“…เฮ้ย!!”
ในบรรดาคนทั้งสามที่ถูกผลักออกไป ผู้ที่ลงมือเป็นคนแรกก็คือเจียนั่ว วงเวทย์สีขาวปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ หอกเงินถูกไอเย็นปกคลุมอย่างฉับพลัน ร่างกายของเจียนั่วมิต่างกับคันธนูที่ถูกง้างดึงจนเต็มกำลัง หลังร้องคำรามหนึ่งเสียงพลันซัดหอกไปทางกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งที่อยู่ทางด้านขวาอย่างแรง
ท่ามกลางการ ‘บินทะยาน’ ด้วยความเร็วสูง ไอเย็นที่แผ่กระจายออกมาหลงเหลือเพียงไอสีขาวสายหนึ่งค่อยๆ จางหายไปอยู่ด้านหลัง กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งที่น่าสงสารเพิ่งเงยหน้าขึ้นกลับถูกหอกแทงเข้าที่ต้นขาก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ถัดจากหยดเลือดสาดกระเซ็นคือไอเย็นแผ่กระจายไปทั่ว พลังธาตุน้ำแข็งที่รวมตัวกันบริเวณปากแผลแทรกซึมไปตามส่วนต่างๆ ภายในเวลาไม่กี่วินาที แช่แข็งร่างครึ่งหลังของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้ทั้งหมด
ระดับพลังเวทป้องกันการรุกรานของกวางอูฐระดับสี่ห่างไกลจากระดับเจ็ดลิบลับอย่างเห็นได้ชัด หลังอวัยวะภายในถูกแช่แข็งภายในไม่กี่วินาทีพลันสิ้นใจอยู่ที่เดิม
เมื่อเทียบกับการจู่โจมกึ่งระยะไกลของเจียนั่ว วิธีที่โม่จ้านใช้คือการต่อสู้ระยะประชิดที่ตนถนัด —- ร่างกายของโม่จ้านยิ่งลอยยิ่งสูงเพราะกระแสลม ฉวยโอกาสก่อนที่กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งจะได้สติรู้ตัว เขาพลิกตัวตั้งท่าเตรียมจู่โจมอยู่กลางอากาศโดยกระโดดลงจากที่สูงเป็นแนวดิ่ง ฝ่าเท้าที่ทั้งรุนแรงและหนักอึ้งกระทืบลงตรงหลังคอของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งอย่างแรง เกิดเป็นเสียงดัง ‘เป๊าะ’ ออกมา กระดูกสันหลังของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งแตกหัก ชักกระตุกก่อนจะล้มลงบนพื้น
โม่จ้านเรียกพลังธาตุน้ำแข็งออกมาแช่แข็งกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้ทันที จากนั้นวิ่งไปยังทิศทางที่ลาถีเท่ออยู่ เจียนั่วยังต้องเก็บหอก อาจจะช้าอยู่สักหน่อย ตนต้องล่วงหน้าไปช่วยลาถีเท่อก่อน
ทางด้านลาถีเท่อในยามนี้กำลังตกอยู่ใน ‘วิกฤต’
ลาถีเท่อรู้ดี หน้าที่หลักของตนคือการห้ามปล่อยให้กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับห้าตัวนี้หนีไป ทว่าข้อดีเพียงอย่างเดียวของตนก็คือพละกำลัง ทักษะการต่อสู้ทั้งหมดล้วนแต่มีโม่เจ๋อเอ่อร์เป็นผู้สอนสั่ง เช่นนั้นควรจะทำตามคำสั่งของโม่เจ๋อเอ่อร์ให้ได้ พยายามขวางกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้สุดกำลัง ไม่ปล่อยโอกาสให้มันหนีไป
กระนั้นนี่กลับเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับลาถีเท่อเสียแล้ว — กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับห้าตัวนี้กลับมีขนาดตัวเล็กที่สุดจากบรรดาทั้งสามตัว เด็กหนุ่มเผ่าหมานฉวยโอกาสในเสี้ยววินาทีที่กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเงยหน้า นำโซ่เหล็กที่มัดเป็นปมคล้องลงบนหัวและเขาของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งตัวนั้นอย่างแม่นยำ กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งที่ตื่นตระหนกคิดอยากจะเตะเท้าห้อตะบึง แต่ทว่าลาถีเท่อใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางพละกำลังและน้ำหนักตรึงตนเองไว้กับที่พร้อมทั้งดึงโซ่เอาไว้ ไม่ว่ากวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งจะพยายามดิ้นรนอย่างไร ถึงขั้นเหยียบพื้นดินจนเกิดเป็นหลุมลึกกลับทำได้เพียงฝืนลากไปได้ไม่กี่เมตรเท่านั้น
