หมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ในปลายเหมันต์ฤดูอากาศยังคงหนาวเย็นอยู่แม้หิมะละลายไปสิ้นแล้ว สายลมโชยบาดผิวขาวเนียนจนสั่นสะท้านเยี่ยนเยว่ฉีกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นแล้วเร่งฝีเท้ากลับไปยังกระโจมสีขาวเบื้องหน้าอย่างมิรั้งรอ
เมื่อมาถึงบริเวณงานเลี้ยง นางค่อย ๆ เยื้องกรายกลับไปยังที่นั่งปราศจากทีท่ารีบร้อนอย่างก่อนหน้านี้ครั้นผู้เป็นายนั่งลงประจำที่สาวใช้ผู้รู้งานก็รีบกุลีกุจอรินชาชั้นดีลงจอกหยก
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ที่เพิ่งได้รับเกียรติให้ร่วมงานในวังหลวงเป็ครั้งแรกยังไม่รู้จักมักคุ้นกับผู้ใดจึงได้แต่นั่งจิบชาหอมกรุ่นพร้อมชมการแสดงเบื้องหน้าอย่างสงบเสงี่ยมแต่ด้วยรูปโฉมดั่งเทพธิดาจาก์ย่อมดึงดูดผู้คนส่งผลให้ทุกอากัปกิริยาของนางเป็ที่สนอกสนใจของแเื่ภายในงานโดยเฉพาะเหล่าบุรุษทั้งหลาย แม้จะมีผ้าโปร่งบางกางกันอยู่ชั้นหนึ่งแต่ไม่อาจบดบังความเจิดจรัสของนางได้พวกเขาพากันตกตะลึงในความงามของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ต่างคนต่างรีบไปคารวะสุราว่าที่พ่อตากันมิขาดสาย
ส่วนฝั่งสตรีพอได้พบสตรีผู้เพรียบพร้อมเช่นเยี่ยนเยว่ฉีบรรดาฮูหยินขุนนางที่มีบุตรชายถึงวัยแต่งภรรยาต่างหมายใจจะส่งแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอนางเพื่อมาเป็ศรีสะใภ้ตรงกันข้ามกับบรรดาคุณหนูทั้งหลายที่พากันส่งกระแสริษยาไปยังบุตรตรีจวนไคกั๋วกงหากสายตานั้นพิฆาตคนให้ม้วยมรณาได้แล้วละก็เกรงว่าร่างอันงดงามของเยี่ยนเยว่ฉีคงแหลกเป็ชิ้น ๆเพราะนอกจากจะงามล้ำราวเทพธิดามาจุติ ์ยังมอบทรวงอกอิ่มอลังการให้นางอีกด้วยสตรีบางคนถึงกับกัดผ้าเช็ดหน้าทั้งลอบด่าเง๊กเซียนในใจว่าเหตุอันใดช่างลำเอียงได้ถึงเพียงนี้
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายเ่าั้เยี่ยนเยว่ฉีหาได้สนใจความคิดอ่านของผู้อื่นนางยังคงนั่งชมการแสดงระบำพัดด้วยสีหน้าเรียบเฉยกอปรกับตอนเริ่มงานเลี้ยงหญิงสาวแทบไม่ได้แตะต้องอาหารด้วยกังวลเื่ขลุ่ยหยกที่หายไปเมื่อได้ของชิ้นสำคัญคืนมาแล้ว ความวิตกทั้งหลายก็มลายสิ้น ยามนี้นางจึงหิวมาก
ขณะที่เยี่ยนเยว่ฉีกำลังเอาตะเกียบคีบเนื้อหงส์์เข้าปากอย่างเพลิดเพลินนั้นพลันได้ยินเสียงดรุณีนางหนึ่งเรียกตนจากที่ที่นั่งด้านข้าง
“คุณหนูเยี่ยนท่านไปที่ใดมา”
“...” คนถูกเรียกหันหน้าไปทางต้นเสียงอย่างเสียมิได้
เยี่ยนเยว่ฉีพบเด็กสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งอายุราวสิบห้าปี ดูแล้วคงจะเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่เท่าใด นางรูปร่างเล็กบางผิวพรรณเกลี้ยงเกลาดุจกระเบื้องเคลือบ ดวงหน้าเล็กหมดจดปรากฏเืฝาด ปากนิดจมูกหน่อยรับกับใบหน้าั์ตาเปล่งประกายสุกใสดุจดวงดาว ยามนี้สองข้างแก้มปรากฏลักยิ้มดูน่ารักอย่างยิ่งชวนให้นึกชื่นชมอย่างเสียมิได้
'น่าทะนุถนอมยิ่งนักมองแล้วช่างเจริญตาเจริญใจ'
เมื่อเห็นผู้ที่ตนทักทายยังคงเก็บปากเงียบสาวน้อยจึงรีบกล่าวแนะนำตนเองอีกคำรบหนึ่ง
“เสียมารยาทแล้ว ข้าคือถางซือเซียนเป็น้องสาวของท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย”
เมื่อทราบว่าคู่สนทนาคือผู้ใดหญิงสาวคลี่ยิ้มงดงามตอบรับไมตรี “ข้าคือเยี่ยนเยว่ฉี บุตรตรีไคกั๋วกงยินดีที่ได้รู้จักคุณหนูถาง”
“ท่านพี่บอกว่านี่เป็การออกงานครั้งแรกของคุณหนูเยี่ยนจึงกำชับกำชาให้ข้าช่วยพูดคุยเป็เพื่อนท่าน”
