เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ (1)

    หลังจากพี่น้องตระกูลหลินทั้งสองนั่งพักที่บ้านหลินกั๋วผิงครู่หนึ่ง ก็ไปที่บ้านหลินกั๋วอันต่อ

     

    สองพี่น้องคิดว่าเมื่อไม่มีแม่แล้ว บ้านของน้องชายทั้งสองคงจะไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก ปกติแล้วหากไม่มีผู้หญิงคอยดูแลจัดการ ลำพังพวกผู้ชายอกสามศอกคงยากจะเก็บกวาดบ้านช่องให้เรียบร้อยได้    

     

    ไม่ว่าจะเป็นบ้านของหลินกั๋วผิงหรือบ้านของหลินกั๋วอัน ต่างก็ทำให้สองพี่น้องประหลาดใจมาก ทั้งในบ้านนอกบ้านล้วนถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนก็เพิ่งซักได้ไม่นาน แม้แต่เสื้อผ้าสกปรกก็ไม่มีสักชิ้น ทุกอย่างเหมือนกับตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิด

     

    นี่ไม่เหมือนบ้านของชายโสดหรือพ่อหม้ายเลยสักนิด ถ้าไม่รู้คงคิดว่าในบ้านมีผู้หญิงที่ดูแลงานบ้านเก่งอยู่แน่ๆ

     

    “น้องสาม ไม่คิดเลยว่าแกจะเก็บกวาดบ้านได้ดีขนาดนี้ ตอนแม่จากไป ฉันยังคิดอยู่เลยว่าบ้านแกต้องรกเหมือนรังหมูแน่ๆ” คนที่พูดคือป้ารองของทิงเสวี่ย หลินชุ่ยอิง เธอเป็นคนพูดจาโผงผาง คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นเสมอ

     

    หลินกั๋วอันยิ้มซื่อๆ ให้หลินชุ่ยอิง “เป็นเสียวเสวี่ยช่วยผมเก็บกวาดครับ เด็กคนนี้โตขึ้นแล้วจริงๆ”

     

    หลินชุ่ยหงพูดอย่างครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ “เสียวเสวี่ยอายุเท่าไหร่กันเชียว ตัวเองยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย จะมาช่วยแกทำงานพวกนี้ได้ยังไง?”

     

    หลินกั๋วอันมองพี่สาวคนโตของตัวเองอย่างจริงจังแล้วพูด “ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงครับ เสียวเสวี่ยไม่เพียงแต่ดูแลตัวเองได้ดี เธอยังดูแลผมกับพี่รองได้ด้วย พอแม่จากไป เธอก็โตขึ้นทันที รู้ความขึ้นเยอะ เธอเรียนรู้วิชาความสามารถของแม่มาหมดเลย ทั้งทำกับข้าว ทั้งหุงหาอาหาร แถมยังทำอร่อยกว่าที่แม่ทำเสียอีก เพียงแต่อายุยังน้อยไปหน่อย ถ้าโตกว่านี้อีกหน่อยต้องทำงานได้มากขึ้นและดีขึ้นแน่นอนครับ”

     

    สองพี่น้องรู้ดีว่าหลินกั๋วอันไม่ใช่คนโกหก คนซื่อๆ ทื่อๆ อย่างเขาพูดอะไรออกมา แปดเก้าส่วนย่อมเป็นเรื่องจริง

     

    เมื่อพวกเธอกลับมาที่บ้านหลินกั๋วผิง ภาพที่เห็นยิ่งเป็นการยืนยันคำพูดของหลินกั๋วอันเมื่อครู่

     

    ในขณะนั้น ทิงเสวี่ยกำลังช่วยพ่อทำกับข้าวอยู่ และไม่ได้เล่นอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่ลานบ้าน

     

    บ้านหลินชุ่ยหงมีลูกสาวสองคน ลูกสาวคนโตอายุสิบสามปีแล้ว ชื่อหวังฮุ่ย ลูกสาวคนเล็กอายุเพียงหกขวบชื่อหวังอวิ๋น ส่วนบ้านหลินชุ่ยอิงมีลูกชายคนเดียวชื่อซูเจียหนิง อายุสิบขวบแล้ว