ภายใต้ความตื่นตระหนก บนเขาของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งได้มีชั้นน้ำแข็งแผ่ปกคลุมเสียแล้ว บริเวณส่วนปลายยิ่งเล็กแหลมคมกริบมิต่างกับใบมีด เพียงแต่น่าเสียดายที่ส่วนหัวถูกโซ่เหล็กควบคุมไว้อย่างแน่นหนา แท่งน้ำแข็งขนาดเล็กที่ฝืนปล่อยออกมายังถูกลาถีเท่อใช้ดาบปัดป้องอย่างง่ายดาย ขณะหนึ่งมนุษย์หนึ่งกวางกำลังคุมเชิง หางตาของลาถีเท่อเห็นภาพโม่จ้านทะยานตัวลงจากที่สูงอยู่มิไกลเข้าพอดี
ลาถีเท่อกัดฟัน ทันใดนั้นคิดว่าตนตั้งเป้าหมายให้ตนเองต่ำเกินไปเสียแล้ว ถึงแม้ในสายตาผู้อื่นความก้าวหน้าของตนจะรวดเร็วเสียจนน่าทึ่ง แต่ทว่าความสามารถในการสู้รบจริงๆ นั้น อย่าว่าแต่เทียบกับโม่เจ๋อเอ่อร์ ยังห่างไกลจากเก๋อจือที่กำลังหอบหายใจอยู่เสียด้วยซ้ำ
มิได้ ตนจะต้องพัฒนาขึ้นอีกขั้น จะปล่อยโอกาสอันดีในการต่อสู้จริงเสียเปล่าไปทั้งเช่นนี้มิได้เด็ดขาด
ลาถีเท่อสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ดึงโซ่ขึงตึงพลางเข้าประชิดกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง --- ตนตัดสินใจแล้วว่าจะสังหารกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับห้าตัวนี้ด้วยมือของตนเอง
กระทั่งเหลือระยะห่างจากกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งไม่กี่เมตร ลาถีเท่อพลันกระโจนเข้าหาอีกฝ่าย และทันทีที่กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเห็นศัตรูพุ่งเข้ามาตรงหน้าพลันรีบเคลื่อนย้ายตำแหน่งทันที ตามด้วยก้มหน้าลงวิ่งตรงไปทางลาถีเท่อด้วยความรวดเร็ว ประจวบเหมาะกับเก๋อจือเห็นภาพตรงหน้าเข้าพอดี เขาตกใจจนตะโกนร้องเสียงดังออกมาทันใด
“ลาถีเท่อ เจ้ากำลังทำอันใด?! รีบออกห่างจากกวางตัวนั้น อันตรายเกินไป!!”
ครั้นเห็นเขาคมเผยประกายเย็นเยียบพุ่งมาตรงหน้า ลาถีเท่อขาซ้ายจิกพื้นเท้าขวาออกแรง หลบการโจมตีครั้งแรกด้วยการเบี่ยงกาย จังหวะฝีเท้าคล้ายกับโม่จ้านไม่มีผิดเพี้ยน กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งโจมตีไม่โดนจึงรีบหยุดการเคลื่อนไหวก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับลาถีเท่ออีกครา กีบเท้าตะกุยไปทางด้านหลัง เตรียมจะพุ่งโจมตีเด็กหนุ่มเผ่าหมานอีกครั้ง
ลาถีเท่อยังคงเบี่ยงกายหลบเช่นเดิม เพียงแต่ในครานี้ เสี้ยววินาทีที่เบี่ยงกายหลบ ลาถีเท่อพลันกระโดดขึ้นกอดคอกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้ กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งที่ส่วนบอบบางถูกศัตรูโจมตีหยุดชะงักอยู่กับที่ในทันที ก่อนจะออกแรงดิ้นขัดขืนอยู่บนพื้น แขนขวาของลาถีเท่อขัดอยู่บนลำคอของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งอย่างแน่นหนา แขนซ้ายคว้าส่วนหลังไว้มั่น ขาแกร่งทั้งสองข้างเกี่ยวรอบส่วนท้องไว้แน่น ไม่ว่ากวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งจะกลิ้งหรือสะบัดจนเกิดฝุ่นตลบอย่างไร ลาถีเท่อก็ยังมิยอมผ่อนมือลงแม้แต่น้อย
“...พวกเราจะไปช่วยเขาหรือไม่?”
เจียนั่วที่กำลังขมวดคิ้วเหลือบมองลาถีเท่อครู่หนึ่งก่อนหันไปมองโม่จ้านที่เผยสีหน้าฉายแววซับซ้อนอยู่ด้านข้าง ยามนี้ลาถีเท่อหน้าตาคลุกฝุ่นมอมแมม คล้ายกำลังเล่นมวยปล้ำกับกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง
“...เขาคงจะอยากจับกวางด้วยตนเอง พวกเรามิต้องเข้าไป เพียงดูอยู่ข้างๆ เป็นพอ”
โม่จ้านมองเก๋อจือที่คิดอยากยื่นมือเข้าแทรกเพียงแต่หาจังหวะมิได้แล้วพลันเผยยิ้มขมขื่นออกมา
“ข้านึกมิถึงว่าลาถีเท่อจะมิฟังคำพูดของข้า”
“เจ้ามิลองคิดดูบ้างว่าอาจเป็นเพราะการฝึกฝนจริงที่มอบให้เขาในยามปกติน้อยเกินไป? ไม่ว่าจะนักรบหรืออัศวิน ท้ายที่สุดยังต้องอาศัยการต่อสู้ซึ่งหน้าจึงจะพัฒนา...”
