ั้แ่ออกเดินทางมายาวนานกว่าสองชั่วยาม โดยไม่ได้หยุดพัก ขบวนรถม้า 5 คันก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากป่า ดูท่าแล้วคงจะเป็ป่าที่มีขนาดใหญ่น่าดู
ลี่จูนั่งรถม้าคันเดียวกันกับบิดาบุญธรรม ในขณะที่รถม้าโยกคอนไปมา นางถึงกลับต้องยื่นตัวออกนอกรถม้า เพื่อโก่งคออ้วกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง นางรู้สึกเวียนหัวเป็อย่างมากจนถึงกลับต้องนอนราบกับพื้นรถม้าอย่างหมดสภาพโดยไม่เกรงใจท่านพ่อที่นั่งมาด้วยกัน
อาหารที่อุตส่าห์กินด้วยความเกรงใจคนอื่น ตอนนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่ในกระเพาะนางเสียแล้ว นางถึงกับนอนหงายพร้อมกับหลับตาด้วยใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื หมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกนั่ง
หากหยุดพักนางคงต้องขอร้องให้ใครสักคนช่วยหิ้วปีกนางออกจากรถม้าอย่างแน่นอน เพราะเดินเองคงไม่ไหว
"ลี่เออร์ ลูกดูอาการไม่ดีเลย " จางซ่งเหลียงกล่าวถามบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่เร่งเดินทาง ในขณะที่คิดว่าบุตรสาวหายดีแล้ว
"เ้าค่ะ ข้ารู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยเ้าค่ะ" อันที่จริงนางเวียนหัวมาก แต่เพราะกลัวบิดาเป็ห่วงจึงตอบไปแบบนั้น อีกทั้งอาการที่เป็อยู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพลัดตกน้ำเลย เพียงแค่นางยังไม่คุ้นชินกับการนั่งรถม้าในยุคโบราณจึงทำให้เกิดอาการเวียนหัว กล่าวง่ายๆนางเมารถม้ายุคโบราณ
เสียงล้อรถม้าวิ่งช้าลง ลี่จูจึงค่อยรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย พลางยกม่านหน้าต่างเปิดดูด้วยความสงสัย
นางมองดูถนนสายเล็กๆที่ต่างคนต่างเบียดสวนกันไปมา เพื่อที่จะเดินทางเข้าเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่นางไม่รู้จัก
รถม้าของพวกนางลงจอดข้างทาง ไม่ได้เข้าไปภายในเมืองเหมือนเช่นคันอื่นๆ
"ท่านพ่อ เหตุใดเราไม่เข้าไปในเมืองกันเ้าคะ" ลี่จูกล่าวถามด้วยความสงสัย เพราะเวลานี้ก็เกือบจะมืดแล้ว แล้วเหตุใดบิดาของนางและคนที่ร่วมขบวนกลับจอดรถม้าอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าเมืองแห่งนี้
"เราจะพักกันที่นี่คืนนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางเข้าไปในเมือง" จางซ่งเหลียงกล่าวตอบบุตรสาว
"ทำไมเราไม่ไปพักกันในเมืองเ้าคะ" ซึ่งในความคิดของนางดูน่าจะปลอดภัยกว่าการตั้งกระโจมนอกเมืองเสียอีก
