แม้จะดึกมากแล้ว แต่ในเรือนหลังใหญ่แห่งหนึ่งยังปรากฏเงาร่างคนสองคนพูดคุยกันเบาๆ
“ ท่านจะทำอย่างไรต่อไป “ น้ำเสียงแหบต่ำกล่าวอย่างติดกังวล
“ ฮึ เ้ายังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นรอดูท่าทีไปก่อน อย่าได้แหวกหญ้าให้งูตื่น “ น้ำเสียงหวานกระด้างตอบกลับอย่างเด็ดขาด
ทั้งสองพูดคุยกันเงียบๆค่ำคืนนี้ยังคงถูกกำหนดให้เป็คืนที่ยาวนานต่อไป
หิมะแรกโปรยปรายมาได้เกือบเดือนแล้ว และก่อนที่มันจะตกลงมาอย่างหนักเหมือนเช่นตอนนี้กู้เซียนเซียนก็ขึ้นเขามาสวดมนต์ได้สองวันแล้ว
นางมาตามกำหนดการเดิมเหมือนเช่นทุกครั้ง
เวลานี้เซียนเซียนกำลังมองไปรอบๆพื้นที่ด้านหลังของหอสวดมนต์ที่ตอนนี้ขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาท่ามกลางขุนเขาสลับทับซ้อน ธรรมชาติที่เงียบสงัดอากาศเย็นจนเข้ากระดูกรอบๆแผ่ความสงบไปทั่วบริเวณ ส่วนของสิ่งปลูกสร้างของอารามไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือถูกก่อสร้างขึ้นอย่างวิจิตรสถานที่แห่งนี้ถูกออกแบบขึ้นมาอย่างเรียบง่าย กลมกลืมกับสภาพรอบด้านอย่างแท้จริงประหนึ่งถูกธรรมชาติบดบังซุกซ่อนไว้ การได้อยู่ในสถานที่เงียบสงบเช่นนี้ทำให้นางได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง นึกทบทวนเหตุการณ์ในจวนที่เหมือนจะบังเอิญเปลี่ยนไปใน่หนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา
พี่ใหญ่กู้หยุนของนาง หากเขาอยู่ที่จวน เขาจะเพียรมาพบนางที่เรือนบ่อยขึ้น
มอบของให้นางตามสมควร
พูดคุยกับนาง แม้ไม่เคยเกินชั่วยาม แต่ถือว่ามากที่สุดเมื่อรวมๆกันในหลายปีนี้
เขาไล่ถามสภาพความเป็อยู่ของนาง
ตำหนิบ่าวไพร่ที่ดูแลนางและเขายังถือวิสาสะไม่แจ้งฉู่มามาจัดการเปลี่ยนบ่าวเกือบทั้งหมดในเรือนของนางเสียใหม่
นอกจากนี้พี่สาวฝาแฝดสองคน แม้ไม่ได้มาหานางทว่าก็ไม่มีทีท่าหาเหตุมาใส่หัวของนางอีก
รอบๆตัวนางตอนนี้ล้วนมีเื่ดีๆเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เทียบกับเมื่อก่อน อย่าว่าแต่เื่ดีๆเลยแค่ไม่มีเื่มีราวแต่ละวันก็ถือว่ามีโชคมากแล้ว
นางครุ่นคิดและยกมือขึ้นมาลูบหยกขาวที่แขวนคอยู่มันเย็บเยียบจนไม่รู้ว่าเป็ผลมาจากอากาศที่หิมะเพิ่งหยุด หรือมาจากตัวเนื้อหยกเอง นางครุ่นคิดขณะเดินเล่นแถบชายป่าด้านข้างเรือนไปเรื่อยๆ
ภายในสถานที่แห่งนี้แบ่งฟากชายหญิงชัดเจน ไม่มีนักบวชมีแต่ผู้อุทิศตนในวิถีแห่งเต๋าทั้งชายหญิงเท่านั้น ทั้งาุโ และอ่อนาุโ ผู้คนจากภายนอกมีเพียงเบาบางโดยเฉพาะตอนนี้ที่หิมะตกแล้ว คนในจึงไม่ออกและคนนอกก็ไม่เข้ามาเติมอีก
ถ้านับถึงวันนี้นางอยู่ที่นี่ได้ 7 วันแล้ว ชีวิตประจำวันเหมือนวันแรกที่นางมาจนตอนนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน
