรงพยาบาล อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้..เดี๋ยวกลับมาเล่าให้ฟัง” ชมพู่ชะงักฝีเท้าเพื่อมองดูนายสาวเ้าของความเร็วระดับลมกรดที่กำลังพาร่างเล็กๆหายลับไปต่อหน้าต่อตาอย่างแสนงง
“มีอะไร..ที่โรงพยาบาล” เพราะหากเป็คนในบ้านป่านนี้คงได้วิ่งกันวุ่นไม่เงียบฉี่อย่างที่เป็
โชคดีที่บ้านวรากรณ์อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอนักเพราะโรงพยาบาลประจำของยายเธอก็อยู่ละแวกเดียวกันต้องอาศัยความใกล้เป็หลักด้วยการเดินทางในใจกลางเมืองอันสิวิไลที่หลายคนใฝ่ฝันไม่เอื้ออำนวยสำหรับคนป่วยเท่าไหร่นักกว่าจะฝ่าการจราจรอันคับคั่งไปได้ รายที่หนักหนาแทบถึงตาย
ประตูกระจกอัตโนมัติเลื่อนออกให้ร่างเล็กวิ่งฉิวยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“ช่วยเช็คให้หน่อยนะคะว่า คุณแก้วกานต์ กุลมาศ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ห้องไหน”
“สักครู่นะคะ ไม่ทราบเป็อะไรกับคนไข้คะ”
“เป็หลานค่ะ”
“สักครู่ค่ะ”เ้าหน้าที่สาวอวดรอยยิ้มแฉล้มก่อนก้มลงกดหาข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์
“ไม่ได้แอดมิทนะคะ เพียงแค่เข้ารับการรักษาอาการหายใจขัดเมื่อวาน่ประมาณ10.00 น.” คนฟังถึงกับอ้าปากค้าง นึกย้อนคำสนทนากับเพื่อนสาวเมื่อครู่ใหญ่
“... นี่เมื่อวานฉันก็วุ่นวายกับการไปตามหาแกที่บ้านเพราะไม่รู้จะติดต่อยังไงเ้าไผ่ก็ได้แต่บอกว่าไม่รู้ท่าเดียว”
คนละวันกันนี่หว่า!
มือเล็กๆ ยกขึ้นตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่เพราะไม่ทันยั้งคิดมัวแต่ใอย่างเดียว นี่ละหนาที่เขาเรียกว่าขาดสติ
“ทำไมฉันไม่ไปที่บ้านก่อนนะ ไม่ไปแถมยังไม่โทร.อีก ทั้งที่ก็มีอยู่ในมือ”นึกเจ็บใจตัวเองที่ทำเหมือนคว้าก้อนหินก้อนดินติดมือมาเธอหันมายิ้มฝืด
“ขอบคุณมากนะคะ” ผิดกับอีกฝ่ายที่ยังคงแจกรอยยิ้มน่ามอง
“ยินดีค่ะ”
บริการดีจัง
หากไม่อยู่ในภาวะมึนตึ๊บอย่างนี้คงรู้สึกประทับใจขึ้นอีกเป็กอง
“ขอโทษครับไม่ทราบว่าผมลืมบัตรประชาชนไว้ที่นี่หรือเปล่า”เสียงทุ้มเรียบเรียกหญิงสาวออกจากภวังค์ความคิด เพราะนั่นเป็เสียงที่เธอจำได้ดี
“พี่แดน”
“อ้าว! ฟาง” หญิงสาวแย้มริมฝีปากได้กว้างกว่าเดิมเพียงเพราะคนตรงหน้าอมยิ้มให้มันทำให้หัวใจของเธอพองโตจนคับอก
“ไม่สบายเหรอ ฟาง”
“ปะ..เปล่าค่ะพี่ แค่เข้าใจผิดอะไรนิดหน่อย เดี๋ยวก็จะกลับแล้วค่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้า ละสายตากลับคืน
“ผมชื่อเขตแดนครับ”เ้าหน้าที่สาวยื่นบัตรสี่เหลี่ยมเล็กๆ ส่งให้พร้อมรอยยิ้มหวานมันหวานและน่ามองกว่ารอยยิ้มก่อนหน้านั้นเสียอีก กองฟางแอบเหล่เคือง
บริการดีเกินไปละ
“ขอบคุณครับ”
“ยินดีค่ะ”
คนลอบทำหน้าหน่ายนึกอยากจะ ปัดมือขาวๆ ของสาวเ้าที่ทำอ้อยอิ่งสโลโมชั่นหวังรั้งเวลาส่งมอบแถมยังทอดตาหวานระยับไม่แพ้น้ำเสียงจนน่าสะอิดสะเอียน
หมั่นไส้จริง
ทว่า..ชั่วพริบตาสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ชายหนุ่มคว้าข้อมือข้างที่เธอคิดไว้ในใจว่าจะใช้ ปัดมือคนอื่นอยู่เมื่อครู่ไว้แน่น “ถ้าไม่มีธุระที่อื่นไปกับพี่หน่อยนะ”
“คะ คือ..”
