พี่น้ำกับพี่เมย์รู้สึกสงสัยจึงเข้ามาดู สุดท้ายแล้วจำต้องช่วยบาสหั่นเนื้อหมูให้เป็นแผ่น นี่เป็นเนื้อสันที่ถูกเลือกโดยพ่อค้าหมูเอ็ม นี่เป็นเนื้อราคาถูกที่สวยและเหมาะที่จะทำหมูปิ้ง มันเป็นเนื้อสันติดหมัน เคี้ยวไปหนึบหนับฟันนักแล
“หั่นเสร็จแล้วยังไงต่อบาส” พี่เมย์เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ในใจก็บ่นอิดๆออดๆว่าไม่น่าตามเข้มาเลย สุดท้ายเลยต้องช่วยหั่นหมู“เสร็จแล้วก็คือการหมัก”“แล้วมีเครื่องปรุงพร้อมแล้วใช่มั้ย” พี่น้ำถาม
“มีแล้ว ซื้อมาจากตลาดน่ะ” บาสยกถุงพลาสติกให้ดู ในนั้นมีเครื่องปรุงรวมถึงไม้เสียบลูกชิ้น
“แหมเตรียมพร้อมเลยนะลูก แล้วนี่จะหมักยังไง ทุกอย่างมันต้องมีสูตรนะจะทํามั่วๆไม่ได้เด็ดขาด”
การหมักหมูปิ้งหรือทำอาหารทุกอย่างล้วนมีสูตรนั้นๆที่แตกต่างกันไป แต่บาสลูกชายคนนี้ไม่เคยแม้เข้าครัว นี่สร้างความกังวลใจให้สามแม่ลูกไม่น้อย
“มีแล้วครับ ที่เหลือบาสจัดการเองก็ได้” บาสยังจำสูตรในอินเตอร์เน็ตได้ มันเป็นสูตรหมูปิ้งไม้ละห้าบาท ซึ่งต่างจากหมูปิ้งนมสดที่ขายไม้ละสิบ รายนั้นเรียกได้ว่ากินแล้วโคตรจะเลี่ยน ซึ่งต่างจากไม้ละห้าที่กินได้เรื่อยๆ
“จริงดิ แล้วไปเอาสูตรมาจากไหน?” พี่เมย์มองหน้าน้องชายแปลกๆ ปกติก็เอาแต่เที่ยวเล่นหรือนอนกรน จะเอาเวลาที่ไหนไปหาสูตรกันนะ
“ช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์ไงครับ มันมีรายการทำอาหารอยู่ บาสจำมาจากรายการนั่นแหละ” บาสลอบปาดเหงื่อบนหน้าผาก เขาไม่สามารถบอกได้ว่าสูตรมาจากอินเตอร์เน็ต
ไม่ใช่ว่ายุคนี้ไม่มีอินเตอร์เน็ต เพียงแค่มันยังไม่แพร่หลายเท่านั้น กว่าหมูบ้านดอนมดจะมีอินเตอร์เน็ตก็ปาไปหกปี ซึ่งเท่ากับว่าตอนนั้นบาสมีอายุ 21 แต่ใช่ว่าจะหาใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้เลย ในตลาดก็มีแต่มีน้อยจนนับได้ อีกอย่างความเร็วยังน้อยเหมือนหอยทาก ซึ่งต่างจากอนาคตที่เร็วยิ่งกว่าเครื่องบินเจ็ท
“อย่างนี้นี่เอง” พี่เมย์ไม่ได้สงสัยอะไรอีก
“โอเคงั้นจะเริ่มละนะ” บาสนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่ล้างจนสะอาดแล้วใส่ลงไปในครกหิน ครกหินนี้หนักมาก รวมกับสากที่ถืออยู่น่าจะสองกิโลกรัมพอดี ถ้าหากโขกแบบนี้ทุกวันมีหวังกล้ามได้ขึ้นแน่นอน
เมื่อใส่ของลงไปครบแล้ว บาสก็เริ่มโขกช้าๆ จากนั้นก็เริ่มเร็วขึ้นจนทุกอย่างละเอียด ปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะมองของในครก
