หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 ไถ่ถอน

            หิมะโปรยปราย

            ทหารสองนายกำลังแบกห่อผ้าขนาดใหญ่เดินไปทางพื้นที่ที่แทบจะไร้เงามนุษย์อาศัยอยู่

            เมื่อเดินไปจนไม่มีผู้ใดแล้ว นายทหารทั้งสองก็เหวี่ยงห่อผ้านั้นลงพื้น ระหว่างที่ถูมือให้คลายหนาวอยู่ ก็กล่าววาจาผรุสวาทขึ้นเสียงดัง

            “ซวยยิ่งนัก เมื่อวานดันแพ้ไพ่เสียได้ วันนี้ข้าจึงต้องมาทำเรื่องอัปมงคลเหล่านี้”

            เมื่อห่อผ้านั้นตกลงกระทบพื้น เชือกที่เคยพันรัดมันไว้ก็ขาดออก ทันใดนั้นมือสีดำข้างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากห่อผ้านั้น

            แท้จริงแล้วห่อผ้าที่ทหารหนุ่มทั้งสองเพิ่งโยนลงพื้นนั้นมีร่างมนุษย์อยู่ด้านใน

            “รีบเดิน รีบเดิน ร่างนี้เริ่มเน่าแล้ว หากไม่รีบเดิน เกิดติดโรคขึ้นมาจะแย่กันหมด”

            ศพในพื้นที่รกร้างห่างไกลเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องจัดการอะไร เพียงแค่นำมาทิ้งไว้กลางทุ่งหญ้า เดี๋ยวก็จะมีหมาป่ามาคาบไปเอง กระทั่งเศษกระดูกก็ไม่เคยเหลือไว้

            วันนี้อากาศหนาวจับใจ ทหารทั้งสองจึงพากันอู้ ทว่าพวกเขาก็วางใจเจ้าหมาพวกนั้นไม่ได้ ไม่นานเงาของคนทั้งสองก็หายไปอย่างรวดเร็ว

            ไม่ง่ายเลยก็พวกเขาจะมีวันหยุดเช่นนี้ ทั้งสองจึงได้รีบร้อนกลับไปนัก

            ชีวิตของทหารชายแดนเช่นพวกเขายากลำบากนัก เพียงทำงานอย่างเดียวย่อมไม่มีเนื้อให้กิน

            แคว้นเชินให้ความสำคัญเรื่องบุ๋น แต่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องบู๊

            เงินเดือนและเสบียงปกติของทหารกว่าจะมาถึงพวกเขา ก็ถูกขูดรีดไปโดยพวกขุนนางเป็นทอดๆ เมื่อตกมาถึงพวกเขาก็แทบจะไม่เหลืออะไร

            ยามฤดูหนาวกระทั่งเสื้อผ้าอุ่นๆ ก็ยังไม่มีใส่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหารดีๆ

            พวกปัญญาชนแม้จะกล่าวว่าไม่มีแม้แต่แรงจะฆ่าไก่ ทว่าพูดถึงเรื่องความโลภและความเหี้ยมโหดนั้นกลับไม่เป็นรองใคร

            เรื่องโลภเงินเดือนพวกเขานั้นก็แล้วไปเถิด ทว่ากระทั่งพื้นที่จะทุบตีกันก็ยังไม่เหลือไว้ให้พวกเขา

            ทหารอย่างพวกเขานั้นแม้จะขาดอาหาร ทว่ามีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยขาด นั่นคือสตรี

            เหล่าครอบครัวของขุนนางทรราช เมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็นฮูหยินใหญ่มาจากที่ใด หรือคุณหนูสูงส่งขนาดไหน หากยังอยู่ในเมืองหลวงก็ล้วนถูกขายไปเป็นทาส หรือไม่ก็ไปทำงานค้าขายเนื้อหนังให้พวกคนชั้นสูง ส่วนเหล่าคนร้ายและคนชราไร้สมรรถภาพก็จะถูกส่งมาที่นี่

