เย็นวันนั้นหม่าฟานจึงได้รับบริการจากคนรับใช้ด้วยการปอกกุ้ง และปูให้มันกินเสียเต็มคราบ ไหนจะบาร์บีคิวอีกหลายไม้ จนพอมันกินอิ่มก็แทบจะลุกเดินเองไม่ไหว เขาไม่อยากอุ้มเ้าแมวอ้วนหรอกนะ เพราะตอนนี้ตัวเขายังเล็กนิดเดียว แล้วเขาจะอุ้มเ้าแมวตัวใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวเขาไหวได้ยังไง
คุณแม่คนงามของเขาเห็นอาการของหม่าฟานก็ยิ่งเอ็นดู เธอมานั่งลูบพุงอ้วน ๆ ให้มันเผื่ออาหารจะย่อยเร็วขึ้น เขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลหรือไม่ เขาจึงได้แต่นั่งกินไปด้วยมองไปด้วยเสียเฉย ๆ อาหารมื้อนี้แปลกและอร่อยมากจริง ๆ คราวหลังเขาค่อยให้ครอบครัวพามาเที่ยวอีกดีกว่า บรรยากาศที่นี่ก็ดีกว่าที่คฤหาสน์ในเมืองเสียด้วย เขาชักติดใจลมทะเลที่เป็ธรรมชาติแบบนี้เข้าแล้ว เพราะบนแดนเทพไม่มีสถานที่เช่นนี้ หากเมื่อไหร่ที่เขาได้กลับไป เขาอาจจะขอท่านจ้าวแห่งแดนเทพสร้างขึ้นมาเอาไว้พักผ่อนสักแห่งหนึ่งก็น่าจะดี
คืนนี้จื้อเซินไหลจึงเปิดหน้าต่างนอนรับลมทะเลแทนการเปิดแอร์อย่างทุกวันแทน ทำเอาหลายคนเป็ห่วงกลัวว่าเขาจะไม่สบายอีก แต่ด้วยเหตุผลพร้อมกับหน้าตาน่ารักของหลานชายคนเดียว พวกคุณปู่คุณย่าจึงได้แต่ตามใจเขาเท่านั้นเอง ส่วนพ่อกับแม่ก็ให้คนทายากันยุงให้เขาก่อนนอนเอาไว้ด้วย ป้องกันว่าเขาจะถูกยุงกัดจนไม่สบายไปอีก แต่จื้อเซินไหลที่ไม่กลัวยุงก็ยอมให้พวกเขาทำตามใจ อย่างไรเขาก็จะใช้พลังเทพปกป้องร่างนี้ก่อนนอนอยู่แล้ว ซึ่งไม่อาจให้พวกเขารู้ได้เช่นกัน เขาไม่กล้าใช้พลังมากเกินไปนอกจากวิชาป้องกันง่าย ๆ ด้วยร่างนี้ยังเด็กนักจึงไม่สามารถรองรับพลังมากมายที่เขามีได้ รอให้เขาโตกว่านี้เสียก่อน เขาค่อยฝึกฝนร่างกายนี้ให้พร้อมสำหรับการรับพลังมหาศาลของเขาก็แล้วกัน
กว่าที่จื้อเซินไหลจะได้นอนในคืนนั้นจึงเกือบจะดึกเกินไปเสียอีก เ้าหม่าฟานเองก็วิ่งปร๋อมานอนบนเตียงกับเขาเหมือนทุกวัน กระทั่งทุกคนบอกราตรีสวัสดิ์และจุ๊บเหม่งเขาก่อนออกไปนั่นแหละ จื้อเซินไหลจึงได้หลับได้นอนเสียที ตอนแรกที่ถูกคนเหล่านี้จุ๊บ เขาไม่ได้ยินยอมมากนัก แต่พอนึกได้ว่าเขาไม่ใช่เทพสายฟ้าแต่เป็ลูกหลานของพวกเขา เขาจึงได้แต่ตามน้ำไปอย่างนั้นเอง การถูกคนรักและดูแลเหมือนเด็กคนหนึ่งเขามองว่าความรู้สึกนี้ก็ไม่เลวนัก
เช้าตรู่วันต่อมา หลังทานโจ๊กทะเลง่าย ๆ กันแล้ว พ่อของจื้อเซินไหลจึงพาลูกชายไปหัดว่ายน้ำที่สระในบ้านพักตากอากาศ ตอนแรกคนรับใช้หญิงจะเปลี่ยนชุดว่ายน้ำให้เขา แต่จื้อเซินไหลที่จิตใจเติบโตแล้วมีหรือจะยอมให้หญิงอื่นเห็นจุ๊ดจู๋ของเขานอกจากภรรยาในอนาคตได้ เขาจึงวิ่งวุ่นไม่ยินยอมท่าเดียวจนบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านต้องตามใจให้เขาเปลี่ยนเอง
หม่าฟานมองเ้านายที่วิ่งหนีเหมือนเด็ก ๆ ก็ได้แต่ดูถูก มันหรือออกจะภาคภูมิใจที่ได้โชว์จุ๊ดจู๋อันสง่างามของมันเวลามันนอนแผ่หราให้คนอื่นเกาพุงอย่างสบายอารมณ์ เห็นก็แต่เ้านายมันนี่แหละที่ไม่รู้ว่าจะอายอะไรนักหนา ของเขากับของมันก็ขนาดไม่ได้ต่างกันมากมายใช่ไหมเล่า ในเมื่อตอนนี้เ้านายมันอายุแค่ห้าขวบปีเท่านั้นเอง
จื้อเซินไหลเห็นสายตาของหม่าฟานก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฝากเอาไว้ก่อนเถอะเ้าแมวอ้วน อย่าให้ถึงทีเขาเอาคืนมันก็แล้วกัน เขาจะทำให้ขนที่มันภาคภูมิใจหยิกหยอยและไหม้เกรียมเสียหน่อย หึ! มาดูถูกว่าจุ๊ดจู๋เขาเล็กหรือ ไอ้แมวบ้าเอ้ย!!!