จางซ่งเหลียงมองหน้าบุตรสาว พลางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหดหู่ "เราไม่มีเงินมากพอที่จะหาโรงเตี๊ยมพักกันหรอกลี่เออร์"
'แม้แต่โรงเตี๊ยมซอมซ่อยังไม่อาจเข้าพักได้' จางซ่งหลียงพลางกล่าวต่อในใจ
ลี่จูได้ฟังถึงกับหน้าชา นางลืมไปว่าฐานะการเงินของคณะท่านพ่อไม่ได้อยู่ในขั้นที่จะสามารถใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับที่พักเหล่านี้ได้ "ข้าขอโทษเ้าค่ะท่านพ่อ" นางเห็นสีหน้าหดหู่ของบิดาก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่กล่าวถามโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ที่บิดากำลังประสบอยู่
จางซ่งเหลียงส่งรอยยิ้มอบอุ่นปลอบใจบุตรสาวกลัวบุตรสาวจะคิดมาก "หากพ่อหาเงินได้มากกว่านี้ พ่อสัญญาว่าจะพาเ้าพักโรงเตี๊ยมดีๆสักแห่ง"
จางซ่งเหลียงมองดูแววตาเศร้าหมองของบุตรสาวก็รู้สึกเวทนา ั้แ่ออกเดินทางมาเขาไม่เคยพานางเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย อาศัยเพียงตั้งกระโจมนอกเมืองเพื่อที่จะประหยัดเงิน
"ข้าไปช่วยพี่เหมยเซียงกับพี่เหมยฟางทำอาหารกันก่อนนะเ้าคะ" นางรู้สึกสงสารบิดาและทุกคนในคณะรวมทั้งตัวนางด้วย จึงกล่าวเปลี่ยนเื่คุย
นางข้ามมิติมาทั้งทีกลับตกยากซะงั้น ชีวิตก่อนก็ว่าลำบากแล้ว พอมาอยู่ร่างนี้ยิ่งลำบากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ข้อดีของร่างนี้นางกลับมีพ่อที่สามารถเรียกชื่อเขาได้เหมือนเช่นคนอื่น มัน เป็ความรู้สึกที่เด็กกำพร้าคนหนึ่งโหยหามาตลอดทั้งชีวิต
"ลูกไม่ต้องไปช่วยพวกเขาหรอก ดูสิเ้ายังดูหน้าซีดอยู่เลย พักในรถม้าไปก่อน หากถึงเวลาทานข้าวพ่อจะมาเรียก"
"เ้าค่ะท่านพ่อ" ลี่จูไม่ได้ปฏิเสธคำสั่งของบิดาแต่อย่างใด
หลังจากบิดาออกไปจากรถม้าลี่จูจึงล้มตัวลงนอนกับพื้นรถม้าเพื่อพักต่อ
เนื่องจากรถม้าเพิ่งจอด กระโจมจึงยังไม่ได้ตั้งให้เสร็จนางจึงต้องอาศัยอยู่ในรถม้าไปก่อน
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เหมยเซียงก็เป็ฝ่ายเดินเข้ามาปลุกลี่จู "ลี่เออร์ไปทานข้าวกัน"
ลี่จูลุกขึ้นนั่งพลางมองไปที่พี่เหมยเซียงยืนอยู่หน้าประตูรถม้า "เ้าค่ะ"
"ไหวหรือไม่ให้พี่ช่วยเ้าลุกขึ้นดีกว่า" เหมยเซียงเข้าไปในรถม้าพลางช่วยพยุงตัวลี่จูออกจากรถม้า สาเหตุเพราะตัวนางเบาหรือเพราะพี่เหมยเซียงดูแข็งแรงกันแน่ นางถึงรู้สึกว่าตัวเองเบาหวิวยามที่พี่เหมยเซียงเข้ามาอุ้มนางลงจากรถม้า
ลี่จูได้นอนพัก ยามนี้จึงรู้สึกดีขึ้นมาก แต่นางยังเดินเองไม่ไหวจึงต้องให้พี่เหมยเซียงพยุงออกไปนั่งทานข้าวร่วมกับทุกคน