“นะฟาง ไปกับพี่” ใครจะรู้บ้างหนอว่ากลองเพลในใจเธอมันตีรัวจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นรอบตัวมันเหมือนความฝันที่กลายเป็ความจริง คนที่อยากเจอก็ได้เจอแถมยังรบเร้าอ้อนวอนให้ไปด้วยกัน
หากนี่เป็แค่ฝันเธอก็ไม่อยากจะตื่น
“หรือฟางมีธุระต้องทำต่อ งั้นพี่ไม่..” หญิงสาวสะดุ้งเฮือก..คราวนี้ตื่นจริง
“ไม่ค่ะ ไม่มีธุระอื่นเลย ว่างทั้งวันค่ะ”ชี้แจงรวดเร็วเหมือนกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ เพราะหากเป็อย่างนั้น นอกจากความฝันจะไม่กลายเป็ความจริงแล้วยังเป็ฝันร้ายอีกต่างหาก
“งั้นดีละ” เ้าของมือใหญ่ฉุดข้อมือเล็กๆให้ละลิ่วตามเขาพาเธอมุ่งตรงยังทางเดินในพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างห้องโถงกว้างอันมีเก้าอี้สำหรับผู้มาติดต่อและคนไข้ได้นั่งรอหลายสิบตัวสองฟากถูกแบ่งเป็ห้องตรวจมากมายสลับกับเคาน์เตอร์ประสานงานเฉกเช่นบรรยากาศในโรงพยาบาลทั่วไปจมูกที่เคยฉุนกลิ่นยาปฏิชีวนะจนต้องหาผ้าเช็ดหน้ามาอุดไว้แทบทุกครั้งที่มาเยือน..เวลานี้ไม่ต้องแล้วภาพคนป่วยแสนทุกขเวทนาที่เดินปะปนกับคนปกติดีกลับมองเห็นแตกต่างไป
อะไร..ทำให้ทุกอย่างดูรื่นรมย์ได้ขนาดนี้
“จะไปไหนคะพี่” กองฟางเอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้าพามาหยุดยืนรอลิฟต์
“ไปห้องตรวจชั้น 3”
“พี่แดนไม่สบายเหรอคะ เป็อะไรมากหรือเปล่า” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ฟังคำตอบหรือสำรวจคร่าวๆด้วยสายตาให้หายข้องใจและหายเป็ห่วง ก็กลับถูกดึงมือไปอีก
“ไม่ใช่พี่หรอก” เขตแดนตอบก่อนหันไปกดปุ่มกำหนดชั้นปลายทาง
“พี่ไปรับเมย์ที่คอนโดเมื่อเช้าบังเอิญเจอเด็กซักรีดร้านประจำของเมย์เขาเอาผ้าไปส่งพอดี เลยรู้ว่าเมย์ไม่สบายมากตัวงี้ร้อนจี๋ พี่เลยต้องพามาหาหมอ”คนฟังถึงกับชาวาบไปทั้งตัว รู้สึกร้อนหนาวในเวลาเดียวกันจนแยกไม่ออก
แถมยังเจ็บจี๊ดที่ใจแบบฉับพลัน
“แล้วพวกปาปาราสซี่ก็เยอะ พี่ไม่อยากให้เมย์ถูกเป็ข่าวซุบซิบ มันไม่ดี”
อย่างนี้นี่เอง
ไอ้การที่พี่เขาลากเธอมาด้วยนั่นหาใช่เพราะเสน่หาหรือ้าความเป็ส่วนตัวระหว่างกันไม่แต่เพราะ้าปกป้องใครอีกคน แน่ล่ะการมีเพื่อนผู้หญิงร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยอาจช่วยทุเลาการประโคมข่าวได้มากกว่าปล่อยให้อยู่กันตามลำพังสองคน
