“ไปด้วยข้าต้องไปกับเ้าอยู่แล้ว! นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่มีเพื่อนคุยแบบเ้า แถมเ้ายังใจดี คอยเอาผลไม้ป้อนให้ข้าอีก”
“เ้าไม่เก็บผลไม้บางส่วนไปด้วยหรือ เอาไว้กินกลางทาง ด้านนอกผลไม้ไม่อร่อยนะ”
“ข้ากำลังคิดอยู่ ถ้าหาเถาวัลย์มาถักทอเป็ถุงย่าม แล้วใส่ผลไม้ แต่ว่าข้าทำไม่เป็” นางพูดเสร็จแล้วก็หันไปดูนกตัวน้อย
“ถ้าอย่างนั้นข้าสร้างให้เ้าก็ได้ แต่ใส่ได้ไม่เยอะนะ เ้าต้องรอข้าอาจจะใช้เวลานานหน่อย”
“ไม่เป็ไร่ที่รอเ้า ข้าก็เก็บผลไม้ที่กินอร่อยไว้รอเ้าก็แล้วกัน”
ประมาณสองชั่วยามผ่านไป ถุงใส่ผลไม้ที่ถักด้วยหญ้า คล้ายกับรังนกใบขนาดกลาง ก็เสร็จเรียบร้อย
“เ้าเสริมพลังลงไปแบบน้ำเต้า เผื่อมันจะใส่ผลไม้ได้เยอะกว่าเดิม” เซียวเหยาทำตามนกน้อยแนะนำ ใส่พลังเสริมเข้าไปที่รังนก
“มันใส่ได้เยอะขึ้นจริงด้วย แต่ไม่มากก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร แค่นี้ก็กินได้เป็หลายวันแล้ว!”
ทั้งสองเดินทางออกจากป่า สีเขียวกลับมายังป่าอสูร แต่ก็เดินวนเวียนอยู่แบบนั้นหลายวัน “ขนาดมีความจำจากตอนเป็ดวงจิต ก็ยังหาทางออกที่ใกล้กว่าครั้งที่เคยไปไม่มี”
“เด็กน้อยหยุดก่อน!” เสียงเข้มทุ่มของผู้ชายดังขึ้น ทำให้เซียวเหยาและนกน้อยใ รีบหันไปมอง นางไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนเข้ามาใกล้ขนาดนี้
“ท่านเป็ใครหรือ! ทำไมข้าถึงััไม่ได้ ว่ามีมนุษย์อยู่ใกล้ตัวแค่นี้ หรือว่าท่านจะมาจากนอก เข้ามาได้ยังไง แล้วออกไปทางไหน”
“เด็กน้อยเ้าอยู่ในป่านี้ยังงั้นหรือ เพราะว่าข้าเดินอยู่ในป่านี้มาเจ็ดวันแล้ว เพิ่งจะเจอเ้าที่เป็มนุษย์คนแรก”
“ข้าก็ไม่เจอใครเหมือนกัน ตอนนี้กำลังหาทางออกไปจากป่านี้ ถ้าท่านกำลังเดินทางออกไปจากป่า ข้าขอติดตามไปด้วยจะได้ไหม”
“เ้าอยากออกไปจากป่าอย่างนั้นหรือ ได้! แต่ว่า…ข้าไม่ได้ไปที่แดนมนุษย์ แต่จะไปที่แดนเซียน เ้ายังอยากจะตามไปไหม”
“จริงหรือเ้าคะที่ท่านจะไปที่แดนเซียน อย่างนั้นก็ดีเลยข้าขอไปด้วย แดนมนุษย์มันไกลมาก แล้วข้าก็ไม่อยากไป”
“ได้ถ้าเ้าจะไปแดนเซียนพร้อมกับข้า ที่นั่นมีแต่คนที่มีความรู้ความสามารถมีพลัง ถ้าเ้าไปอยู่ที่นั่นคงจะใช้ชีวิตลำบาก นอกจากเ้าจะเล่าเรียนวิชา เพื่อที่จะได้อาศัยอยู่ในแดนเซียน ได้ไม่ลำบาก”
“แล้วข้าต้องไปเล่าเรียนที่ไหน หนังสือข้าก็เพราะอ่านออกเขียนได้”
“ไม่ใช่ให้เ้าไปเรียนหนังสือ เรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอด ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นยังไงล่ะ”
“ข้าอยากไปเ้าค่ะ ต้องทำยังไงรึ?”