“ถ้าหากฉันมีเครื่องปั่น อะไรอะไรคงง่ายกว่านี้” การมีเครื่องปั่นจะประหยัดเวลารวมถึงแรงที่ใช้ด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนั่งหั่นเนื้อหมูเป็นกิโลนั้นทรมานจริงๆ แล้วยังต้องมานั่งโขก พริกไทย กระเทียม รากผักชีอีก ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันคงต้องล้มฟุบบนที่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
“ให้แม่ช่วยมั้ยลูก” เห็นลูกนั่งปาดเหงื่อแล้วโขกสากแม่หน่อยก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะรู้ว่าสากหนักมาก อีกอย่างบาสเองก็ตัวเล็กจ้อยโขกนานๆแบบนั้นคงล้าไม่น้อย
“ไม่เป็นไรครับ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ว่าแล้วก็โขกต่อไป ผู้เป็นแม่ได้แต่ถอนหายใจ เฝ้ามองลูกอยู่ตรงนั้น
“งั้นพี่ไปก่อนนะ เสร็จแล้วเรียกด้วยล่ะ”
“เก็บแรงไว้คืนนี้ด้วยล่ะ ฝนตกมาจะได้มีแรงจับอึ่ง รู้มั้ย” พี่เมย์และพี่น้ำออกจากครัว พวกเธอไม่ลืมที่จะเตือนเขาถึงคืนนี้
บาสพยักหน้าโขกอีกสักสิบทีก็ละเอียด “แม่ มีกะละมังที่ล้างแล้วมั้ย”
“เดี๋ยวแม่ขอดูก่อน” แม่หน่อยลูกขึ้นยืน ควานหากะละมังที่ว่าอยู่นานกว่าจะยื่นให้บาส “นี่จ้ะ”
“ขอบคุณครับ” วางกะละมังไว้ตรงหน้า เอาเนื้อหมูที่หั่นแล้วลงไป จากนั้นตามด้วยรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่ละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างนุ่มนวล จากนั้นบาสก็หยิบเครื่องปรุงรสต่างๆมาวางไว้ตรงหน้า
“จำไม่ได้ว่าต้องใส่ประมาณเท่าไหร่ แต่ของแบบนี้ต้องค่อยๆทำ นี่เป็นครั้งแรกก็อาจจะมีข้อผิดพลาดกันบ้าง” ไม่มีอะไรสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก การปรุงอาหารเองก็เช่นกัน ถึงแม้เราจะรู้สูตรแต่การทำมันไม่เหมือนกับตัวหนังสือที่เขียนๆนี่
จำเป็นต้องกะเอาส่วนประกอบเข้าไปคลุกเคล้าให้อร่อยเหมือนร้ายขายดี เครื่องปรุงของบาสประกอบไปด้วย ซอสภูเขา ซีอิ้วหวาน น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ เกลือห่อละห้าบาทหนึ่งห่อ
แม่หน่อยนั่งมองลูกชายวางเครื่องปรุงอย่างห่วงๆ ถึงแม้จะมีอายุสี่สิบกว่าปีแต่ก็ไม่เคยปิ้งหมูย่างแบบที่เขาขายกันมาก่อน เธอจึงไม่สามารถแนะนำอะไรลูกชายได้
บาสเริ่มตรวงเครื่องปรุงใส่ช้อนยาว ประมาณเอาว่าเท่านั้นเท่านี้แล้วเทลงไปในกะละมัง จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน มองดูมือตัวเองที่ติดซอสต่างๆ ก่อนจะนำเข้าปาก “การชิมแบบนี้เองก็เป็นวิธีหนึ่งของการทำอาหาร มันจะทำให้ได้รสชาติที่พอดี และยังสามารถที่จะปรับเพิ่มได้ก่อนตั้งไฟ”
แน่นอนเขาไม่ใช่เชฟ เรื่องที่พูดมาทั้งหมดเอามาจากอินเตอร์เน็ตทั้งนั้น