            ทหารที่กระทั่งข้าวยังกินไม่อิ่ม เรื่องสตรีจะไปหวังอะไรมากมายได้ แค่มีหญิงสาวสักคนก็พอแล้ว

            เพียงแต่สตรีในครอบครัวนักโทษที่ถูกส่งมาที่นี่ไม่นับว่างดงามนัก แต่เนื้อหนังก็...เพียงแต่ว่าเหล่าสตรีเนื้อนุ่มนิ่มพวกนี้กลับไม่ค่อยทนทานเท่าไรนัก

            นายทหารสองคนรีบร้อนกลับไปให้เร็วที่สุด เพราะแทบรอไม่ไหวที่จะได้ดับไฟเร่าร้อนในกาย ทั้งได้กำจัดกลิ่นอายอัปมงคลบนกายสักหน่อย

            ทั้งสองรีบเร่งเดินทางไปยังกระท่อมเตี้ยที่เรียงเป็นแถวยาวนอกค่ายทหาร

            แม้จะกล่าวว่าเป็นค่ายทหาร แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่ป้อมซอมซ่อเท่านั้น

            หน้าหนาวในชายแดนนั้นแสนทรหด บัดนี้ก็เข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง เหล่าทหารที่คิดจะเดินทางมาตีแคว้นจิงก็แค่เกียจคร้านเกินกว่าจะมาที่นี่ เช่นนั้นพวกเขาเองจึงเอาแต่เที่ยวเตร่ทั้งวันเช่นกัน

            แม้จะบอกว่าพวกเขาคือทหารชายแดน แต่ความจริงแล้วกลับคล้ายว่าถูกเนรเทศมาเสียมากกว่า อีกทั้งที่กล่าวกันว่ากระท่อมหลังเตี้ยที่เรียงกันอยู่นั้น ความจริงแล้วก็ออกจะกล่าวเกินจริงไป ที่นี่ไม่อาจเรียกว่ากระท่อมด้วยซ้ำ เป็นเพียงเพิงไม้มีหลังคามาบังไว้ส่งๆ เท่านั้น

            ครอบครัวของเหล่าขุนนางทรราชที่โดนเนรเทศมาก็ล้วนแล้วแต่มีสภาพชีวิตเช่นนี้

            สำหรับพวกเขาแล้วที่นี่ราวกับนรกบนดินก็ไม่ปาน ทั้งยังน่ากลัวกว่านรกจริงๆ ด้วยซ้ำ

            เมื่อก่อนต่างก็ใส่ผ้าไหมสวมหยกกัน เมื่อมาถึงที่นี่เสื้อผ้าก็มีแต่ที่ไม่พอดีกาย อาหารก็ไม่เคยได้กินอิ่ม ทั้งความหิวและความหนาวล้วนแต่บีบคั้นเข้ามา

            แม่นางทั่วไปหากมีคนมาเอาชั้นในของตนไปคงจะได้ฆ่าตัวตายด้วยความอับอาย ทว่าแม่นางที่นี่กระทั่งชั้นในก็ไม่มี ทุกวันยังมีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาไม่เคยขาด

            พวกนางรู้สึกราวกับว่าตนไม่ใช่คน เป็นเพียงซากศพที่เดินได้เท่านั้น

            นายทหารสองนายที่เพิ่งจะกระหืดกระหอบมาถึง เห็นว่ากระท่อมไม้หลังเตี้ยที่เคยคึกคักอยู่เสมอวันนี้กลับไม่มีคน

            ยามปกติหน้าประตูจะต้องมีคนเข้าแถวรอยาวเป็นพรวน กระทั่งมีบางคนแอบแทรกแถวจนเกิดเรื่องต่อยตีกันก็มี ทว่าวันนี้กลับไม่มีแม้แต่เงา

            นายทหารจึงได้กระชากคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มาถาม “นี่ พวกหญิงสาวไปไหนกันหมด”