“เ้าก็แค่รับข้าเป็อาจารย์! แล้วก็ติดตามข้าไปที่แดนเซียน เพื่อไปร่ำเรียนวิชาหาความรู้ ที่นั่น”
“ได้เ้าค่ะ! ข้ารับท่านเป็อาจารย์ก็ได้ ต้องทำยังไงบ้าง”
“เ้าก็แค่รินน้ำจากน้ำเต้า ให้ข้าได้ดื่มกินก็ได้แล้ว” เซียวเหยาได้ยินดังนั้น เพื่อที่จะได้ออกไปจากป่า รีบจัดแจงเด็ดใบไม้ เทน้ำล้างทำความสะอาด แล้วพับให้สามารถใส่น้ำได้
“ข้าขอคารวะท่านเป็อาจารย์ ด้วยน้ำที่หายากที่สุดในป่านี้เ้าค่ะ” นางมองบอกว่าอาจารย์หิวน้ำ เพราะสายตามองแต่น้ำเต้า ั้แ่เจอนาง
“ท่านจับใบไม้ไว้ ข้าจะเทน้ำลงเติมให้ แค่นี้ท่านคงจะไม่อิ่ม”
“ลูกศิษย์ข้า ช่างเข้าใจยิ่งนัก รู้ว่าอาจารย์กำลังหิวน้ำ”
“แล้วข้าจะเอานกน้อยไปได้ยังไง นกตัวนี้สามารถไปอยู่แดนเซียนได้ไหมเ้าค่ะ”
“ถ้าไปตามลำพังคงไม่ได้ นอกจากจะทำพันธสัญญากับเ้า”
เซียวเหยาและนกน้อยสีชมพู เลยต้องทำพันธสัญญากันตอนนั้น นางใบไม้ที่บางเฉียบสะกิด ปลายนิ้วบีบเืหยดใส่ปากนก
“ไปกันเถอะขึ้นมาบนนี่ อาจารย์จะพาไป อุ้มนกของเ้ามาด้วย”
“อาจารย์ให้ขี่ก้อนเมฆไปหรือเ้าคะ ดีเลยจะไม่ต้องเดิน นกน้อยรีบมาตรงนี้เร็วเข้า” เซียวเหยาจับนกน้อยะโขึ้นไปอยู่บนพรม
“ดีจังเลย! ลอยขึ้นเหนือเขาแล้ว สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่แท้ป่าอสูรก็กว้างใหญ่มากขนาดนี้เอง ถ้าท่านอาจารย์ไม่พาข้ามาด้วย ไม่แน่ว่าข้า้าเป็คนป่าอย่างที่คิด”
ใช้เวลาเดินทางที่ยาวนาน เซียวเหยาถูกพามาแดนเซียน ที่ไม่ต่างจากแดนมนุษย์เท่าไหร่ มีบ้านถนนตลาดร้านค้า ไร่สวน จะแตกต่างกันก็คือ ที่นี่มีพลังปราณ และทุกคนก็มีความสามารถ
“โอ้! แดนเซียนช่างยิ่งใหญ่กว้างขวางเสียจริง มันใหญ่กว่าป่าที่สัตว์อสูรอยู่ตั้งหลายเท่า ถ้าไม่ได้ขี่มาบนก้อนเมฆนี้ กับท่านอาจารย์ คงใช้เวลาเดินทางนานเป็ชาติแน่”
“แดนเซียนย่อมใหญ่กว่า แดนมนุษย์อยู่แล้ว เวลายังยาวนานต่างกันด้วย”
“ข้างหน้านี้เป็ยอดเขา ที่เ้าจะมาเรียนวิชาอยู่”
“จริงหรือเ้าคะท่านอาจารย์ มีหอสูงหลายชั้นด้วย ช่างสวยงามยิ่งนัก เหมือนมีพลังอยู่ล้อมรอบหอสูงนั่นเลย ข้าจะได้อยู่ที่นี่ใช่ไหมเ้าคะ”
อาจารย์ไม่ตอบแต่ฉี่ก้อนเมฆ เลยจากหอสูงไปไกล และจอดลงที่มุมหนึ่งของยอดเขาสูง มีกระท่อมอยู่หลังหนึ่ง อยู่กลางป่าไผ่