ตอนเช้านางท่องคัมภีร์เบญจศาสตร์อู่ซู หากยังพอมีเวลาเหลือนางจึงจะฝึกคัดสมบัติสามประการอันเป็วิถีแห่งเต๋าเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ก็ผ่านไปในแต่ละวันอย่างไม่ยากเย็น
วันที่นางออกจากจวนเพื่อมาอารามแห่งนี้ มารดาของนางยังยืนส่งนางที่หน้าประตูหน้าสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยนยิ่งนัก ยังบอกให้นางหมั่นเอาใจและแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์หญิงอีกด้วย
ต้องบอกก่อนว่าอาจารย์หญิงที่ว่านั้นเป็อาของนางเอง นางนับถือและเข้าสู่วิถีปฏิบัติแห่งเต๋ามา15 ปีแล้ว แม้บ้านเดิมของทางมารดาจะไม่ส่งเสริม แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน กลับดีเสียอีกเพราะการที่บ้านใดมีบุตรสาวที่สำรวม ไร้ข้อครหา รักษาตัวสะอาดบริสุทธิ๋เช่นนี้ มักช่วยส่งเสริมให้พี่น้องแลดูเป็กุลตรีที่ได้รับการอบรมเพิ่มโอกาสการแต่งงานผูกอำนาจวาสนาของคนในตระกูลเข้าไปอีก ดูอย่างมารดาของนางแม้ว่าอำนาจเงินจะมีส่วนมากกว่าแต่พื้นเพครอบครัวก็ต้องมีอย่างน้อยสองส่วนที่ส่งเสริมให้มารดาได้เป็ฮูหยินรองของบิดานางในตอนแรกแม้จะมีฐานะในจวนเดิมเป็ลูกอนุก็ตาม
ั้แ่นางมาที่นี่ตอนอายุเพียงสี่หนาวก็มีอาจารย์หญิงคอยดูแลมาตลอด ความเอาใจใส่ที่อาจารย์มีต่อนางบางครั้งก็รู้สึกว่าเหนือกว่ามารดาที่ทำให้นางเสียอีก เพราะความเมตตาอาทรนั้นมีค่านางรู้ดีนางจึงทะนุทะนอมไม่เคยคิดใช้สิ่งนั้นให้เกินเลย รวมถึงไม่เคยเรียกร้องใดๆเพิ่มเติมอีก
นางมองเห็นบ่าวคนสนิทเดินเข้ามาไกล้ๆแล้ว
กู้เซียนเซียนยกยิ้มอย่างร่าเริงให้กับเฝิงหรานที่เดินมาทางนาง
“คุณหนู บ่าวเดินหาท่านอยู่นานสองนาน” เสียงบ่าวนางดังแว่วมา ก่อนจะมายืนอยู่เบื้องหน้าของเซียนเซียน
ประโยคนี้ทำให้เซียนเซียนถึงกับเลิกคิ้วนางเดินวนเวียนอยู่ด้านหลังหอสวดมนต์ ยังไม่ได้ไปไหนเกินลี้เลยที่ตรงนี้ยังเห็นหลังคาของเรือนสวดมนต์อยู่ด้วยซ้ำ
“ต่อไปหากท่านจะเดินไปที่ใหนท่านบอกบ่าวไว้ซักนิดเถอะ “
เฝิงหรานกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดีแล้วค่อยๆดึงมือของคุณหนูสี่มาจับไว้ั้แ่มาที่นี่นางมีความสุขมากว่าอยู่ในจวนจริงๆเพียงแต่ประโยคนี้นางไม่ได้เอ่ยกับคุณหนูของนางเท่านั้น
“มือท่านเย็นมาก”นางพูดพลางถูมือสองข้างของตนลงไปที่มือของเซียนเซียนเบาๆหวังเพิ่มความอบอุ่นให้กับมือเล็กๆของนาง
เซียนเซียนยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายระยับ “ข้าไม่หนาว เ้ายังไม่ไว้ใจเสื้อผ้าที่เ้าประเคนมาใส่ให้ข้าหรือ “ ตอนนี้นางอ้วนกลมเหมือนแม่นพองขนแล้ว
“ คุณหนู ที่นี่อยู่ห่างไกลจากเมือง ไม่มีหมอมีเพียงคนที่พอรักษาโรคเล็กๆน้อยๆได้เท่านั้น ท่านอย่าได้ประมาทเด็ดขาดเชียว “นางพูดในขณะที่มือยังคงถูมือไปมาบนมือของเซียนเซียน