ยิ่งสองคนที่ว่า คือผู้หญิงกับผู้ชายด้วยแล้วได้เขียนข่าวกันสนุกมือ
“หมอว่ายังไงบ้างคะ”
“พักผ่อนน้อย แถมยังกินอาหารไม่ตรงเวลา ร่างกายเลยทรุด” กองฟางยกยิ้มมุมปากอย่างยากเย็น พยายามหาเหตุผลแง่ดีให้กับตัวเองเพื่อจะได้ยิ้มออกมาเป็ธรรมชาติที่สุด
“เราต้องช่วยดูแลเธอ อย่างน้อยก็เพื่อละครการกุศลที่จะจัดขึ้น” เขตแดนหันมายิ้มกว้างดวงตาคมเผยประกายอ่อนโยนระคนอบอุ่นเฉกเช่นทุกครั้งที่เขามองเธอหรือคนอื่นๆยามอารมณ์ดี
เธอหลงใหลและแอบมองมาโดยตลอด
มือใหญ่กระชับแน่นเรียกจังหวะชีวิตคนซังกะตายให้เงยหน้าขึ้นมอง
“ขอบใจนะ โชคดีจังที่ได้เจอฟางวันนี้ หากเป็คนอื่นพี่คงคิดแล้วคิดอีกกลัวพาเสียเื่กว่าเดิม” ไม่เพียงมือเท่านั้นที่ถูกบีบรัดหากแต่หัวใจคนฟังก็ด้วย
เหมือนกำลังจมน้ำ
กองฟางลอบผ่อนลมหายใจเชื่องช้าเธอควรทำทุกนาทีให้มีค่าที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรอย่างน้อยแค่สายตาคู่นั้นหันมามองเธอบ้างเป็ครั้งคราวก็ยังดี
“พี่คะ”
“หืมมม” เธอยกนิ้วชี้ขึ้นเขี่ยข้างแก้มตัวเองก็ประตูลิฟต์เปิดค้างอยู่กว่า 10 วินาทีแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววใครจะออก
“ถึงชั้น 3 แล้วค่ะ” แล้วนิ้วๆ เดิมก็ย้ายทิศตามดวงตาคู่กลมที่ทอดมองออกไปข้างนอก
เสียงหัวเราะฮึของคนตัวโตแม้ไม่ดังนักแต่บอกให้รู้ว่าเขาขบขัน
เห็นไหมว่า่เวลาดีๆ แม้เพียงระยะสั้นแต่ก็ทำให้อดภูมิใจลึกๆ ไม่ได้ว่า เพราะพี่เขา มองเธอนานกว่านั้นจนไม่รู้เลยว่าถึงจุดหมายปลายทางั้แ่เมื่อไหร่
สำหรับคนที่เรารัก แค่ 10วินาทีก็มีค่ามากมายเหลือเกิน
กองฟางเดินตามเ้าของแผ่นหลังกว้างเข้าสู่‘ห้องตรวจ 3’ อย่างไม่รู้สึกยินดียินร้ายอ้อ..แอบรู้สึกนิดๆ เหมือนกันว่าตัวเองเป็ไม้กันหมาทำนองนั้น
เธอชะงักนิดหนึ่งเมื่อกวาดสายตาไปทั่วห้องแล้วสะดุดลงที่ผู้หญิงตรงโซฟาใกล้หน้าต่างด้านในของส่วนจ่ายยาสมแล้วที่เ้าหล่อนเป็ถึง ดารา เพราะดูโดดเด่นกว่าใครทั้งหมดคนที่ยังดูดีแม้ยามป่วยไข้ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษถูกปกปิดดวงตาด้วยแว่นสีชาอันโตแต่ยังน่ามองจนมิอาจละสายตา
“เป็ยังไงบ้างเมย์” ไมยนาเงยหน้ามายิ้มบาง เมื่อเขตแดนเข้าไปเอ่ยถาม
“ยังไม่ถึงคิวเลยค่ะ”
“ดีแล้ว พี่ไม่อยากให้ลุกๆ นั่งๆ บ่อยนัก เดี๋ยวเกิดลมไปอีกจะแย่”
“ขอบคุณค่ะที่เป็ห่วง แล้วพี่เจอบัตรไหมคะ?”