“นี่แหละคือที่อยู่ของเ้า ฝึกฝนเรียนวิชาอยู่ที่นี่ แต่ถ้ามีการทำภารกิจของสำนักเหยี่ยวฟ้าแห่งนี้ เ้าจะได้เข้าไปร่วมด้วย”
เซียวเหยาเดินคอตก ตามอาจารย์เข้าไปในกระท่อม มีแต่นกน้อยที่บินไปรอบเขา อย่างดีใจ
“อาจารย์อยู่ในกระท่อมติดเขาแบบนี้ ข้าจะได้กินขนมหรืออาหารอร่อย ของแดนเซียนไหมเ้าคะ”
“ได้กินสิ! แต่เ้าต้องเรียนวิชา ที่สามารถเดินทางได้ไว อยากไปที่ไหนเ้าก็ไปได้ ร้านขนมร้านอาหารอยู่แค่หน้าสำนักนี่แหละ”
“จริงหรือเ้าคะ! ถ้าอย่างนั้นอาจารย์รีบสอนเลย!”
“เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ ยังไม่ได้ทำพิธีเป็ทางการเลย รอบนี้ต้องใช้น้ำชาของจริง คารวะเป็อาจารย์ ข้าถึงจะเริ่มสอนเ้า แต่เด็กน้อยเ้าอยู่ในป่านี้ชื่อหรือไม่”
“ข้ามีชื่อว่าเซียวเหยาเ้าค่ะ แล้วท่านอาจารย์ล่ะเ้าคะ ให้เรียกข้าว่าท่านอาจารย์ ท่านมีชื่อหรือไม่”
“เ้าเรียกข้าว่าอาจารย์ก็พอ แต่ชื่อของข้าก็มี ข้ามีนามว่าเหวินฟู่!”
“เขาเรียกท่านอาจารย์ก็ได้เ้าค่ะ ง่ายดี”
เซียวเหยายกน้ำชาคารวะอาจารย์ อย่างเป็ทางการ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้น้ำในน้ำเต้า อาจารย์เป็ผู้ต้มและชงชา ด้วยไฟพลังปราณ เซียวเหยาเป็ผู้ยก
‘ดูเหมือนอาจารย์ จะมีที่เก็บของวิเศษ แต่ลืมเก็บน้ำไว้แน่เลย’
“นกน้อยเ้ามานี่ อยู่แดนเซียนพวกเราต้องมีชื่อ ข้าจะตั้งให้เ้าผิงผิงก็แล้วกัน เ้าชอบหรือไม่ หรือว่าเ้ามีชื่ออื่นแล้ว”
“ข้าชอบเอาชื่อนี้แหละ” นกน้อยบินไปมา กลางหุบเขาไม่เรียกไม่กลับ
“ในสำนักเหยี่ยวฟ้า มีลูกศิษย์เป็พัน มีเ้าคนเดียวที่ไม่ต้องเข้าไปเรียนกับใคร ถึงแม้ไม่ได้เรียนอยู่หอสูง เ้าก็อย่าน้อยใจไป”
“ตรงหอไม่เป็อิสระหรอก ลูกต่างพ่อต่างแม่ ต่างที่มาที่ไป นิสัยไม่เหมือนกัน มากคนก็มากความ”
“ข้าอยู่ที่นี่ก็ได้เ้าค่ะ แต่อาจารย์เ้าคะ…ข้าอยากกินของอร่อย”
“เ้าไปดูที่พักก่อน กระท่อมนี้เ้าต้องอยู่ผู้เดียว อาจารย์จะมาตอนที่จะสอนเ้าเท่านั้น ยังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่ เ้าเข้าใจหรือไม่ เ้าอยู่ได้ไหม”