แม่หน่อยรู้สึกว่าโลกทั้งใบหมุนคว้างอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนนี้กันนะ? ชิมแม้กระทั่งหมูดิบ ปกติเขาไม่แม้แต่จะทานของดิบ แม้แต่ลาบเลือดแซ่บๆที่พ่อรุ้งชอบกินยังไม่แตะเลย
“อื้ม....น่าจะต้องเพิ่มน้ำตาลและซอสภูเขาทองสักหน่อย” ว่าแล้วก็ใส่เครื่องปรุงเพิ่ม คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง
“เอาล่ะเสร็จแล้ว” บาสมองผลงานตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นอาหารที่ปรุงด้วยฝีมือตัวเอง จึงรู้สึกภูมิใจไม่น้อย
“แล้วจะปิ้งหมูเลยมั้ยลูก แม่จะได้ก่อไฟ...” แม่หน่อยถาม
บาสส่ายศีรษะ “ยังครับ ตอนนี้หลังจากหมักเนื้อหมูเสร็จ จำเป็นที่จะต้องเสียบไม้”
“เสียบไม้...โอ้นั่นสินะ แม่ลืมไปได้ยังไงเนี่ย”“ฮ่าฮ่า สงสัยแม่ไม่ได้ไปตลาดบ่อย คงจะลืมว่าหมูปิ้งต้องเสียบไม้” “ก็คงงั้น ใครจะเหมือนเรากับพ่อล่ะ ช่วงนี้ไปทุกเย็นวันเลยนี่” แม่หน่อยมองค้อนบาสเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน “นั่นคือก้าวแรกของธุรกิจครับ เอาล่ะตอนนี้มาช่วยบาสเสียบไม้ก่อนได้มั้ย”“ได้สิ แล้วจะเริ่มเสียบยังไง...” “แบบนี้ครับ ใช้ทางยาวเสียบลงไป มันก็จะพอดีกับไม้”
นี่เป็นวันแรกที่หั่นเนื้อหมู เพราะงั้นรูปร่างของเนื้อจึงค่อนข้างแย่ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่นัก
แม่หน่อยทำตามอย่างที่บอก การเสียบไม้หมูหนึ่งกิโลกรัมกินเวลาไม่น้อย ส่วนหมูอีกโลเขาเก็บไว้ลองเผื่อมีอะไรผิดพลาด บาสไม่สามารถนั่งเสียบได้จนหมด เพราะอยู่ๆฝนก็เทลงมาดังจ๊าก! พี่เมย์และพี่น้ำลงมาจากชั้นสอง ตามน้องชายจับอึ่งไปขายที่ตลาด
“แม่ครับ ถ้ายังไงหยุดก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวบาสจะไปจับอึ่งกับพี่เมย์พี่น้ำสักหน่อย”
แม่หน่อยส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวก็เสร็จแล้วลูกไปเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวแม่จัดการเอง”“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ หลังจากเสียบเสร็จแล้วใส่ตู้เย็นไว้ให้บาสด้วยนะ”“จ้าๆ ไปเถอะลูก”
สามพี่น้องใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่เก่าๆ ในมือถือถังจับอึ่ง ทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะ วันนี้ไม่ได้จับที่หน้าบ้าน แต่เป็นด้านหลังโรงเรียนดอนมด ซึ่งข้างหลังนั้นเป็นป่ามัน อึ่งน่าจะมาก บาสที่เป็นเสนอรู้เรื่องนั้นดี ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงได้อึ่งมาคนละห้ากิโลกรัม!