กว่าจะได้เรียนว่ายน้ำก็เกือบสายแล้ว พ่อจึงได้พาจื้อเซินไหลลงน้ำตื้นเสียก่อน เขาสร้างสระนี้เอาไว้สำหรับสอนบุตรชายโดยเฉพาะแต่เพิ่งมีโอกาสพาเขามาที่นี่ ด้วยงานการที่ยุ่งวุ่นวายพวกเขาจึงไม่ได้เดินทางไปไหนไกลนักก่อนหน้านี้ พวกเขาได้แต่พาจื้อเซินไหลไปเที่ยวสวนสนุกหรือห้างสรรพสินค้าเสียเป็ส่วนใหญ่ ด้วยหลายห้างเป็ของตระกูลจื้ออยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ได้กังวลเื่ความปลอดภัยของบุตรชายมากนัก
ตอนนี้เกิดเื่กับบุตรชายพวกเขา ทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าต้องพาจื้อเซินไหลมาเรียนว่ายน้ำโดยเร็ว จะได้ไม่เกิดเื่แบบคราวก่อนอีกหากมีคน้าทำร้ายเขา จื้อเซินไหลที่ไม่รู้ถึงเื้ัการมาเที่ยวครั้งนี้ก็เล่นน้ำอย่างสบายใจ เขาล่ะชอบจริง ๆ อ่างอาบน้ำใหญ่ ๆ เช่นนี้
คนอื่น ๆ มองการสอนว่ายน้ำของจื้อเฟยฉางพร้อมกับดูพัฒนาการอันรวดเร็วเกินเด็กของจื้อเซินไหลก็ได้แต่ปลาบปลื้มใจที่เขาฉลาดมากจนเรียนรู้เื่การว่ายน้ำได้เร็วถึงขนาดนี้ ทั้งที่จื้อเซินไหลเองนั้นว่ายน้ำเป็มาตั้งนานแล้ว แต่เขายังต้องแสดงละครว่าเพิ่งว่ายเป็ให้ทุกคนเห็นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกจับได้ว่าไม่ใช่จื้อเซินไหลคนเดิมแน่ เื่นี้เขายังต้องปิดบังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยเสียด้วย ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องใช้พลังลบความทรงจำของพวกเขาได้อย่างเดียว ซึ่งหากไม่จำเป็เขาก็ไม่อยากทำอย่างนั้น จื้อเซินไหลจึงได้แต่ทำตัวเหมือนเด็กน้อยต่อไป
หลังกลับจากทริปเที่ยวทะเลแล้ว วันจันทร์ต่อมาจื้อเซินไหลก็มีคนขับรถพาไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลของเหล่าลูกหลานคนรวยในตอนเช้าหลังอาหาร เขายังมีกล่องอาหารที่แม่บ้านทำไว้ให้ใส่ในกระเป๋าเป้ใบน้อยที่มีแต่ของเล่นและกล่องข้าวเหมือนทุก ๆ ครั้ง ทำเอาจื้อเซินไหลได้แต่กลอกตามองบนอย่างอนาถใจตนเอง เฮ้อ! เป็เด็กน้อยนี่ลำบากเสียจริง
เมื่อถึงโรงเรียนของเขา จื้อเซินไหลก็เดินไปสวัสดีคุณครูที่รอรับนักเรียนอยู่หน้าโรงเรียนอย่างมีมารยาทตามความทรงจำที่เขามี จากนั้นจึงเดินไปที่ห้องเรียนของตนเองซึ่งเต็มไปด้วยเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของเด็กวัยเดียวกับเขา ทำเอาจื้อเซินไหลน้ำตาตกใน นี่เขาต้องอยู่กับเด็กพวกนี้อีกนานแค่ไหนกัน ฮือ… ข้าอยากกลับแดนเทพแล้ว!!!
เพื่อน ๆ ของจื้อเซินไหลที่เห็นเขามาโรงเรียนก็พากันมาซักถามว่าเขาป่วยเป็อะไร ทำไมถึงลานานจัง จื้อเซินไหลได้แต่ตอบกลับอย่างปวดหัวว่าไม่เป็อะไรมาก แค่ไข้หวัด พวกเพื่อน ๆ จึงได้ยอมถอยห่างด้วยกลัวว่าเขาจะยังไม่หายขาดดีแล้วส่งผลให้พวกเขาติดหวัดไปด้วยน่ะสิ ทำเอาจื้อเซินไหลหมั่นไส้ไอ้เด็กแก่แดดพวกนี้ไม่น้อย มีอย่างที่ไหนมาทำรังเกียจเขาที่แค่เป็ไข้หวัด อีกอย่างถ้าเขาไม่หายดีแล้วจะมาโรงเรียนได้ยังไง มันน่าทุบสักทีสองทีให้หายโมโหเสียจริง
วันทั้งวันในโรงเรียนของจื้อเซินไหลนั้น เขาได้แต่ต้องเรียนตามที่อาจารย์สอนไปเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วยความเบื่อหน่าย หากเขาทำตัวผิดปกติแม้แต่น้อย อาจารย์คงต้องฟ้องผู้ปกครองของเขาแน่ เขาที่ไม่อยากสร้างเื่ยุ่งยากให้ครอบครัวใหม่จึงได้แต่ทำตัวเป็เด็กน้อยท่องจำตามที่อาจารย์สอนไปเช่นนี้แล