“ข้าอยู่ได้เ้าค่ะ ในป่าข้ายังอยู่ได้เลย แล้วอาจารย์ต้องไปทำภารกิจอันใดหรือเ้าคะ”
“มันค่อนข้างจะเป็ความลับนะ เอาเป็ว่าพรุ่งนี้เช้า อาจารย์จะมาสอนเ้าที่นี่ เตรียมตัวให้พร้อม”
“ระหว่างนี่ ขอให้ฝึกนั่งโคจรพลังไปก่อน เ้านั่งเป็ใช่หรือไม่”
“ข้านั่งสมาธิเป็เ้าคะ เหมือนกันไหม”
“คล้ายกัน เพียงแต่ต้องดึงเอาพลังปราณ รอบกายเข้าสู่ตันเถียนของเ้า ที่อยู่บริเวณท้องน้อย แล้วส่งพลังนั้นโคจร ต่อไปยังทุกส่วนของร่างกายจนครบ เรียกว่าหนึ่งรอบ เ้าทำวนแบบนี้ ร่างกายเ้าจะมีพลังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว”
“ได้ท่านอาจารย์ ข้าจะอยู่แต่ในกระท่อม นั่งโคจรพลังรอให้พรุ่งนี้ อาจารย์อย่าลืม เอาของอร่อยมาให้กินด้วยน่ะเ้าค่ะ”
เหวินฟู่เดินออกไปจากกระท่อม โดยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ลูกศิษย์คนแรกในชีวิต พูดง่ายและไม่ดื้อ
“กว่าจะได้กินของอร่อยก็รอพรุ่งนี้ วันนี้ต้องนั่งกินผลไม้ไปก่อน”
“มีของอร่อยไม่ไกลจากนี่ เ้าจะไปดูหรือไม่” เสียงนกน้อยดังขึ้น
“จริงหรือมันอยู่ตรงไหนพาข้าไปดู” เพราะความหิวอยากกินของอร่อย ทำให้นางลืมคำสั่งอาจารย์
เซียวเหยาวิ่งตามผิงผิง มาที่โรงครัวของสำนักเหยี่ยวฟ้า ซึ่งตอนนี้ปิดเตาไปเรียบร้อยแล้ว อาหารก็เหลือเพียงเล็กน้อย สำหรับไว้ให้อาจารย์รอบดึก ที่นั่งทำงานแล้วอยากกิน และยังมีขนมกับน้ำชา ใส่จานกระเบื้องไว้อย่างดี
“อืม! มันอร่อยมาก อยู่ตรงนี้นานไม่ได้ ถึงพวกเขาอิ่มกันหมดแล้ว ก็คงจะห่วงของกินพวกนี้” เซียวเหยารีบยัดขนมใส่ปาก สองมือจับไปเต็มกำมือ ก่อนจะรีบออกมาจากห้องครัว สองเท้ารีบวิ่งกลับกระท่อม ที่อยู่ไกลถึงแปดลี้
“เหนื่อย! ข้าไม่ได้เป็ขโมยใช่หรือไม่ ข้าก็เป็ลูกศิษย์เหมือนกัน และกำลังหิวด้วย ส่วนพวกเขาก็อิ่มกันหมดแล้ว แค่หยิบมากินนิดหน่อย ไม่ถือว่าขโมยหรอก เ้าว่าไหมผิงผิง”
“ใช่แล้ว พวกเขาควรแบ่งของอร่อย มาให้พวกเรากินบ้าง” นกน้อยส่งเสียงออกมา พร้อมขนมเต็มปาก
“เฮ้อ! พออิ่มแล้วก็อยากพัก ในนี้มีแต่กระท่อม แล้วที่อาบน้ำอยู่ตรงไหน ถึงข้าจะไม่ต้องอาบน้ำก็เถอะ แต่ก็อยากลองไปแช่น้ำบ้าง อาจารย์เคยมีลูกศิษย์กับเขาไหมนี่ ไม่บอกอะไรเลย”