"ดีขึ้นหรือยังลี่เออร์ เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ ข้าจะตรวจเ้าอีกรอบ" หมอหลี่กล่าวถามพลางสังเกตจากสีหน้าเด็กสาว
"ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ แต่ให้ท่านลุงตรวจอีกรอบก็ดีเหมือนกันเ้าค่ะ" ลี่จูกล่าวตอบ
"เ้ามานั่งกินข้าวก่อน ท้องของเ้าคงหิวน่าดู" จางซ่งเหลียงกวักมือเรียกบุตรสาวให้มานั่งข้างตนเอง เพราะตลอดการเดินทางบุตรสาวของเขาเอาแต่อ้วก ดังนั้นเขาคาดว่านางคงหิวมาก
"เ้าค่ะท่านพ่อ"
พี่เหมยเซียงจึงช่วยพยุงนางเดินไปนั่งข้างบิดา
"ขอบคุณเ้าค่ะพี่เหมยเซียง" ลี่จูกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มขอบคุณให้อีกฝ่าย
เหมยเซียงพยักหน้ารับ พลางเดินไปนั่งในตำแหน่งของตนเอง
ลี่จูมองดูชามน้ำข้าวในมือรู้สึกหดหู่ใจอีกครั้ง พอเห็นอาหารที่พี่สาวฝาแฝดช่วยกันทำในวันนี้นางถึงกลับน้ำตาตกใน จานแรกก็ผัดผัก จานที่สองก็ยังเป็ผัดผัก และจานที่สามสี่ห้าก็ยังเป็ผัดผักอีก เห้อ แล้วนางจะไปหาโปรตีนที่ไหนมาบำรุงร่างกายที่ผอมแห้งเช่นนี้
"กินเสียสิลี่เออร์ ลูกจะได้มีแรง" จางซ่งเหลียงขยับจานผัดผักมาใกล้บุตรสาว
"เ้าค่ะ"
ลี่จูคีบผัดผักใส่ปากพร้อมกับยกถ้วยน้ำข้าวซดตามลงไป นางคงไม่สามารถใช้ตะเกียบคีบน้ำข้าวได้จึงต้องยกซดไปทั้งถ้วย และคนอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกันกับนาง
บรรยากาศการล้อมวงกินข้าวต่างดูเงียบเชียบต่างคนต่างนั่งกินอาหารตรงหน้าตนเอง
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว แต่นางรู้สึกว่าอาหารที่ทานลงไปมันไม่สามารถช่วยทำให้นางรู้สึกอิ่มได้เลย แต่จำต้องหยุดกินเพราะน้ำข้าวในถ้วยของนางหมดลง และน้ำข้าวก็มีอย่างจำกัด นางเสียสละให้พวกพี่ชายและท่านลุงที่ทำงานหนักเป็คนกินต่อ
เมื่อทุกคนทานเสร็จ ลี่จูก็ช่วยพี่สาวฝาแฝดทั้งสองยกถ้วยชามออกไป
"ไม่ต้องช่วยพวกพี่เก็บหรอกลี่เออร์ เ้ายังไม่หายดี รีบไปหาท่านหมอหลี่เพื่อตรวจดูอาการสักหน่อย ทางนี้พวกพี่จัดการต่อเอง" พี่เหมยฟางกล่าวกับนางด้วยความห่วงใย
"เ้าค่ะพี่เหมยฟาง"
ลี่จูละมือจากถ้วยชามข้าวตรงหน้านาง เดินไปที่กระโจมท่านลุงหลี่ "ท่านลุงข้าขออนุญาตเข้าไปเ้าคะ"
"เข้ามาสิลี่เออร์ ลุงกำลังคุยอยู่กับพ่อของเ้าพอดีเลย"
"เ้าค่ะ"
ลี่จูเปิดกระโจมเดินเข้าไปข้างใน เห็นท่านพ่อกับท่านลุงหลี่กำลังนั่งคุยกัน
"ลี่เออร์มารบกวนหรือไม่เ้าคะ" นางกล่าวถามเพราะกลัวบิดากับท่านลุงกำลังคุยธุระกันอยู่
"รบกวนอันใดกัน รีบเข้ามาให้ลุงตรวจเ้าก่อนเร็วเข้า"