     

    เด็กทั้งสามคนกำลังเล่นกันอยู่ที่ลานบ้าน ส่วนทิงเสวี่ยกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในบ้าน ดูเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยไม่มีผิด

     

    หลินชุ่ยอิงรีบเดินมาหาทิงเสวี่ย ลูบหัวเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน “เสียวเสวี่ย ไปเล่นกับพี่ชายพี่สาวข้างนอกเถอะลูก กับข้าวเดี๋ยวป้ากับพ่อของลูกทำเอง”

     

    ทิงเสวี่ยหันมามองดวงตาของหลินชุ่ยอิงแล้วพูดอย่างจริงจัง “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณ ป้ารอง คุณป้าไปนั่งดื่มชาพักผ่อนเถอะค่ะ หนูทำกับพ่อเองได้”

     

    หลินชุ่ยอิงยิ้มพลางตำหนิอย่างเอ็นดู “เสียวเสวี่ยโตขึ้นจริงๆ ด้วยนะ ตัวกะเปี๊ยกแต่ความคิดโตและฉลาดเกินวัย ไปเล่นกับพวกพี่ๆ เถอะลูก เชื่อฟังนะ”

     

    ทิงเสวี่ย “…”

     

    หลินกั๋วผิงก็รีบพูดเสริม “ไปเล่นกับพวกพี่ๆ เถอะลูก ก่อนหน้านี้ลูกไม่ใช่บ่นว่าคิดถึงพวกเขาหรอกเหรอ”

     

    ทิงเสวี่ยจึงวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้วออกไปเล่นข้างนอกอย่างว่าง่าย

     

    หลินชุ่ยอิงมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กหญิงพลางยิ้มแล้วพูดกับหลินกั๋วผิง “เมื่อกี้น้องสามบอกว่าเสียวเสวี่ยโตขึ้นแล้ว งานบ้านงานเรือนเธอเป็นคนจัดการหมด ฉันกับพี่ใหญ่ยังไม่ค่อยเชื่อเลย ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะโตขึ้นจริงๆ”

     

    พอพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของลูกสาวในช่วงนี้ หลินกั๋วผิงก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ “เสียวเสวี่ยโตขึ้นจริงๆ ครับ ก่อนหน้านี้แม่เราก็เคยพูดว่าเสียวเสวี่ยเป็นเด็กฉลาด มีอนาคต แม่เราพูดถูกจริงๆ ผมจะตั้งใจหาเงินเลี้ยงดูเสียวเสวี่ยให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี ให้เธอได้ไปเรียนมัธยมที่อำเภอในอนาคต แล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย โบยบินออกจากหุบเขาที่ยากจนของเรานี้ไปให้ได้”

     

    หลินชุ่ยอิงพูด “เสียวเสวี่ยจะต้องมีอนาคตไกลแน่ๆ พอเปิดเทอมแล้วก็ให้เธอทำงานบ้านน้อยลงหน่อย ให้ใช้เวลาและใส่ใจกับการเรียนให้มากขึ้นนะ”

     

    หลินกั๋วผิงพยักหน้าเบาๆ

     

    ทิงเสวี่ยออกมาที่ลานบ้าน เห็นซูเจียหนิงกับสองพี่น้องหวังฮุ่ยหวังอวิ๋นกำลังเล่นกระโดดเชือกอยู่ เธอก็เลยเดินเข้าไปสมทบ

     

    ซูเจียหนิงเห็นทิงเสวี่ยเดินมาก็ยิ้มให้เธอ “เสียวเสวี่ย มาแล้วเหรอ พวกเราเล่นกระโดดเชือกหมู่กันเถอะ ฉันกับพี่ฮุ่ยแกว่งเชือกให้ เธอเป็นคนกระโดดนะ”

     

    หวังฮุ่ยกลอกตามองบนใส่ซูเจียหนิง “ทำไมไม่ให้พวกเธอสองคนแกว่งเชือกแล้วฉันเป็นคนกระโดดล่ะ?”