“เจอละ ลืมอยู่ข้างล่างจริงๆ”
ตอนนี้ ไม้ท่อนทื่อ จึงได้แต่ยืนกรอกตาไปมารู้สึกว่าตัวเองถูกสลายกลายเป็ธาตุอากาศเข้าไปทุกที
“นั่นฟางนี่คะ”เสียงแหบพร่าท้วงให้เ้าของชื่อได้ขยับตัวเข้ามาใกล้
“บังเอิญเจอพี่แดนข้างล่างน่ะค่ะ พอรู้เข้าก็เป็ห่วงเลยขอตามมาด้วย”
“ขอบคุณนะฟาง เมย์ประมาทแอร์เบอร์ห้าไปหน่อยน่ะตอนถ่ายละครอากาศร้อนมากพอกลับเข้าห้องเลยเปิดซะแรง” คนป่วยยกมือป้องปากสำลักไอ
กองฟางรีบถลาเข้าหย่อนตัวนั่งประกบอีกด้าน
“ไหวไหม?” เสียงประสานระหว่างคนซ้ายขวาทำคนตรงกลางเผยยิ้ม
“ไหวค่ะ”
จอแสดงหมายเลขคิวอัตโนมัติส่งเสียงเรียกลำดับถัดไปเขตแดนจึงผละจากสองสาวไปดำเนินการด้วยรับธุระนี้มาแต่ต้น กองฟางมองตามหลังคนกระตือรือร้นไปอย่างสะท้อนใจ
“เมย์จะรีบรักษาตัวให้หายเร็วๆ นะฟาง รับรองว่าละครเวทีเดือนหน้าต้องไม่มีปัญหา”คนฟังลากสายตากลับมามอง
“เื่นั้นไว้ก่อนเถอะ ไม่สบายขนาดนี้ทุกคนเข้าใจ”
“แต่จะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยคงไม่ใช่”
“ยังไงก็หายทันเชื่อเถอะ หมอเดี๋ยวนี้เขาเก่งออก แค่ไข้หวัดนิดหน่อย..เด็กๆ” คนป่วยหลุดอมยิ้ม
“เสียดายนะที่คราวนี้ฟางไม่ได้ลงแสดงด้วย”
“ไว้คราวหน้าก็ได้หนิคะ เด็กปีสุดท้ายทุกคนถูกถอดชื่อหมดแหละยังไงซะเื่สอบก็สำคัญที่สุด”
“งั้นพยายามเข้านะ” กองฟางพยักหน้ารับ อดคิดไม่ได้ว่าใคร ควรให้กำลังใจใครกันแน่ผู้หญิงตรงหน้าเป็คนสวยผู้มากล้นน้ำใจและคอยห่วงใยคนอื่นอย่างนี้เอง
แล้วใครจะไม่หลงรัก
เสียงดนตรีเป็จังหวะสั้นๆและอาการสั่นะเืในกระเป๋าเสื้อทำกองฟางสะดุ้ง
“อะไร” คนส่งเสียงประหลาดใจอดหยิบขึ้นมาดูไม่ได้
แหม! ถึงบางอ้อ
ไมยนามองตามสิ่งนั้นตาไม่กระพริบเช่นกัน “ซื้อโทรศัพท์ใช้แล้วเหรอ”กองฟางหันมายิ้มเจื่อนปนขัดเขิน
“มีคนเขาเวทนาน่ะค่ะ เลยสงเคราะห์มาให้”
“สงเคราะห์หนักด้วยนะ นี่มันตัวใหม่ล่าสุดเลย”คนฟังกลืนน้ำลายดังเอือก
ตัวใหม่ล่าสุด
“เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวานนี้เอง ถ้าเมย์ไม่ติดรับงานอื่นไว้ก่อนคงได้เป็พรีเซนเตอร์โทรศัพท์รุ่นนี้แหละค่ะ”กองฟางนิ่ง คิด
ก็เพิ่งได้มาเมื่อวานเหมือนกัน สงสัยสดๆ ซิงๆจากงานเลยมั้ง
“ใครกันนะ พ่อบุญทุ่มของฟาง ชักอยากรู้แล้วสิ”ไมยนาซักเชิงล้อ ขนาดเสียงแตกจนฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ยังแฝงรอยหยอกเย้าบนใบหน้า
“ขอเบอร์ได้ไหม?” กองฟางส่ายหน้ายิก แต่มิใช่ปฏิเสธ
“อยากให้นะ แต่ยังจำไม่ได้และไม่ได้จำด้วย”
“ไม่ยาก” ไมยนาแบมือขออนุญาตรับของ กองฟางจึงรีบส่งให้
“ก็เอาเครื่องฟางโทร.หาเมย์ไงล่ะ”
นั่นสิ!
ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว ฉลาดอีกต่างหาก
เอ..หรือเพราะเธอ โง่ หว่าพักนี้ยิ่งถูกทักอย่างนั้นอยู่ด้วย
เขตแดนเดินกลับมาพร้อมถุงใส่ยาใบจ้อยขณะที่สองสาวกำลังคืนของให้กัน
“เรียบร้อยละ”ชายหนุ่มหยิบซองยาสองสามซองในนั้นขึ้นมาอธิบายราวกับเป็เภสัชกรเสียเองกองฟางหลุบตามองของในมือก่อนลอบมองคุณหมอมือใหม่กับคนไข้คนเดิมแล้วละสายตาไปยังคนรอบข้างที่จับจ้องยังดาราสาวตาไม่กระพริบ
เป็ธรรมดา คนมีชื่อเสียง ย่อมเป็ที่สนใจ
“...ต้องกินยาตามที่หมอสั่งจนครบ ห้ามลืมเด็ดขาด”
“ค่ะ คุณหมอแดน”
“อย่าทำเล่นนะ พี่พูดจริง”
“ก็จริงน่ะสิคะ” ไมยนาทำเสียงล้อส่งผลให้กองฟางต้องแกล้งเบือนหน้าหนีคนหยอกเย้ากันให้ปวดใจซึ่งๆ หน้า เมื่อไหร่หนอจะได้แยกย้ายไปเสียทีขืนอยู่ท่ามกลางภาวะขาดอากาศนานเข้า
เธอเองนั่นแหละ..ที่จะโคม่า
“ฟางถือถุงยาให้ดีกว่าค่ะ พี่แดนจะได้พยุงเมย์ถนัดอย่าหวังพึ่งคนแรงน้อยอย่างฟางเลยนะ” เขตแดนเห็นดีด้วย
“ขอบใจนะ เดี๋ยวพอส่งเมย์กลับคอนโดแล้วพี่จะพาไปเลี้ยงข้าว” กองฟางส่ายหน้าอย่างสุภาพ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ..เื่เล็ก ไว้ถ้าพี่อยากเลี้ยงจริงๆให้ฟางสอบเสร็จก่อนละกัน”
“จริงสิ ปีนี้ก็จบแล้วหนิ พี่ลืมไปซะสนิทเลย”คนฟังถึงกับยิ้มเจื่อน คำว่า ลืม ทำะเืใจ ไมยนามองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น
“ใครจะลืมรุ่นน้องที่แสนดีอย่างฟางได้ล่ะ พี่แดนละก็..ชอบอำอยู่เรื่อย” คนถูกต่อว่าหัวเราะร่วนแก้เขินส่วนคนหัวเราะไม่ออกรีบเฉไฉอาสาไปเปิดประตูกระจกซึ่งเป็ด่านสุดท้ายก่อนถึงลิฟต์
“เดี๋ยวฟางเปิดเองค่ะ”
จังหวะที่หญิงสาวกำลังกุลีกุจออยู่นั้นใครคนหนึ่งก็สวนเข้ามาปะทะเต็มแรงจนพากันล้มไม่เป็ท่า ข้าวของระเนระนาดเต็มพื้นคนล้มต่างพากันลุกขึ้นปัดเศษผงตามเสื้อผ้าอย่างลวกๆ
กองฟางเงยหน้าสำรวจคู่กรณีพบว่าเ้าหล่อนคือหญิงสาวผิวน้ำผึ้งที่แต่งกายเรียบง่าย แต่ดูดีทีเดียว
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ต้องขอโทษนะ ดิฉันรีบจนไม่ทันได้ดูให้ดีซะก่อน”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ ไม่ทันระวัง”
เมื่อต่างขอโทษขอโพยกันเรียบร้อยคนทั้งคู่ก็พร้อมใจกันย่อตัวลงเก็บข้าวของของตัวเอง
“มีใครเป็อะไรหรือเปล่า”เขตแดนเข้ามาสมทบหลังจากพาคนป่วยไปนั่งรอที่เก้าอี้ใกล้ๆ นั้นกองฟางรีบเงยหน้าขึ้นตอบ
“ไม่เป็ไรค่ะพี่”ส่วนคนที่กำลังก้มหน้าเก็บของก็เงยขึ้นมองตามเช่นกัน นั่นเพราะ...