“ขอบคุณท่านอัครเสนาบดีกับคุณหนูถางเยว่ฉีรบกวนแล้ว”
“มิต้องเกรงใจว่าแต่คุณหนูเยี่ยนไปที่ใดมาเสียตั้งนาน ข้าก็มองหานึกว่าท่านหลงทางไปเสียแล้ว”
“พอดีข้าซุ่มซ่ามทำขลุ่ยหยกหล่นหายจึงออกไปตามหาที่ด้านนอก” เยี่ยนเยว่ฉีตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม
“จริงสิท่านพี่บอกว่าคุณหนูเยี่ยนจะทำการแสดงหน้าพระพักตร์” ถางซือเซียนชำเลืองมองหาขลุ่ยหยกสลักด้วยความเป็ห่วง “ท่านคงหาขลุ่ยหยกเจอแล้วกระมัง”
“โชคดีที่สาวใช้ของข้าตามหาจนพบ”สตรีเ้าของขลุ่ยโกหกตาไม่กระพริบ ด้วยมิอาจกล่าวถึงบุรุษผู้นำขลุ่ยมาคืนได้
“ดีจริงหากของวิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวหายไปท่านต้องรู้สึกแย่เป็แน่”สาวน้อยยิ้มยินดีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายได้ของสำคัญคืนแล้ว
“เป็ดั่งคุณหนูถางกล่าว” เยี่ยนเยว่ฉีส่งยิ้มน้อยๆ ตอบอย่างมีมารยาท
“ข้าได้ยินชื่อเสียงเกี่ยวกับบทเพลงอันไพเราะของคุณหนูเยี่ยนมานานวันนี้หมายจะได้ฟังสักครั้ง”
“คุณหนูถางชมเกินไปแล้ว”
สตรีทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอคนหนึ่งน่ารักสดใสดั่งดอกทานตะวันอันเจิดจ้า อีกคนหนึ่งงดงามดั่งดอกโบตั๋นที่ดึงดูดหมู่ภมรทั้งสองจึงเป็ที่จับจ้องของบรรดาแเื่ทั้งชายหญิง
“นี่...เ้ารู้หรือไม่บรรดาฮูหยินกับคุณหนูทั้งหลายเอาแต่ลอบมองเ้าอยู่นั่นคนพวกนี้ชอบซุบซิบนินทาน่ารำคาญ”ถางซือเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจอย่างชัดเจน “บรรดาคุณชายพวกนั้นอีกไม่รู้จักเก็บอาการเสียบ้าง”
“ข้าคงแปลกหน้าสำหรับพวกเขาก็เป็ธรรมดาที่จะถูกจ้องมอง” เยี่ยนเยว่ฉีเกิดมารูปโฉมงดงามจึงคุ้นชินกับสายตาของผู้คนเสียแล้ว “อีกอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ข้าคนที่ถูกจ้องยังมีเ้าอีกคนหนึ่ง”
“ถ้าท่านรับมือได้ข้าก็เบาใจ”เมื่อเห็นหญิงงามไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่พร้อมใจกันมองมาถางซือเซียนก็มิใคร่ใส่ใจคนเ่าั้อีก “ส่วนตัวข้าพูดไปก็เื่ยาวไม่มีทางถูกสู่ขอเร็ว ๆ นี้แน่”
เยี่ยนเยว่ฉีอยากจะถามเหตุผลแต่ก็ยั้งเอาไว้อย่างไรก็เพิ่งได้พบกัน หากเสียมารยาทจะถูกตำหนิเอาได้นางจึงได้แต่รักษาท่าทีอันสงบแล้วยิ้มเอออออย่างเป็ธรรมชาติแทน
ถางซือเซียนชวนเยี่ยนเยว่ฉีสนทนาอยู่เป็ระยะบ้างคุยเื่การแสดงต่าง ๆ บ้างแนะนำบุคคลสำคัญที่นางไม่เคยรู้จักให้อีกด้วย
พอได้พูดคุยทำความรู้จักกันอยู่ระยะหนึ่งถางซือเซียนก็ทำให้คู่สนทนารู้สึกดีด้วยได้ในที่สุด ในความคิดของเยี่ยนเยว่ฉีน้องสาวท่านอัครเสนาบดีผู้นี้เป็คนฉลาด กิริยาท่าทางคล่องแคล่วน้ำเสียงสดใสแว่วกังวานมีรอยยิ้มแสนพิมพ์ใจที่สามารถสะกดใครต่อใครให้หลงใหลและเอ็นดูทำให้นางนึกเสียดายอยู่เล็กน้อยที่ต้องไปเติบโตยังเมืองชายแดนห่างไกลมิเช่นนั้นคงได้เป็สหายกับสตรีน่ารักผู้นี้ไปแล้วอย่างแน่นอน
เวลาล่วงเข้ายามอู่[1]การแสดงระบำพัดจบลง เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากแเื่ในงานฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลให้นักแสดง
ชั่วขณะนั้นมู่เลี่ยงหรงก็ย่างเท้ากลับเข้ามาภายในงาน
'เขากลับมาแล้ว' เยี่ยนเยว่ฉีร่ำร้องในใจ
ั์ตาหวานหยาดเยิ้มมองตามเขาอย่างไม่รู้ตัวใบหน้าแดงระเรื่อเมื่อเห็นว่าฉินอ๋องเองก็ปรายสายตามาทางนี้นางรู้สึกเหมือนถูกจับได้จึงหลุบเปลือกตาลงไม่กล้าสบั์ตาคมปลาบนั่นอีก
[1] ยามอู่ ่เวลาประมาณ 11.00-12.59 น.