มือผอมบางนิ้วยาวเรียวของเฝิงหรานไม่ได้ให้ัันุ่มนวลเฉกเช่นมือของนาง แถมบนฝ่ามือนางบางจุดมีไตแข็งจากการทำงานหนักแต่เซียนเซียนรู้สึกถึงความอบอุ่นเอาใจใส่ถ่ายทอดผ่านมาจากมือหยาบกระด้างคู่นั้น
เซียนเซียนยิ้มระหว่างเอ่ยตอบนาง“ เ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าไม่หนาวจริงๆ ข้าอยากเดินเล่นแถวนี้อีกซักพักก็จะกลับเข้าไปแล้วอืม..ดูเ้าสิ ไกล้ที่พักเราถึงเพียงนี้ ยังจะห่วงอีก“
“ถ้าอย่างนั้น บ่าวขอตัวไปดูที่ห้องครัวก่อนเผื่ออาจารย์หญิงมีอะไรให้ช่วย ท่านเดินเล่นแถวนี้ระว้งตัวด้วยแล้วอีกซักพักท่านตามข้ากลับมาเข้าเรือนเถิด” เฝิงหรานค่อยๆปล่อยมือนางออกจากการจับกุมมือของเด็กหญิงก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ตอนนี้ดวงอาทิตย์ที่คล้อยมาทางด้านทิศตะวันตกเพียงเล็กน้อย
“ เข้าใจแล้ว เ้าไปเถอะ “ พูดจบเซียนเซียนก็หมุนตัวเดินผละจากมา
หลังแยกกันได้ไม่นาน ตอนที่เด็กหญิงเดินเล่นไปมาซักพักก็เห็นดวงตาสีแดงเล็กๆสองดวง นางเพ่งสายตามองอีกรอบพลันเห็นกระต่ายน้อยสีขาวขนปุกปุยตัวหนึ่งกึ่งะโกึ่งวิ่งไปบนพื้นหิมะ
นางเห็นที่ขาของมันมีรอยแผลทำให้เืสีแดงเปื้อนไปบนพื้นหิมะสีขาว
ขณะกำลังคิดจะเดินไปจับมันขึ้นมากระต่ายตัวนั้นก็เหมือนมีกลไกพิเศษ มันะโวิ่งหนีไปทางป่าอย่างทุลักทุเลอาการาเ็ที่ขาส่งผลให้มันเชื่องช้าลงกว่าพฤติกรรมตามธรรมชาติของมันมาก
นางจึงค่อยๆเดินตามมันเข้าไปตรงชายป่าแม้จะเป็หน้าหนาว ป่าไม่ได้รกทึบเหมือนฤดูคิมหันต์แต่พื้นก็ลื่นและชื้นแฉะทำให้นางลื่นหกล้มอยู่สองสามครั้งเลยทีเดียว
กระต่ายตัวนั้นหยุดยืนสองขา ก่อนหันมามองนางและวิ่งไปข้างหน้าต่อช้าๆ
นางเดินๆวิ่งๆตามมันไปทว่าก็หันไปดูด้านหลังเรื่อยๆหากนางไม่สามารถมองเห็นหลังคาของหอสวดมนต์ได้ นางจะหยุดเลิกตามกระต่ายน้อยตัวนั้นเพราะมันเสี่ยงเกินไปที่จะพลัดหลงเข้าไปส่วนลึกของป่า แม้ใจจะอยากช่วยมันก็ตามที
‘ กระต่ายหายไปไหนแล้ว ‘ นางเพียงพลาดจากการจับตามองชั่วครู่ ก็ไม่เห็นตัวมันแล้ว
กู้เซียนเซียนเดินวนอยู่แถวนั้น จนรู้สึกถึงรองเท้าที่เริ่มชื้นมากขึ้นนางตัดสินใจจะเดินกลับ ถือเสียว่าไร้วาสนาต่อกันกับเ้ากระต่ายโชคร้าย
ตอนที่กำลังจะหันหลังกลับตามทางที่เดินจากมานางก็เห็นดวงตาสีแดงคู่นั้นแอบอยู่ที่โพรงไม้ทึบด้านข้าง
ตอนที่กำลังเอื้อมมือเข้าไปไกล้เ้าของดวงตาสีแดงคู่นั้นก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านหน้าของนางไป
เซียนเซียนใจนผงะถอยหลังไปหลายก้าว
หัวของนางสั่งให้วิ่ง หรือร้องะโให้คนได้ยิน
เพิ่งจะแค่คิด ก็มีมือเย็นๆมาปิดปากนางไว้ และรวบตัวนางไว้ด้วยมืออีกข้างทันที
เสียงกระซิบเย็นเยียบแหบพร่า “ หากเ้าอยากตาย ก็รีบร้องสิ “