            “ท่านอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย เหล่าแม่นางเพิ่งโดนพวกขุนนางสุนัขในตัวอำเภอมารับตัวไปหมดแล้ว” นายทหารที่โดนกระชากมากล่าวขึ้นด้วยความเคียดแค้น

            “ใต้เท้าของพวกเราก็เห็นด้วยหรือ” ทหารหนุ่มถามขึ้นด้วยความตกใจ

            “ถึงอย่างไรใต้เท้าก็ไม่ใช้บริการแม่นางพวกนี้อยู่แล้ว เมื่อเจ้าพวกขุนนางสุนัขนั่นต้องการคนขึ้นมา ทั้งยังอาจจะให้เงิน ใต้เท้าของพวกเราก็ยากจนจนแทบจะกินคนอยู่รอมร่อ เมื่อให้เงินแลกคนเช่นนี้ก็ย่อมต้องยินยอมอยู่แล้ว เฮ้อ วันนี้พวกเจ้าสองคนเอาร่างคนตายไปทิ้ง หากรออีกสักหน่อยไม่แน่ว่าคนตายก็อาจจะแลกเงินได้เช่นกัน ข้าเสียดายแทนพวกเจ้านัก”

            ทหารหนุ่มยังไม่อยากเชื่อเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่ จึงได้วิ่งวุ่นเข้าออกกระท่อมเพื่อตามหาสตรี ทว่ากระทั่งหญิงชราขาสั้นนางนั้นก็ยังไม่อยู่แล้ว

            เจ้าขุนนางสุนัขนั่นจนตรอกถึงเพียงนี้เลยหรือ กระทั่งหญิงชราก็ยังไม่ละเว้น

            นายทหารที่กำลังก่นด่าเหล่าขุนนางอย่างเผ็ดร้อน ทว่าเมื่อได้ยินใต้เท้ากล่าวว่าจะมอบเสื้อนวมให้คนละตัว เหล่าชายหนุ่มจึงได้สงบคำลง

            แม้จะมีหรือไม่มีแม่นางเหล่านั้นแล้ว แต่นิ้วมือทั้งห้าของพวกตนก็ยังพอแก้ขัดได้อยู่ ทว่ายามเหมันต์ที่หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจเช่นนี้หากไม่มีอาภรณ์ติดกาย เช่นนั้นก็มีแต่จะได้แข็งตายจริงๆ

            เหล่าทหารหนุ่มเมื่อมองไปที่กระท่อมที่ว่างเปล่าก็พลันกระชับอาภรณ์เนื้อบางเก่าๆ ของตน ยามลมโบกพัดก็หนาวจนต้องหดคอแล้วจึงล้อมวงเล่นไพ่พลางสนทนากันต่อ ในใจยังรอคอยให้มีครอบครัวขุนนางทรราชส่งมาอีก ทั้งยังหวังว่าไอ้พวกขุนนางสุนัขเหล่านั้นจะไม่มาของซื้อคนไปอีกเช่นกัน...

            ท่านนายอำเภอเฉินเพิ่งจะเคยโดนเรียกว่าขุนนางสุนัขเป็นครั้งแรกในชีวิต จึงได้เกิดสงสัยในแว่นแคว้น การทำงาน กระทั่งชีวิตของตนขึ้นมา

            เขาเป็นขุนนาง ทั้งยังเป็นขุนนางในราชสำนัก การศึกษาก็เล่าเรียนจนจบมาจากสำนักเชิน

            แน่นอนว่าเขาไม่ควรลงไปคบค้าสมาคมกับทหารเหล่านั้น

            ในแคว้นเชิน ห่วงโซ่อาหารของขุนนางก็คือเหล่าคนที่เข้าไปเล่าเรียนแล้วรั้งท้าย ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือไม่อาจสอบเข้าสำนักเชินได้

            เช่นนั้นเกรงว่ากระทั่งชายที่นายทหารพากันเรียกว่าใต้เท้า ในสายตาของท่านนายอำเภอเฉินก็คงเป็นเพียงคนขี้แพ้คนหนึ่งที่ไม่ควรค่าแก่การลดตัวลงไปคบค้า เพราะความจริงแล้วพวกเขานั้นแตกต่างกันมากนัก