     

    แม้ว่าหวังฮุ่ยจะเป็นพี่สาวคนโต แต่เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมให้น้องๆ เลยแม้แต่น้อย

     

    ส่วนใหญ่เป็นเพราะอยู่ที่บ้านเคยตัว เอาแต่ใจจนเป็นนิสัย

     

    น้องสาวคนเล็ก หวังอวิ๋น ยืนอยู่เงียบๆ ดูท่าทางซื่อๆ ไม่ค่อยพูดจา

     

    หวังฮุ่ยก็ไม่ได้ดูแลหรือทะนุถนอมน้องสาวคนนี้เป็นพิเศษนัก

     

    จริงๆ แล้ว ทั้งครอบครัวของพวกเขาปฏิบัติต่อหวังอวิ๋นอย่างเฉยเมย เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การวางแผนครอบครัวเข้มงวดมาก ถ้ามีลูกสาวสองคนแล้วก็ไม่สามารถมีลูกได้อีก

     

    ใครบ้างจะไม่หวังอยากได้ลูกชาย?

     

    ถ้าท้องแรกเป็นลูกสาว พวกเขาก็จะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ท้องสอง ถ้าท้องสองยังเป็นลูกสาวอีก พวกเขาก็จะหมดหวังโดยสิ้นเชิง

     

    สองสามีภรรยาหลินชุ่ยหงไม่อาจตัดใจยกลูกสาวคนเล็กให้คนอื่นไปได้ ดังนั้นก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ไม่มีลูกชาย ในชนบทการไม่มีลูกชายนั้นทำให้เงยหน้าขึ้นมองใครไม่ได้ จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้ายลับหลัง

     

    แม้ว่าหลินชุ่ยหงกับสามีจะไม่ได้ยกลูกสาวคนที่สองให้คนอื่นไป แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรักลูกสาวคนนี้จากใจจริงได้

     

    ความรักที่พวกเขามีให้ลูกสาวคนโตยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นหวังฮุ่ยจึงยังคงเอาแต่ใจเช่นนั้น

     

    ซูเจียหนิงเองก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจที่บ้าน เขาเป็นหลานชายคนเดียวของคุณปู่คุณย่า ย่อมถูกเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ พอเห็นหวังฮุ่ยคัดค้านแผนการของตัวเอง เขาก็ไม่พอใจขึ้นมา “ทำไมต้องให้เธอกระโดดก่อนด้วยล่ะ? เสียวเสวี่ยอายุน้อยกว่า พวกเราควรจะให้เธอกระโดดก่อนไม่ใช่เหรอ?”

     

    ทิงเสวี่ยไม่ใส่ใจที่จะทะเลาะเรื่องพวกนี้ เธอหันไปยิ้มให้ทั้งสองคนแล้วพูด “ในเมื่อพี่สาวอยากจะกระโดดก่อน งั้นพี่ชาย พวกเราก็แกว่งเชือกให้พี่สาวใหญ่กระโดดก่อนแล้วกันนะ”

     

    ซูเจียหนิงดีกับทิงเสวี่ยมาโดยตลอด ทิงเสวี่ยน่ารัก แถมยังปากหวาน ทุกครั้งที่เขามา เธอมักจะเอาของอร่อยๆ ออกมาแบ่งปัน เป็นการตอบแทนน้ำใจ เขาก็ยินดีที่จะแบ่งของดีๆ ของตัวเองให้ทิงเสวี่ยเช่นกัน

     

    แบบนั้นทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงก็แกว่งเชือกให้หวังฮุ่ยกระโดด จากนั้นก็ผลัดกัน ทั้งสามคนได้กระโดดคนละครั้ง เล่นกันอย่างสนุกสนาน หวังอวิ๋นวัยหกขวบยืนมองเงียบๆ ดูโดดเดี่ยวและน่าสงสารน่าเอ็นดู

     

    ทิงเสวี่ยรู้ดีถึงสถานการณ์ของหวังอวิ๋นที่บ้าน เธออดรู้สึกสงสารและเอ็นดูน้องสาวคนเล็กคนนี้เป็นพิเศษไม่ได้