แม้อากาศจะหนาวเย็น คนด้านหลังนางกลับมีร่างที่อุ่นจัดเขามีกลิ่นใบสะระเหน่และกลิ่นยาสมุนไพรจางๆ ความสูงนางตอนนี้เพียงหน้าอกเขาเท่านั้นประโยคที่เขาพูดกับนางจึงต้องก้มหัวลงจนคางของเขามาเกยอยู่ด้านข้างหูของนาง
เขารวบจับนางไว้จากด้านหลัง ตอนนั้นเอง นางถึงสังเกตุเห็นว่าที่ด้านหน้ามีคนอีกสองคนเดินมองสำรวจไปรอบๆบริเวณเดียวกันนี้ด้วยแม้จะเห็นแต่ไกล แต่นางมั่นใจว่าทั้งสองคนนั่นก็ไมใช่คนดี เพราะพวกเขาปิดหน้าปิดตาในมือยังถือกระบี่คนดีที่ไหนจะทำเช่นนี้บ้าง
“ เดินมากับข้าช้าๆ ไม่ส่งเสียง เ้าทำได้หรือไม่“ เขาถามนางเบาๆ ก่อนลอบมองไปที่ชายแปลกหน้าทั้งสองและดันให้นางเดินไปข้างหน้าพร้อมกันกับเขา
นางพยักหน้าหลายที เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่านางเข้าใจ
“ หากเ้าส่งเสียง ไม่ต้องให้ข้าลงมือเ้าได้ตายแน่นอน ไม่แน่ว่าคนในวัดนั่นจะได้ตายไปพร้อมเ้าด้วย “ เขาพูดพร้อมใช้มือที่จับตัวนางไว้ชี้ไปทางอารามนางจีงรีบพยักหน้าเร็วๆอีกครั้ง
‘โจรชั่วคงไม่ค่อยได้เข้าวัดถึงได้แยกอารามเต๋ากับวัดไม่ออก ‘นางคิดไวๆ ถึงแม้ว่าเื่ความเป็ความตายจะสำคัญกว่าความรู้รอบตัว แต่ความรู้สึกผิดชอบของนางยังคงอยู่จะให้ไม่คิดอะไรเลยก็คงไม่ได้
‘ เอาเถอะ ถ้ารอดไปได้ข้าจะไปบอกพี่ใหญ่หาป้าย อารามเต๋า มาติดไว้ด้านหน้าก่อนขึ้นเขา ไม่สิ เอาไว้ที่หน้าอารามเลยดีกว่า’ นี่นางคิดอะไรอยู่กันแน่เวลานี้ใช่จะมาอธิบายเื่พวกนี้หรืออย่างไร นางเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
เพียงแค่คิดว่าสถานการณ์ไหนหากถึงเวลาตายก็คงต้องตาย จะคิดมากไปทำไม ขอเพียงโจรชั่วไม่ทำให้นางตายทรมานเกินไปนักก็นับว่าต้องขอบคุณ์หรือโจรชั่วคนนี้แล้ว
นางไม่ดิ้นรนขัดขืน ไม่ร้องขอความช่วยเหลือพฤติกรรมประหลาดเหล่านี้ทำให้ ’ โจรชั่ว’ ดูวิตกอยู่บ้างแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่านางจะมาไม้ไหนมิใช่พอเขาปล่อยมือจากปากนางแล้วนางจะร้องะโหรือวิ่งหนีหรอกหรือ
เขาลากเด็กหญิงมาด้านข้างของเนินเขาสูงที่ๆพวกเขาซ่อนตัวมีชะง่อนโขดหินอยู่ ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้หิมะที่เริ่มตกลงมาอีกรอบเปลี่ยนจากละอองเป็เม็ดหนา จะได้ช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยของเขาไว้ได้
แต่์ไม่เข้าข้างโจรชั่วคนแปลกหน้าสองคนเดินตรงมาทางพวกเขาแล้ว
เขาปล่อยมือจากเอวนางและยื่นมือไปกำดาบสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวแทนก่อนหันไปกระซิบกับนางแกมสั่งว่า “เ้าเดินไปด้านโน้น และอย่าหันกลับมา “
เซียนเซียนพยักหน้ารัวๆ
‘ปล่อยช้าไป ช้าก็จะวิ่งหนีไปอยู่แล้วไม่ต้องรอให้โจรเช่นเ้ามากำชับ’