ส่วนพ่อรุ้งนั้นวันรุ่งขึ้นก็ไปตกปลาหว่านแห จับปลาเพื่อไปขายที่ตลาด แม่หน่อยได้ฟังรายละเอียดจากพ่อรุ้งแล้ว แกก็ทำน้ำจิ้มอย่างที่เคยทำใส่กระปุกให้ น้ำจิ้มที่ทำนั้นเรียบง่าย ใช้พริกป่น บีบมะนาว ตามด้วยน้ำปลา แค่นี้ก็ได้น้ำพริกสำหรับปลาดุกอย่างอร่อยๆแล้ว
ส่วนหมูปิ้งของบาสที่หมักนั้น ยังคงอยู่ในตู้เย็นเช่นเดิม เขายังไม่มีโอกาสได้ลองเพราะตื่นเช้าก็ต้องไปโรงเรียน กลับมาก็ต้องไปขายอึ่งที่ตลาด กว่าจะว่างก็เป็นช่วงเย็นของวันเกือบหนึ่งทุ่มนู่นแหละ
“บาสช่วงนี้มึงไม่เห็นไปเล่นกับพวกกูเลยวะ เกิดอะไรขึ้นกับมึง” อี๊ดถาม ช่วงนี้บาสไม่ได้ไปเล่นด้วยเหมือนเมื่อก่อน จึงรู้สึกว่ามันแปลกๆ แม้แต่คนโง่อย่างเขายังเข้าใจเรื่องนี้ แล้วคนอื่นจะไม่รู้สึกเช่นไร
เพลิงเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น เขาเสริมคำพูดของอี๊ดและชวนบาสให้ไปเล่นด้วย
บาสส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้ว่ะ วันนี้กูต้องไปตลาด”
“ไปตลาด? ไปยังไงวะ รถสองแถวมีวิ่งเข้าตลาดแค่ตอนเช้านะเว้ย หรือว่ามึงจะปั่นจักรยานไป!” อี๊ดตะลึงค้าง การปั่นจักรยานไปตลาดจำเป็นต้องใช้แรงขาจำนวนมาก แค่คิดถึงระยะทาง 7 กิโลเมตรใบหน้าพลันถอดสี
“จริงดิ นี่มึงปั่นจักรยานไปตลาดจริงหรอวะ! ทำไปได้ไง หรือว่ามึงจะแอบไปเล่นเกมที่ตลาดใช่มั้ย กูรู้น่า” เพลิงเห็นด้วยกับคำพูดอี๊ด หากไม่ขึ้นรถสองแถวไปตอนเช้าก็มีแต่ต้องปั่นจักรยานไปเอง และการที่จะปั่นไปตลาดก็มีเพียงอย่างเดียว บาสจะต้องเข้าไปเล่นเกมในตลาดแน่ๆ
บาสส่ายหน้าพร้อมกับฝืนยิ้ม “พวกมึงทายผิดว่ะ กูไม่ได้ปั่นจักรยานไป แต่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปต่างหากเว้ย”
การมีรถมอไซค์ในยุคนี้ถือว่าเป็นคนมีฐานะไม่น้อยเลย และยิ่งมีรถยนต์ขับก็จะทำให้เพื่อนบ้านหรือคนในหมูบ้านอิจฉาตามๆกัน แต่หากเป็นยุคอนาคตนี่ไม่นับเป็นเช่นไรเลย
“รถมอเตอร์ไซค์? แล้วมึงไปเอารถมอเตอร์ไซค์มาจากไหนวะ” อี๊ดเกาศีรษะดังแกร๊กๆ ก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้ พ่อรุ้งหลังจากใช้รถเสร็จก็คลุมด้วยผ้าผืนโตจอดไว้ใต้ถุนบ้าน ถ้าหากไม่เข้ามาในบ้านจะไม่รู้เลยว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์
“ซื้อดิวะ” บาสไม่ได้ปิดบัง
“จริงดิอยากลองขับว่ะ เนอะเพลิง” เพื่อนทั้งสองต่างคะยั้นคะยอให้บาสพาไปดูรถ พวกเขาอยากขับแง้นๆ เหมือนเด็กสก็อย...