     

    ทิงเสวี่ยหยิบลูกอมออกมาแบ่งปัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มอบลูกอมนมตรากระต่ายขาวที่ฉินหยวนเฟิงให้เธอเมื่อวานนี้ให้กับหวังอวิ๋น เธอกลัวว่าถ้าหวังฮุ่ยเห็นแล้วจะแย่งไป ดังนั้นจึงแกะกระดาษห่อแล้วส่งเม็ดลูกอมเข้าปากหวังอวิ๋นโดยตรง “อวิ๋นอวิ๋น ลูกอมอร่อยไหม?”

     

    หวังอวิ๋นพยักหน้าแรงๆ “หนูไม่เคยกินลูกอมอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ พี่สาว ยังมีอีกไหมคะ?”

     

    ทิงเสวี่ยตอบ “มีแค่เม็ดเดียวเองจ้ะ พี่ให้หวังอวิ๋นกินไปแล้ว ไว้คราวหน้าถ้าพี่มีลูกอมอร่อยๆ แบบนี้อีกจะเก็บไว้ให้หวังอวิ๋นนะ”

     

    ประมาณใกล้ถึงเวลาที่อาหารจะถูกยกขึ้นโต๊ะ จางเสี่ยวเสียก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้านของหลินกั๋วผิง

     

    “อ้าว ตายจริง! กับข้าวบ้านฉันก็เตรียมไว้เกือบเสร็จแล้ว กะว่าจะให้พี่ใหญ่กับน้องรองไปกินข้าวที่บ้านเราเสียหน่อย ไม่คิดว่าบ้านน้องรองจะยกกับข้าวขึ้นโต๊ะแล้ว” ทุกครั้งจางเสี่ยวเสียจะเล่นมุกนี้เสมอ ตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงข้าวคนอื่น แต่ก็ยังห่วงหน้าตาตัวเองจะตาย รอจนคนอื่นทำกับข้าวเสร็จยกขึ้นโต๊ะแล้วค่อยโผล่มาทำเป็นหน้าใหญ่ใจโต    

     

    ทุกคนคุ้นเคยกับท่าทีแบบนี้ของจางเสี่ยวเสียมานานแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร

     

    หลินชุ่ยอิงยิ้มบางๆ “ฉันกับพี่ใหญ่ตั้งใจจะไปกินข้าวที่บ้านพี่ใหญ่พี่สะใภ้อยู่แล้วค่ะ แต่น้องรองไม่ยอมให้พวกเราไป พี่สะใภ้กลับไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จแล้วพวกเราค่อยไปนั่งเล่นที่นั่น”

     

    ถ้าหลินชุ่ยอิงไม่พูดแบบนี้ จางเสี่ยวเสียอาจจะทิ้งตัวลงนั่งกินข้าวไปแล้วก็ได้

     

    จางเสี่ยวเสียมีความตั้งใจจะนั่งลงกินข้าวอยู่แล้ว พอเห็นอาหารมากมายบนโต๊ะ น่ากินขนาดนั้นก็อดกลืนน้ำลายเอื๊อกไม่ได้ แต่คำพูดของหลินชุ่ยอิงทำให้เธอไม่มีหน้าจะนั่งลงกินข้าวได้อีก ได้แต่หันหลังกลับอย่างเก้อๆ เขินๆ เตรียมจะกลับบ้าน

     

    ทิงเสวี่ยที่กำลังช่วยจัดถ้วยตะเกียบอยู่ ก็หันไปยิ้มให้แผ่นหลังของจางเสี่ยวเสียแล้วพูดเสียงใส “คุณป้าคะ หนูรู้ว่าบ้านคุณป้าเตรียมกับข้าวอร่อยๆ ไว้เยอะแยะเลย บนโต๊ะข้าวบ้านหนูยังขาดกับข้าวอีกอย่างเดียวก็จะครบจำนวนแล้ว คุณป้ากลับไปตักกับข้าวที่บ้านมาสักอย่างให้พวกเราหน่อยสิคะ จะได้ครบจำนวนพอดี“