“เ้าต้องเร่งเรียนให้เก่ง ถึงจะสามารถอาบน้ำทิพย์ ที่สร้างขึ้นมาเองได้” นกน้อยพูดไม่ จบเก่งนั้นต้องระดับไหน
“อืมเข้าใจแล้ว! ข้าต้องรีบไปนั่งโคจรพลัง อย่างที่อาจารย์บอกแล้ว”
คืนนั้นโรงครัวแทบแตก เสียงอันดังของพ่อครัวดังขึ้น เมื่อขนมที่จะยกไปให้อาจารย์รอบดึก หายไปเกือบครึ่ง
“ใครขโมยขนมไปกิน! จะว่าเป็หนูไม่น่าจะใช่ อยู่มาตั้งนานไม่เคยมีหนูมาก่อกวนอยู่ในนี้ หากเป็ลูกศิษย์ขโมยขนม ทำไมถึงไม่เอาน้ำชาไปด้วย”
“ลูกศิษย์ที่ไหนจะมาขโมยท่านพ่อครัว! พวกเขาได้รับอาหารไปจนอิ่มแล้ว หากใครหิวก็มาขอท่านกินก็ได้แล้ว ทำไมถึงมาขโมย ไม่ใช่ว่าห้องนี้ท่านปิดล็อกไว้อย่างแ่าหรือ”
“ตอนข้ากลับออกไป ข้าแค่ล็อกไว้ชั้นเดียวเอง ก็ปกติของมันไม่เคยหาย อยู่กันมากี่ร้อยปีแล้วล่ะ อย่าให้จับได้นะว่าเป็หนูตัวไหน พ่อจะเอามาถลกหนังย่างให้ดู”
“ต่อไปนี้ต้องจับตาดูแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ล็อกให้แ่า หรือว่าจะเป็แมว ไม่น่าจะใช่ แมวที่ไหนจะมาขโมยกินขนม อาหารคาวก็มีตั้งเยอะไม่กิน” หัวหน้าพ่อครัวและลูกมืออีกสองคน ยืนคุยกัน ก่อนจะยกขนมบางส่วนไปให้กับท่านอาจารย์
“เอาไปแค่นี้ก่อน อาจารย์ใหญ่ทานไม่เยอะหรอก จะให้ทำตอนนี้ ใช้เวลาอีกเป็ชั่วยามกว่าจะเสร็จ ไหนต้องจุดเตาขึ้นมาใหม่อีก”
กลางดึกคืนนั้น
เซียวเหยาที่นั่งโคจรพลังอยู่นาน กว่าจะจับจุดได้ ตามที่อาจารย์แนะนำมา ก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วยาม ในการนั่งโคจรพลัง
ตันเถียนที่เคยว่างเปล่า ดึงดูดพลังปราณรอบทิศทาง มาที่ตัวนางอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
“เกิดอะไรขึ้น! พลังปราณที่อยู่บนยอดเขา สำนักอยู่เหยี่ยวฟ้า ทำไมอยู่ๆ ถึงเบาบางลงแบบนี้กัน!” อาจารย์หลายคนที่นั่งโคจรพลัง รู้สึกถึงสิ่งนี้ จึงพากันออกมา ต่างทะยานตนขึ้นไปบนหอสูง เพื่อสังเกตการณ์
“เป็ไปได้ยังไง! ที่พลังปราณจะถูกกลืนหายไปแบบนี้”
“ตอนนี้ดูเหมือนเราจะทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้พลังปราณหลั่งไหลมาจากที่อื่นเท่านั้น แยกย้ายกันไปพักเถอะ” อาจารย์ใหญ่ชายชราวัยหกสิบปี พูดจบก็ทะยานตัวกลับที่พัก