น้ำเสียงสุขุมของเจียนั่วค่อยๆ เชื่องช้าลง ท่าทางราวกับนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกไม่ดีขึ้นมา โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางยักไหล่ ยอมรับคำติชมของอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์
“เหอะ เจ้าพูดถูก ด้วยพรสวรรค์ของลาถีเท่อและสมรรถภาพทางกาย มิควรจะใช้มาตรฐานของคนทั่วไปมากำหนดเขาจริงๆ เป็นข้าที่คร่ำครึเกินไปเสียแล้ว”
“กลับไปปรับเปลี่ยนแผนการฝึกใหม่เป็นพอ ภายหน้าจะเพิ่มความหลากหลายของภารกิจอีกสักหน่อย อืม...”
โม่จ้านกุมปลายคางเริ่มใช้ความคิดอย่างจริงจัง เจียนั่วมองเด็กหนุ่มที่พึมพำอยู่ข้างกายแล้วอดเผยยิ้มมิได้
ในสภาพแวดล้อมที่ผู้คนมีต้นทุนเพียงเล็กน้อยกลับเย่อหยิ่งถือดีว่ามีความสามารถเช่นนี้ ผู้ที่มีพรสวรรค์น่าทึ่งกลับยังถ่อมตัว ใฝ่เรียนรู้และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นโดยง่ายเช่นโม่เจ๋อเอ่อร์มีให้พบเห็นน้อยนัก เพียงข้อนี้ เสน่ห์จากบุคลิกของอีกฝ่ายก็ได้เพิ่มระดับแรงดึงดูดในใจตนขึ้นอีกหนึ่งขั้นเสียแล้ว
องคาพยพทั้งห้าของโม่เจ๋อเอ่อร์งามประณีต ยามยกยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กด้านหนึ่ง ทว่ากลิ่นอายกลับดูแข็งกร้าวและเปี่ยมความเป็นผู้นำ มักดึงดูดสายตาผู้คนโดยมิรู้ตัว ถึงแม้สีผิวของโม่เจ๋อเอ่อร์จะค่อนข้างคล้ำ แต่กระนั้นเมื่อกอปรกับเส้นผมสีเงินและร่างกายกำยำของเขา กลับให้ความรู้สึกดังนักรบต่างเผ่าที่น่ากริ่งเกรง เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่มักอ้ำอึ้งและขลาดกลัวยามอยู่ต่อหน้าตน ความไม่ถ่อมตนระคนเย่อหยิ่งทั้งยังเจ้าแง่แสนงอนในบางคราของโม่เจ๋อเอ่อร์กลับตรงตามความชอบของตนมากกว่า
...ตนคิดไปถึงที่ใดอีกแล้ว เจียนั่วหยิกแขนตนเองอย่างแรง จากนั้นพลันได้สติกลับจากการชื่นชมอย่างพิลึกยากอธิบาย
บนพื้นถูกหนึ่งมนุษย์หนึ่งกวางกลิ้งเกลือกจนเกิดเป็นหลุมตื้น ลาถีเท่อกับกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งต่างพากันเหงื่อตก กระนั้นกลับเห็นได้ชัดว่ากำลังและความถี่ในการดิ้นรนขัดขืนของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเสื่อมทรุดจนกลายเป็นม้าตีนปลายเสียแล้ว
ลาถีเท่อที่ฝุ่นเต็มหน้าเผยสีหน้ามีความสุข แขนซ้ายที่กอดอยู่บนหลังคลายลงเล็กน้อย เลื่อนมารัดคอกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งพร้อมกับมือขวาอย่างแน่นหนา เสียงร้องครวญของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งอ่อนลงเรื่อยๆ แขนขาทั้งสี่ค่อยๆ โรยแรงแล้วเช่นกัน พลันฟุบหมอบลงกับพื้นเสียงดังตุบ
“ฟู่ ครานี้คงจะไม่มีปัญหาใดแล้ว...โม่เจ๋อเอ่อร์?”
เมื่อเห็นว่ากวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งพละกำลังลดลง ท่อนแขนที่รัดแน่นของลาถีเท่อเพิ่มแรงต่อไป เตรียมทำให้สัตว์ที่ถูกล่าหมดลมโดยสิ้นเชิง ครั้นหางตาเหลือบไปเห็นด้านข้าง ลาถีเท่อพบว่าเก๋อจือโบกไม้คทาทำสีหน้าตื่นตระหนก โม่จ้านที่จู่ๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงสุดขีดกำลังร้องตะโกนมาทางตน รวมไปถึงเจียนั่วที่คว้าหอกพุ่งตัวเข้ามา
“เกิดอันใดขึ้น...อุ๊บอั่ก!!”
ลาถีเท่อเบิกตาโพลง ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบนแผ่นหลังอย่างกะทันหันทำให้ไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเผ่าหมานผ่อนแรงลง