     

    จางเสี่ยวเสีย “…”

     

    จางเสี่ยวเสียสบถด่าในใจว่าอีเด็กบ้า แต่ก็ยังคงหันมายิ้มให้ทุกคน ดวงตาสามเหลี่ยมของเธอกวาดมองอาหารเลิศรสที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่บนโต๊ะแวบหนึ่งแล้วพูด “ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาอาหารที่บ้านมาสักสองสามอย่างให้ครบจำนวนพอดี แต่พอดูๆ แล้ว อาหารที่บ้านฉันมี ที่นี่ก็มีหมดแล้ว”

     

    หลินกั๋วผิงรีบยิ้มแล้วพูด “ในเมื่อกับข้าวบ้านพี่สะใภ้ บ้านเราก็มีหมดแล้ว งั้นก็ช่างเถอะครับ เดี๋ยวผมหาอย่างอื่นมาให้ครบจำนวนเอง”

     

    เมื่อครู่ทิงเสวี่ยตั้งใจจะทำให้จางเสี่ยวเสียอึดอัด หลินกั๋วผิงพวกเขาทุกคนต่างก็รู้แก่ใจดี

     

    หลังจากจางเสี่ยวเสียจากไป ทุกคนก็ทยอยกันมานั่งที่โต๊ะอาหารเตรียมกินข้าว

     

    ทิงเสวี่ยเอาน้ำส้มของตัวเองออกมาแบ่งให้สองพี่น้องหวังฮุ่ยกับซูเจียหนิง ส่วนผู้ใหญ่ดื่มเหล้าขาว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างกลมเกลียวเป็นกันเอง

     

    กำลังกินๆ กันอยู่ หลินชุ่ยหงก็ลุกออกจากโต๊ะแล้ววิ่งออกไปข้างนอก

     

    เห็นคนหายไปนาน ทิงเสวี่ยก็อาสา “เดี๋ยวหนูไปดูคุณป้าใหญ่เองค่ะ”

     

    ทิงเสวี่ยคาดว่าคุณป้าใหญ่คงจะไปเข้าส้วม และก็เป็นจริงดังคาด แต่หลินชุ่ยหงไม่ได้กำลังนั่งยองๆ อยู่ แต่กำลังอาเจียนไม่หยุดอยู่ที่นั่น

     

    ทิงเสวี่ยรีบเข้าไปลูบหลังหลินชุ่ยหงเบาๆ “คุณป้าใหญ่เป็นอะไรไปคะ?”

     

    “ฉันไม่เป็นไร แค่รู้สึกไม่สบายท้องเท่านั้นเอง หนูไม่ต้องสนใจฉันหรอก รีบกลับไปกินข้าวเถอะ” สีหน้าของหลินชุ่ยหงไม่ดีเลย ดูท่าทางทรมานมาก

     

    ถ้าทิงเสวี่ยเป็นเด็กธรรมดาทั่วไปก็คงจะเชื่อคำพูดเมื่อครู่ของหลินชุ่ยหง ว่าเธอแค่รู้สึกไม่สบายท้องถึงได้อาเจียนไม่หยุดแบบนี้ แต่ทิงเสวี่ยเป็นเด็กที่มีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่

     

    แม้ว่าชีวิตในชาติก่อนของทิงเสวี่ยจะเรียบง่าย แต่เธอก็เคยถูกทิ้งให้อยู่กับหมอแผนจีนที่ซื้อเธอมาเป็นสะใภ้เด็กเป็นเวลาสามปี เธอเองก็ฉลาดอยู่แล้วบวกกับตั้งใจแอบเรียนรู้ ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอได้สั่งสมความรู้และสามัญสำนึกเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนไว้มากมาย

     

    จากการอาเจียนไม่หยุดของหลินชุ่ยหง ประกอบกับการที่ทิงเสวี่ยตั้งใจจับชีพจรของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ ก็สามารถยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่แค่อาการไม่สบายท้อง แต่เป็นการตั้งครรภ์

     

    หลินชุ่ยหงตั้งท้อง

     