"เ้าค่ะ ท่านลุงหลี่" ลี่จูนั่งลงที่ตั่งอีกตัวใกล้กับบิดา
"ยื่นแขนของเ้ามา" หมอหลี่กล่าวกับนาง
ลี่จูยื่นแขนไปวางบนโต๊ะ เพื่อให้ท่านลุงหลี่ตรวจชีพจร
"ลี่เออร์ นางเป็อย่างไรบ้างพี่หลี่" จางซ่งเหลียงกล่าวถาม
"นางยังคงอ่อนเพลียอยู่ คืนนี้ลี่เออร์ต้องรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เช้าอาการจะได้ดีขึ้น" หมอหลี่กล่าวแนะนำ
"ขอบคุณท่านลุงเ้าค่ะ ข้าจะรีบเข้านอนโดยเร็วเ้าค่ะ หากไม่มีอะไรแล้วลี่เออร์ขอตัวก่อนนะเ้าคะ"
"อืม เ้าไปพักผ่อนเถอะ" จางซ่งเหลียงพยักหน้าให้กับบุตรสาว
หากจะถามหายาเพื่อนำกลับไปต้มดื่มหลังจากตรวจร่างกายเสร็จกับหมอแล้วก็คงเป็ไปได้ยาก ถึงแม้ท่านลุงจะเป็หมอแต่กลับไม่มียาพกติดตัวมากนัก มีเพียงยาที่ใช้ในยามจำเป็เท่านั้น สำหรับอาการของนางท่านลุงหลี่มองว่าไม่จำเป็ต้องใช้ยาก็ได้เพียงนอนพัก ตื่นเช้ามาก็หายแล้ว
ลี่จูเดินออกมาหน้ากระโจมท่านลุงหลี่ แต่นางไม่ได้ตรงไปที่กระโจมเพื่อพักผ่อน สองเท้าน้อยๆกลับเดินเลี้ยวไปอีกด้านที่พี่สาวฝาแฝดกำลังช่วยกันทำความสะอาดเครื่องครัว
"พี่เหมยเซียง" นางกล่าวเรียกชื่อแฝดผู้พี่
"มีอะไรหรือลี่เออร์" เหมยเซียงละมือจากกองจานพลันหันหน้ามาหาลี่จู
"พี่เหมยเซียงมีอะไรที่มันมีรสชาติเปรี้ยวเค็มบ้างหรือไม่เ้าคะ"
"รสชาติเปรี้ยวเค็มหรือ" เหมยเซียงครุ่นคิดเพียงครู่ก็นึกขึ้นได้ "เดี๋ยวยืนรอพี่อยู่ตรงนี้สักครู่ก่อนนะลี่เออร์"
เหมยเซียงวิ่งกลับไปที่กระโจมของตนเองเพียงครู่ก็วิ่งกลับมา ในมือกำห่อผ้าเล็กๆ พลางยื่นให้กับลี่จู "บ๊วย รสชาติเปรี้ยวเค็ม"
ลี่จูรับห่อผ้ามาเปิดดู ในนั้นมีบ๊วยอยู่สองก้อน "ขอบคุณเ้าค่ะพี่เหมยเซียง ไว้ข้ามีเงินจะซื้อมาคืนนะเ้าคะ"
บ๊วยสองก้อนนี้คงเป็เงินส่วนตัวของพี่เหมยเซียงซื้อมา ดังนั้นนางจึงคิดไว้ว่าหากมีเงินจะต้องซื้อคืนให้พี่เหมยเซียง เพราะนางรู้ว่าพี่เหมยเซียงก็ลำบากไม่น้อยกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละครั้งเช่นกัน
"ไม่เป็ไรหรอกลี่เออร์เื่เล็กน้อย รับไปเถอะ"
"เ้าค่ะ งั้นข้าขอตัวนะเ้าคะพี่เหมยเซียง" ลี่จูกำห่อผ้าเดินกลับไปที่กระโจมตนเอง
'อืม บ๊วยสองก้อนนี้ช่วยให้นางรู้สึกดีขึ้นอย่างแท้จริง'
ลี่จูอมบ๊วยทั้งสองก้อนจนหมด นางจึงเข้านอน กระโจมที่นางนอนเป็กระโจมเดียวกันกับบิดา แต่ยามนี้บิดาของนางยังไม่เข้ามา นางจึงเข้านอนก่อน
เช้าวันถัดมา เสียงพูดของคนที่อยู่ด้านนอกดังเข้ามาในกระโจมั้แ่รุ่งสาง พลอยทำให้นางนอนไม่หลับ จึงได้ลุกจากที่นอน เดินไปเปิดกระโจมดูข้างนอก