            ทหารที่มีอยู่เต็มค่ายพวกนี้ล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์ ให้จับโจรก็แพ้โจร ยิ่งกับข้าศึกยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะรบชนะ

            ดีแต่ขูดรีดราษฎร แก่งแย่งเสบียงอาหาร

            แต่ไหนแต่ไรมาท่านนายอำเภอเฉินจึงไม่เคยคบค้าสมาคมกับพวกเขา หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงไม่ไปพัวพันด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศิษย์พี่ของเขาเคยสอนไว้ตั้งแต่ก่อนเขาจะต้องเดินทางมาประจำอยู่ที่อำเภอหมิงเหอ

            ทว่าครั้งนี้เพื่อตอบแทนบุญคุณที่หมู่บ้านไป๋กู่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ท่านนายอำเภอที่รับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้ จึงได้ยอมฝืนใจมาติดต่อกับทหารเหล่านี้ หมู่บ้านไป๋กู่ยังต้องการเพียงสตรีจำนวนหนึ่งเข้ามาช่วยทำงาน อีกทั้งพวกเขาก็ยังยินดีจะจ่ายค่าแรงให้

            เรื่องนี้สำหรับใต้เท้าเฉินจึงนับว่าง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่ายามนี้เขาเพิ่งจะพบว่าค่ายทหารนั้นช่างราวกับนรกโดยแท้ กระทั่งมารดาชราของอาจารย์ท่านหนึ่งก็ยังถูกส่งมาที่นี่

            ช่างทำให้เขารู้สึกละอายเหลือเกิน

            ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากการดูแลของเขานัก หากว่ากันตามตรงก็ยังเป็นพื้นที่ที่เขาต้องดูแล

            น่าเศร้านักที่ยังมีเรื่องทารุณมนุษย์เช่นนี้เกิดขึ้น

            ทว่าเหตุการณ์น่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นความจริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเหล่าทหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกทหารนี้แม้จะหยาบช้า ตำแหน่งก็ต่ำต้อยนัก คนที่จะเนรเทศให้คนเหล่านี้มายังที่แห่งนี้ได้มีเพียงขุนนางเท่านั้น

            ท่านนายอำเภอเฉินเดิมทีไม่อยากจะให้เงินพวกขุนนาง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของคนเหล่านี้ก็จำต้องหลับตาให้เงินไปเสีย อย่างน้อยก็ถือว่าซื้อตัวพวกเขามา

            แต่เมื่อต้องส่งคนที่เพิ่งซื้อตัวมาขึ้นไปยังหมู่บ้านไป๋กู่ ท่านนายอำเภอก็นึกเสียใจภายหลังขึ้นมา

            เขาเองเป็นคนตกปากรับคำเด็กหญิงว่าจะช่วยจัดหาคนมาเป็นแรงงานเสริมให้ ทว่าสตรีเต็มคันรถด้านหลังเขานี้มีคนใดบ้างเล่าที่สามารถทำงานได้ สภาพแต่ละคนนั้นราวกับจะไปเยือนประตูผีอยู่รอมร่อ เกรงว่ากลับจะเป็นการนำคนเหล่านี้ไปเพิ่มภาระให้พวกนางเสียเปล่าๆ

            ทว่าสภาพแม่นางเหล่านี้หากไม่เคยเห็นก็แล้วไปเถิด ทว่าเมื่อเห็นแล้วจะให้เขาปล่อยไปตามยถากรรมก็ทำไม่ลง

            เรื่องที่เขาทำในวันนี้ หากเขียนเล่าให้สหายอ่านจะต้องโดนด่าเสียจนหูชาเป็นแน่

            เดิมทีเขาเพียงอยากถือโอกาสช่วยเหลือเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าบัดนี้เขากลับทำตัวราวกับกำลังนำแผ่นฟ้ามาอุดรอยรั่วก็ไม่ปาน ทั้งยังเป็นรอยรั่วเล็กๆ เท่านั้น