    เธออายุยังไม่ถึงสี่สิบปี จริงๆ แล้วการตั้งท้องก็เป็นเรื่องปกติ แต่เธอมีลูกสาวสองคนแล้ว ตามกฎการวางแผนครอบครัวไม่สามารถมีลูกได้อีก การที่เธอตั้งท้องในตอนนี้ถือเป็นการเสี่ยงอย่างแท้จริง

     

    ทิงเสวี่ยรู้ดีว่านโยบายลูกคนเดียวในยุค 90 นั้นเข้มงวดกว่ายุค 80 มาก    

     

    ในช่วงทศวรรษที่ 80 ถ้ามีลูกเกินกำหนด อย่างมากก็แค่เสียค่าปรับแล้วก็จบเรื่องไป แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 การมีลูกเกินกำหนดนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเสียค่าปรับง่ายๆ แล้ว แต่จะต้องมีการลงโทษที่จะพัวพันถึงญาติพี่น้องด้วย ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงมาก

     

    แม้ว่าในใจของทิงเสวี่ยจะสับสนวุ่นวาย แต่เธอก็ยังคงเชื่อฟังคำพูดของหลินชุ่ยหงกลับไปกินข้าวก่อน อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นแค่เด็ก แม้ว่าเธอจะดูออกว่าหลินชุ่ยหงตั้งท้อง ไม่ได้เป็นโรคอะไรอย่างอื่น เธอก็ไม่สามารถพูดออกไปได้

     

    การที่เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนรู้จักความ ทำงานบ้านได้มากมาย ไม่ได้ทำให้ทุกคนสงสัยมากเกินไป แต่ถ้าเธอสามารถดูออกว่าใครตั้งท้องหรือไม่ตั้งท้องได้ นั่นจะเป็นเรื่องยุ่งยากแน่ๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ทิงเสวี่ยจะไม่เปิดเผยความสามารถพิเศษที่ไม่ควรมีในเด็กอายุแปดเก้าขวบออกมาเด็ดขาด

     

    หลังจากกลับมาที่โต๊ะอาหาร หลินกั๋วผิงก็รีบถามทิงเสวี่ย “คุณป้าใหญ่ของลูกล่ะ?”

     

    ทิงเสวี่ยรีบตอบ “คุณป้าใหญ่รู้สึกไม่ค่อยสบายท้องนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวก็มาแล้วค่ะ”

     

    ครู่ต่อมา หลินชุ่ยหงก็กลับมาที่โต๊ะอาหาร

     

    สีหน้าของเธอไม่ค่อยดีนัก เมื่อครู่เกือบจะอาเจียนเอาไส้พุงออกมาหมดแล้ว สีหน้าจะดีได้อย่างไร?

     

    “พี่คะ ทำไมสีหน้าพี่ดูไม่ดีเลย ถ้ายังไม่สบายอยู่ก็ไปหาหมอที่คลินิกนะคะ” หลินชุ่ยอิงพูดด้วยความเป็นห่วง

     

    หลินชุ่ยหงฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องไปคลินิกหรอก เดี๋ยวกลับบ้านไปกินยาแก้โรคกระเพาะสักสองสามเม็ดก็หายแล้ว”

     

    หลินชุ่ยหงหยิบตะเกียบของตัวเองขึ้นมา ต่อจากนั้นเธอก็เลือกกินแต่กับข้าวที่รสชาติอ่อนๆ แต่ก็เหมือนกินข้าวไม่รู้รส

     

    หลินชุ่ยอิงชี้ไปที่ลูกชิ้นทอดและของทอดอื่นๆ ในจานแล้วชมว่า “เจ้ารอง ของทอดที่บ้านเธอปีนี้อร่อยจริงๆ นะ! อร่อยกว่าที่แม่เราเคยทอดปีก่อนๆ เสียอีก ไม่เพียงแต่อร่อย ดูน่ากินด้วย รีบบอกเคล็ดลับมาหน่อยสิ”

     