นางไม่ได้เงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำไปเพราะกลัวว่าเห็นหน้าฆาตรกรแล้วจะโดนฆ่าปิดปาก
“ ขอโทษด้วย” เขาพูดเสียงแ่เบาที่ข้างๆหูนางแล้วคลายมือที่ปิดปากนางออก
“ ไปซะ “เขาชี้มือไปในทิศทางตรงข้ามกับที่ชายแปลกหน้าสองคนยืนอยู่ และดันหลังให้นางออกเดิน
ทันทีที่เขาคลายมือออก นางก็รีบพละออกมาจากมือคู่นั้นก้มหน้าและรีบย่างเท้าออกไปทันที หางตาเหลือบมองแต่ปลายเท้าของ “โจรชั่ว” และคอยสังเกตุชายสองคนที่ยังคงยืนอยู่ไกลๆไปด้วย
นางก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปตลอดทางนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเสียง ทิ้งร่องรอยให้น้อยที่สุด และไม่หันกลับมามอง
จนเกือบจะก้าวพ้นบริเวณนั้นได้แล้วแต่กลับได้ยินเสียงเหมือนของกระทบกิ่งไม้ทำให้หิมะที่สะสมอยู่ตามกิ่งไม้ร่วงหล่นลงมาทั้งกอง ทุ่มใส่ลงบนหัวนางทั้งหมด
“ อ๊า…” นางสงเสียงร้องด้วยความใแม้ไม่ดังมาก ทว่าเพียงพอให้สองคนที่อยู่ไกลๆได้ยินตอนที่นางพยายามจะลุกขึ้นยืนขาสองคู่ก็ก้าวมายืนอยู่ข้างๆนางแล้วพร้อมกระบี่ยาวสะท้อนประกายแดดกับพื้นหิมะวิบวับ
แม้ว่าจะทำใจไว้สำหรับเหตุการณ์ทุกๆอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นแต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ นางก็ตัวสั่นราวกับลูกนก ‘ข้าต้องตายแบบนี้จริงๆหรือ’
ประโยคที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในความทรงจำต่างๆฉายผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วความใกลัวทำให้นางไม่คิดอะไร ได้แต่รีบลุกขึ้นวิ่ง ในขณะที่คนสองคนก้าวยาวๆตามมาโดยไม่เร่งร้อนเพียงย่างเท้าพร้อมมีดสั้นติดตามนางไปเรื่อยๆ
นางยังคงวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆโดยไม่รู้ทิศทาง ตอนที่เพิ่งรู้ตัวว่าวิ่งมาจนสุดทางแล้วขาข้างหนึ่งของนางก็เกือบหวุดหวิดจะตกลงไปหน้าผาเบื้องหน้า
บุรุษปิดหน้าสองคนยังคงก้าวมาที่นางช้าๆ
“ลูกพี่.. เด็กนี่ จะให้ทำยังไงฆ่า?“ เ้าคนแรกถามบุรุษร่างสูงกว่าที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเสมือนกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศทั่วไป
“จับไปเรียกเงินเถอะ นางมาพักที่อารามนี้คงพอมีเงินติดตัวมาบ้าง “ ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ มองมาที่นางแม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าของนางธรรมดาจนไม่อาจจะธรรมดาไปได้มากกว่านี้อีกแล้วแต่ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดของนาง บอกอย่างชัดเจนว่าเด็กนี่ไม่เคยทำงานหนัก
“ อืม แล้วแต่เ้าเถอะ” คนที่มีรูปร่างเตี้ยกว่าจึงย่างเท้าเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตอนที่นางกำลังจะขยับเท้าหนีพลันสติก็ดับวูบลง