“คุณแดน”
“อ่ะ! คุณต้อม”
“ค่ะ ต้อมเอง” กองฟางกรอกตาไปมาระหว่างคนทั้งสองที่พร้อมใจกันลุกยืน
รู้จักกันด้วย
ทฤษฎีโลกกลม..คงจริง
“ไม่ได้เจอซะนาน เดี๋ยวนี้สวยขึ้นจนผมเกือบจำไม่ได้เชียวครับ” คนรับคำชมทำหน้ารู้ทัน
“ไม่ได้จำซะมากกว่ามังคะคุณแดน แล้วเล่นหายหน้าไปไหนคะ ไม่ยอมเข้าบริษัทเป็เดือน”ชายหนุ่มยักไหล่
“มีมืออาชีพอย่างเ้านายคุณอยู่ทั้งคนจะกลัวอะไรครับ แค่รายนั้นบริหารบริษัทก็โกยกำไรไปอื้อซ่าละ ผมมันแค่มือสมัครเล่น”
“แต่ทุกคนยังพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆ นะคะ”
“โดยเฉพาะเ้านายคุณน่ะสิ” คนฟังหลุดยิ้ม
“ดีนะที่เดี๋ยวนี้เขามีหวานใจเป็ของตัวเองไม่งั้นคอยตามจิกผมทุกฝีก้าวเลย..น่าเบื่อจะตายบอกตั้งหลายหนแล้วว่าผมน่ะรักงานบันเทิงไม่ใช่งานบริหารอย่างเขา” กองฟางรับรู้ได้ถึงความอึดอัดใจในถ้อยคำระบาย
แน่ล่ะ..งานบริษัทคงมีแต่เื่น่าปวดหัวต้องหากลยุทธ์การทำกำไรให้ได้สูงสุด ดูแลหุ้นขึ้นหุ้นลง สอดส่องแนวโน้มทางการตลาดไหนจะคู่แข่งอีกล่ะ เดือนๆ หนึ่งไม่รู้ต้องประชุมกันกี่รอบ
“แล้วคุณต้อมมาทำอะไรที่นี่ครับ”
“Bossให้มารับยาให้ท่านประธานน่ะค่ะ” เขตแดนเลิกคิ้ว
“นี่คุณปู่ไม่ยอมมาหาหมออีกแล้วสิ” ต้อมพยักหน้ารับ
“ขนาดหลานคนโปรดทั้งขอร้องทั้งอ้อนวอนยังยาก คุณปู่น่ะดื้ออย่าบอกใคร” กองฟางลอบอมยิ้ม ‘สักคน’ ละหนาคงได้สืบทอดพันธุกรรม นั้นมาบ้าง
“ถึงไม่ยอมมาแต่ท่านก็ยอมทานยานะคะ ผิดกับ..”เ้าหล่อนชะงักคำไว้แค่นั้น หากแต่คนฟังกลับเข้าใจเสียยิ่งกว่าเข้าใจ
“จริงสิ! เ้านายคุณน่ะ ดื้อกว่าใครทั้งหมดเลย” กองฟางทำตาปริบๆ
แล้ว..เ้านายของผู้หญิงคนนี้ คือใครหว่า?
ต้อมก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือด้วยคาดว่าเวลาคงล่วงเลยมาพอสมควร
“นี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว ต้องขอตัวก่อนนะคะ”
“ตามสบายครับ ผมเองก็มีธุระเหมือนกัน” เขาลากสายตาไปยังคนที่นั่งตรงเก้าอี้แวบหนึ่งมันทำให้คู่สนทนาของเขาต้องเหลือบมองตามด้วยเช่นกัน เ้าหล่อนเผยยิ้มเย้า
ไม่ใช่เ้านายของเธอคนเดียวที่กำลังตกอยู่ในบ่วงของความรักคนตรงหน้าก็ด้วย
“แล้วเจอกันค่ะ”
“ครับผม”
ต้อมหันมาทางกองฟาง
“แล้วเจอกันนะคะ”
“ค่ะ” กองฟางพลั้งปากรับคำอย่างงงๆสงสัยไม่น้อยว่าจะได้เจอกันอีกยังไง อย่างว่า..มันเป็ขนบธรรมเนียมอันดีมากกว่าหมายความอย่างนั้นจริง
กองฟางยื่นถุงยาให้เขตแดน
“งั้นขอตัวด้วยอีกคนละกันนะคะ มีสาวๆ มาร่วมฉากตั้งสองคนอย่างนี้พี่คงสบายใจหายห่วง”
“ขอบใจนะ”
มือเล็กๆ โบกว่อนล่ำลาหน้าระรื่นสดใสพลันเหือดไปเมื่อพ้นประตูออกมา ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจอยู่เลย
แย่จัง! ชักไม่ชอบทฤษฎีโลกกลมซะแล้ว