ยามนี้ทุกคนดูวุ่นวายกับการเก็บกระโจม และอีกฝั่งหนึ่งนางเห็นพี่สาวฝาแฝดกำลังทำกับข้าว มีเพียงกระโจมของนางเหลือเพียงกระโจมเดียวที่ยังไม่ถูกเก็บ ดังนั้นลี่จูจึงกลับเข้าไปในกระโจม เพื่อทำธุระส่วนตัว และออกมารวมตัวกับคนอื่น
อาการที่เป็อยู่เมื่อวาน มาวันนี้นางหายเป็ปลิดทิ้งแล้ว ยามนี้รู้สึกสดชื่นเป็อย่างมาก ลี่จูเดินมาหาพี่สาวฝาแฝดทั้งสองคนด้วยใบหน้าสดใส
"มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่เ้าคะ พี่เหมยฟาง พี่เหมยเซียง" ลี่จูกล่าวถาม
"ไม่มีหรอกลี่เออร์ พวกพี่พากันทำอาหารเสร็จแล้ว ว่าแต่เ้ายามนี้หายเวียนหัวแล้วหรือยัง" เหมยฟางกล่าวถาม
"หายแล้วเ้าค่ะ ให้ข้าช่วยยกอาหารไปช่วยนะเ้าคะ"
"ได้สิ" เหมยฟางกล่าวกับลี่จู พลางยื่นถ้วยน้ำข้าวส่งให้เด็กน้อยสองชาม
ลี่จูรับถ้วยน้ำข้าวมาถือทั้งสองชาม พลางนำถ้วยข้าวไปตั้งเรียงไว้รอทุกคนมานั่งทานอาหาร นางวางถ้วยน้ำข้าวไว้และเดินกลับไปยกมาอีกจนครบทุกคน
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็นั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมกัน อาหารในวันนี้เป็แบบเดียวกันกับเมื่อคืน นั้นก็คือผัดผักนั้นเอง ลี่จูเป็คนที่ไม่ชอบกินอาหารจำเจ แต่นางไม่มีทางเลือกจำต้องทานเพื่อประทังชีวิตไม่งั้นนางจะหิวยิ่งกว่าเดิม กว่าจะถึงเวลาทานมื้อเที่ยงก็อีกหลายชั่วยาม นางภาวนาในใจหวังว่าอาหารมื้อเที่ยงจะมีเศษเนื้อให้นางได้กลืนลงท้องสักนิด
*
รถม้าหลายคันกำลังต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อเข้าไปในเมืองในยามเช้าตรู่ บนถนนเส้นเล็กๆแห่งนี้มีทั้งรถเทียมวัว รถม้า ขนส่งสินค้าหลากหลายเข้าไปขายในเมืองั้แ่เช้าหลายคัน บางคนก็แบกสินค้าเดินเท้าเข้าไปขายบ้างปะปลาย
บรรยากาศยามนี้จึงดูคึกคักเป็พิเศษ ลี่จูเปิดม่านหน้าต่างมองดูด้วยความสนใจ เพราะนางไม่เคยเห็นมาก่อน เคยดูแต่ในซีรี่ย์ย้อนยุคเพียงเท่านั่น
"ท่านพ่อ เมืองที่พวกเรากำลังจะเข้าไปชื่อเมืองอะไรหรือเ้าคะ"
"ชื่อเมืองหนานเหลียน"
ลี่จูพยักหน้ารับ พร้อมทั้งพยายามดึงเอาความทรงจำของร่างนี้ออกมาค้นหาคำตอบ ซึ่งเ้าของร่างเดิมก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง เพราะเป็คนชอบอ่านตำราจึงทำให้มีข้อมูลนี้อยู่เช่นกัน
'เมืองหนานเหลียน หนึ่งในห้าหัวเมืองทางทิศเหนือของแคว้นอู๋'
เมื่อถึงหน้าประตูทางเข้าเมืองหนานเหลียน ทหารประจำการที่ยืนอยู่หน้าประตูก็เข้ามาสอบถามบิดาถึงการเข้าเมืองครั้งนี้ พร้อมทั้งตรวจป้ายประจำตัวก่อนถึงผ่านเข้าไปในเมืองได้