‘ ข้าอยู่ที่ไหนกัน’ นางสะบัดหัวเล็กน้อยขณะมองไปรอบๆแม้สติจะยังไม่แจ่มใส เจ็บต้นคอจนรู้สึกวิงเวียนไปหมด ถึงกระนั้นก็รอจนแน่ใจว่าไม่ได้ยินเสียงคนอยู่ไกล้ๆนางกระพริบตาและสะบัดหัวไปมาเบาๆครู่หนึ่งกระทั่งสามารถปรับสายตามองสำรวจรอบๆบริเวณที่อยู่ได้
‘ ไม่มีคน ไม่มีคนจริงๆ ’ นางคิดและค่อยๆลุกขึ้นนั่งช้าๆอย่างระมัดระวัง
‘ ถ้ำ ? ที่ไหนกัน’ความคิดตีกันวุ่นวาย พยายามคิดทบทวนว่าแถวอารามมีถ้ำอยู่ตรงไหนหรือเคยได้ยินอาจารย์หรือศิษย์ของอารามพูดถึงถ้ำตอนไหนบ้างสมองของนางกลับนึกไม่ออก
ในถ้ำมีเพียงกองไฟ เสียงไม้แห้งถูกเผาส่งเสียงเปรี้ยะๆอยู่ตลอดเวลา ผสานกับเสียงลมพัดวูบไหวจากภายนอก บ่งบอกว่าอากาศด้านนอกนั้นหนาวเย็นเพียงใด
กู้เซียนเซียนรู้ว่าหากรอให้โจรสองคนกลับมานางคงไม่มีโอกาศที่จะหนี ตอนนี้นางจึงได้แต่ค่อยๆพยุงตัวโดยอาศัยเกาะผนังถ้ำชื้นแฉะพยายามเดินให้เร็วที่สุดเพื่อออกมาจากถ้ำ แม้ว่าอาจจะออกมาหนาวตายภายนอกก็ตาม
ตอนนั้นเองเสียง เสียงปะทะกันของดาบ กระบี่เสียงคนร้องและเสียงะโฟังไม่ได้ศัพท์ก็ดังขึ้นที่ด้านนอกแม้จะรู้ว่าไม่ได้อยู่ใกล้ปากถ้ำ แต่นางก็ไม่กล้าออกไปทันที
นางยื่นหน้าเล็กๆออกไปสำรวจก่อน ตรงนั้น…พวกโจรกำลังปะทะกับคนที่ไม่รู้ว่าเป็ใครอีกกลุ่มหนึ่ง เ้าสองคนที่จับนางมาก็อยู่ในกลุ่มที่กำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยและดูเหมือนกำลังจะเสียเปรียบ
ทันใดนั้นมีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับที่บ่าของนาง
“ ไม่” เด็กหญิงอุทานด้วยความใพลันหันหน้าไปมองทันที“เป็เ้า”
นางมองเห็นเ้าโจรชั่วปิดหน้าที่จับตัวนางไว้ตอนแรกชุดผ้าฝ้ายดิบสีหม่นของเขาเปรอะเปื้อนโคลน และมีเืเลอะอยู่ที่ปลายแขนเสื้อ
เขาเองก็ส่งสัญญาณให้นางเงียบเสียง “ ชูว์”
“หากเ้าอยากตายที่นี่ ก็รีบะโ” เขาพูดประโยคเดิมที่เคยพูดกับนางในครั้งแรกแตกต่างเพียงไม่ได้เอามือมาปิดปากนางเหมือนรอบแรกที่เจอกัน แค่กระซิบบอกนางให้เงียบเท่านั้น
นางยังจำกลิ่นใบสะระแหน่และกลิ่นยาบนร่างของเขาได้แม้ตอนนี้จะมีกลิ่นเืจางๆผสมอยู่ด้วยก็ตามที
ยังไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้คิดอะไรเขาก็คว้ามือเล็กๆของนาง ลากออกไปจากถ้ำอย่างรวดเร็ว
มือเขาและมือนางช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
มือหยาบกระด้างที่มาจากการจับดาบฝึกยุทธ์กับมือนุ่มนิ่มของนาง
เขาฝืนเดินฝ่าหิมะออกจากถ้ำไปเรื่อยๆแม้จะลากคนข้างหลังไปด้วยแต่เขาไม่แม้กระทั่งจะหันไปดูว่าสภาพนางตอนนี้เป็ยังไงบ้างหนทางข้างหน้ายังปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนตอนนี้หวังเพียงว่าคนของเขาจะสามารถสกัดคนเ่าั้ไว้ได้