            ไม่นานนักเขาก็รู้สึกว่าลมที่พัดเข้าในรถม้าเปลี่ยนไป ลมที่พัดเข้ามาทำให้ทั้งหัวใจและความคิดของเขาพลันขมวดเป็นปม

            รถม้าก็พลันส่งเสียง “ตึงตัง” แล้วหยุดลง

            เสียงนี้มารบกวนความคิดของท่านนายอำเภอเฉินให้หลุดจากภวังค์ ทั้งยังทำให้เขาใจสั่นขึ้นมา

            คราวที่แล้วที่เกิดเรื่องเขาก็ได้รับบทเรียนไปแล้ว บัดนี้ยามปรากฏตัวจึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าครั้งนั้นเขาก็ได้ลงโทษจู่ปู้อู๋ให้เข้าคุกไปแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น” ชายชราพลันขมวดคิ้วถาม

            “รายงานนายท่าน พบคนอยู่บนถนนขอรับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มตอบอย่างระมัดระวัง

            พวกเขาเคยนึกดูถูกใต้เท้าเฉินมาโดยตลอด เพราะวันๆ ไม่เคยเห็นเขาทำอันใด เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องอ่านตำราทั้งวัน

            ไม่คาดคิดว่าเกิดเรื่องครั้งนี้ ครอบครัวของจู่ปู้อู๋สักคนก็ไม่ละเว้น ล้วนส่งให้สำเร็จโทษตายทั้งหมด

            ปัญญาชนยามแก้แค้นช่างไร้ความปรานี ยังไม่ทันข้ามคืนก็จัดการเสียจนสิ้นซาก

            ท่านนายอำเภอเฉินค่อยๆ แหวกม่านขึ้นดูด้านนอก เห็นว่าบทพื้นนั้นมีร่างที่ถูกห่อไว้อยู่ร่างหนึ่ง ชายชรากำลังจะอ้าปากเอ่ยกับลูกน้องของตนพลันกระโดดโหยงไปอยู่อีกฟากหนึ่ง ในใจภาวนาว่าอยู่กลางป่ากลางเขาเช่นนี้ขออย่าได้มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลย

            ทว่าเขาก็หันไปเห็นว่าม่านหน้าต่างของรถม้าคันหลังก็แหวกออกเช่นกัน หลังม่านคือหญิงชราที่กำลังตาเบิกโพลงมองร่างบนพื้น

            ใบหน้าของท่านนายอำเภอพลันกระตุก

            ใบหน้าเข้มงวดเช่นนี้ของหญิงชราเขาเคยเห็นมาก่อน ตอนที่เขายังเป็นบัณฑิตหนุ่มเขายังเคยติดตามท่านอาจารย์ใหญ่ไปอวยพรวันคล้ายวันเกิดนาง ตอนนั้นหญิงชราตรงหน้าก็นั่งอยู่ตรงข้ามตน

            ชายชราจึงโบกมือขึ้นให้คนเก็บร่างนั้นเก็บไว้บนรถคันหลัง

            ถึงอย่างไรบนรถคันนั้นก็มีแต่คนอมโรคไม่ต่างอันใดกับคนตาย เพิ่มคนที่จะตายก็ยังไม่ตายเพิ่มสักคนหนึ่งคงจะไม่เป็นอะไร

            จากนั้นรถม้าจึงออกเดินทางต่อ ตลอดทางเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงยามล้อรถม้าบดไปบนถนนเท่านั้นที่ดังขึ้นมา

            ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านไป๋กู่ ท่ามกลางผืนหิมะ มีภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ หน้าภูเขามีป้ายใหญ่แขวนชื่อหมู่บ้านไป๋กู่เอาไว้

            มีเพียงสี่ตัวอักษรเท่านั้น ลายมือบนป้ายก็ได้ท่านนายอำเภอเฉินเป็นคนเขียนขึ้น

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577