    หลินกั๋วผิงหัวเราะเบาๆ “ตอนทอดของพวกนี้ เวลาผสมแป้งก็ใส่ไข่ลงไปด้วย แบบนี้แป้งที่ผสมออกมาก็จะฟูเป็นพิเศษ ส่วนไส้ข้างในนั่นเสียวเสวี่ยเป็นคนปรุง เธอเรียนมาจากแม่เรา ไม่คิดว่าจะทำอร่อยกว่าที่แม่เราทำเสียอีก”

     

    หลินชุ่ยอิงพูด “ไม่คิดเลยว่าเสียวเสวี่ยจะเก่งและฉลาดขนาดนี้ ดูท่าทางต่อไปป้ารองคงต้องมาเรียนทำกับข้าวกับเธอแล้วล่ะ”

     

    “คุณป้ารองชมเกินไปแล้วค่ะ หนูแค่เรียนรู้จากคุณย่ามาเพียงผิวเผินเท่านั้นเอง บะหมี่ทำมือกับแผ่นแป้งทอดต้นหอมที่คุณป้ารองทำอร่อยกว่าที่คุณย่าทำตั้งเยอะ แถมยังอร่อยกว่าที่ข้างนอกขายอีกด้วย หนูคิดถึงทีไรก็น้ำลายไหลเลยค่ะ หนูว่าคุณป้ารองเปิดร้านขายแผ่นแป้งทอดต้นหอมได้เลยนะคะ หนูรับรองว่ากิจการต้องรุ่งเรืองขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ” ที่ทิงเสวี่ยพูดนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ เธอรู้สึกจริงๆ ว่าแผ่นแป้งทอดต้นหอมที่หลินชุ่ยอิงทำอร่อยมาก และมั่นใจว่าถ้าหลินชุ่ยอิงยอมใช้ฝีมือของตัวเองทำมาหากิน จะต้องเลี้ยงตัวเองได้อย่างแน่นอน

     

    แม้ว่าทิงเสวี่ยจะพูดอย่างจริงจัง แต่ในหูของหลินชุ่ยอิงกลับฟังเป็นเพียงคำพูดแบบเด็กๆ ไม่ถือสา “ถ้าลูกชอบกินแผ่นแป้งทอดต้นหอม งั้นเดี๋ยวตามป้าไปพักที่บ้านป้าสักสองสามวันนะ ป้าจะทำแผ่นแป้งทอดต้นหอมให้กินทุกวันเลย”

     

    ซูเจียหนิงที่กำลังก้มหน้าก้มตากินกระดูกอยู่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า “ใช่แล้วครับเสียวเสวี่ย ไปพักที่บ้านพวกเราสักสองสามวันสิครับ ที่บ้านผมมีของอร่อยๆ เยอะแยะเลยนะ”

     

    เมื่อถูกคะยั้นคะยอด้วยน้ำใจไมตรีอันดีงาม ทิงเสวี่ยก็ไม่ได้ปฏิเสธ

     

    ในชาติก่อน ตอนทิงเสวี่ยอายุสามสิบปี ในที่สุดก็ได้กลับมาที่หมู่บ้านต้าเหอ พ่อหายสาบสูญไป อาสามก็ตายไปนานแล้ว เธอจึงไปตามหาที่บ้านคุณป้ารอง

     

    ในตอนนั้น คุณป้ารองผมขาวโพลน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ส่วนซูเจียหนิงเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานอยู่ในเมือง จากนั้นก็แต่งงานกับผู้หญิงในเมือง เป็นคู่แบบหนุ่มบ้านนอกผู้ประสบความสำเร็จคู่กับสาวเมืองกรุงผู้สูงศักดิ์

     

    การแต่งงานที่ฐานะไม่ทัดเทียมกันนั้นเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิกวุ่นวาย

     

    เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้ลูกชาย คุณป้ารองจึงอาศัยอยู่ที่ชนบท ในตอนนั้น ซูชิ่งลี่ สามีของป้ารองเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

     

    สามีของป้ารองประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตอนออกไปทำงานต่างถิ่น ในตอนนั้นซูเจียหนิงเพิ่งจะเรียนอยู่ปีหนึ่งเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388