เมื่อเดินไปได้ซักพักจนแน่ใจว่าออกมาห่างจากจุดนองเืพอสมควรแล้ว พวกเขาจึงยุดพักบริเวณที่มีต้นไม้หนาทึบพงหญ้าที่กลายเป็เกล็ดหิมะแข็งรอบด้าน
“ เ้าเป็พวกเดียวกับคนพวกนั้น “ เด็กหญิงจู่ๆก็โผล่งถามประโยคนี้ขึ้น
ชายหนุ่มที่ตอนนี้ยังคงมีผ้าปิดหน้าอยู่ สะบัดมือของเขาออกจากมือเล็กๆของนางทันที
“เ้าโง่หรือเปล่า” เขาไม่คิดว่าที่เขาเสี่ยงชีวิตย้อนกลับไปช่วยนางกลับเป็ว่าเขาเป็พวกเดียวกันกับคนกลุ่มนั้น
“ หากรู้แต่แรกว่าเ้าไม่ฉลาดขนาดนี้ข้าน่าจะปล่อยเ้าตายที่ถ้ำนั่น” เขาย้ำประโยคที่มีความหมายเดิมอีกหน
กู้เซียนเซียน นางไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาดูถูกน้ำใจของผู้อื่นเช่นนี้เพียงแต่ก็ต้องยอมรับว่า เื่โชคร้ายทั้งหมดของนางวันนี้ล้วนมีต้นเหตุมาจากคนผู้นี้ทั้งสิ้น
“ หนทางจากนี้เ้าเดินไปเอง” เขาพูดพร้อมกับหันหลังออกเดินไปอีกด้านหนึ่งทันที
“ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน ท่านอย่าเพิ่งไป “ นางเปลี่ยนคำเรียกขานเขาแล้ว ชายหนุ่มคิดพร้อมมองไปที่นางด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ข้า ข้าไม่รู้ทาง ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน” นางเอ่ยเบาๆ
“ เ้าไม่กลัวข้าแล้ว ? “ เขาย้อนถามนางก่อนเดินเข้าไปไกล้จนนางต้องถอยไปด้านหลังสองสามก้าว
คำถามนี้นางไม่ได้ตอบออกมา แต่ตอบในใจว่า ‘ยังคงกลัวเ้า โจรชั่ว แต่ข้ากลัวคนกลุ่มนั้น กลัวหมาป่า กลัวความมืดตอนนี้มากกว่า’
“ กลัวจนโง่งมไปแล้ว” เขายังคงทับถมนางก่อนสั่งเสียงห้วน “ ตามมา”
เขากลับไปเดินนำนางอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้ดึงมือนางไปด้วยเท่านั้น
เพราะนางขาสั้น เขาเพียงก้าวยาวๆส่วนนางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตลอดทาง
ตอนที่มองเห็นอารามเต๋าอีกครั้งนั้นกู้เซียนเซียนแทบจะหลั่งน้ำตา นางรู้ว่านางรอดแล้ว
“ไสหัวไป” เขาพูดเสียงเบาแต่หนักแน่นไล่นางทันที
“ เฮ๊อะ ...” นางไม่ได้เอ่ยขอบคุณแต่รีบวิ่งนำหน้าเขา ก่อนเลี้ยวเข้าไปทางกำแพงของอาราม
ตอนที่กำลังจะวิ่งผ่านไป ชั่วขณะที่นางหันกลับมานางมองเห็นโจรชั่วค่อยๆเอนตัวพิงต้นไม้ และทรุดลง
ที่ด้านหลังของเขาดูอ่อนแอยิ่งไม่เหมือนโจรปากร้ายเมื่อครู่แม้แต่น้อย
เขาค่อยๆนั่งพิงต้นไม้ โดยไม่ขยับไปไหน
นางขมวดคิ้ว ‘ นี่ อะไรอีกแล้วทำไมเขายังอยู่’
รออีกครึ่งเค่อ เขาก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น
กู้เซียนเซียนตอนนี้นึกถึงคำกล่าวหนึ่งของชาวยุทธ‘ ์มีทางไม่เดิน นรกทางตันดันฝ่า’ นางไม่ใช่คนในยุทธจักรเ่าั้จะเดินกลับไปดูเขาดีหรือไม่ ตอนนี้นางรอดแล้ว จะทำอย่างไรดี
ระหว่างความดี ความชั่วตีกันอยู่ในหัวขาของนางก็ค่อยๆก้าวเดินไปหาเขาแล้ว