ตอนที่ 18
องค์หญิงเสด็จ
[ อีกหนึ่งเดือน จะมีการเปิดตำหนักอัคคี ศิษย์ทุกคน ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปฐีสามารถเข้าร่วม…]
ตำหนักอัคคี ที่แม้จะถือสิทธิ์การโดยราชวงศ์เมฆคราม แต่ราชวงศ์เมฆครามมิได้เป็ผู้สร้างมันขึ้นมา ตำหนักอัคคีแห่งนี้ แท้จริงแล้วเป็มิติปัจจเจกที่มีมาั้แ่ยุคา ไม่อาจทราบว่าผู้ใดเป็ผู้สร้าง แต่ด้านในดูคล้ายตำหนักใต้ดิน ทั้งอากาศร้อนยิ่ง ปราณธาตุอัคคีก็เข้มข้น จึงเหมาะเป็อย่างยิ่ง สำหรับผู้บ่มเพาะปราณอัคคี
ทว่า ตำหนักอัคคีมิใช่สถานที่เที่ยวเล่น การบังคับเปิดในแต่ละครั้งมิใช้เื่ง่าย ทรัพยากรณ์ที่ต้องจ่ายไปก็มิใช่น้อย ทั้งด้านในยังมากไปด้วยบททดสอบ มีทั้งสัตว์อสูรและกลไกกับดัก ซ้ำร้าย ผู้สร้างกลับมีกฏ ห้ามมิให้ผู้ที่ระดับพลังเกินกว่าขอบเขตปราณบาดาลเข้าไป...
“ ตำหนักอัคคีเปิดขึ้นอีกแล้ว พึ่งจะเปิดไปเมื่อห้าปีที่แล้วเองมิใช่หรือ?” เสียงสนทนาของกลุ่มศิษย์ที่อยู่บนชั้นที่สี่ของหอภารกิจดังขึ้น
“ คราครั้งนั้นเปิดให้กับศิษย์รุ่นพยัคฆ์เรา แต่ต้องบอกว่า การรับศิษย์รุ่นชะตาในครานี้ รวดเร็วเกินไป ซึ่งข้าคิดว่า มันต้องมีเลศั์แอบแฝงอยู่เป็แน่”
“ แล้วใครจะไปรู้ ว่าเบื้องบนกำลังคิดอันใด...”
“ แล้วตกลงว่าเ้าจะเข้าร่วมหรือไม่?”
“ ข้าขอผ่าน... คราที่แล้วเข้าไป ก็เจอแต่สัตว์อสูร โชควาสนาอันใด ล้วนถูกกวาดจนเกลี้ยงเกลาไปตั้งเนิ่นนานแล้ว เข้าไปก็เสียเวลาเปล่า ดีไม่ดี อาจเป็การเอาชีวิตไปทิ้งอีก...”
“ ข้าเห็นด้วย...”
หานเฟิงชมมองบรรดาศิษย์รุ่นพยัคฆ์สนทนากัน เมื่อเห็นว่าไม่มีใดน่าสนใจก็ละสายตาออก ก่อนจะก้มลงมองตราหยกในมือ มันเองก็อยู่บนหอภารกิจ ทั้งพึ่งจะส่งมอบภารกิจจนแล้วเสร็จ ได้รับคะแนนมาหมาดๆ
“ พันสองร้อยคะแนน?...ยังคงไม่พอ” หานเฟิงส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปที่กระดานภารกิจ เมียงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกหยิบภารกิจที่เหมาะสม ออกมาสองแผ่น กระทั่งที่สายตาเหลือบไปเห็นอีกแผ่นที่น่าสนใจ ขณะที่กำลังยื่นมือออกไปหยิบ กลับพลันมีถ้อยคำเปี่ยมอำนาจบารมีดังขึ้น
“ หยุดมือ ใบนั้นเป็ข้าเห็นก่อน”
ถ้อยวาจานี้มุ่งตรงมายังหานเฟิง เพราะบริเวณกระดานภารกิจ มีเพียงมันยืนอยู่แค่คนเดียว ทว่า หานเฟิงไม่แม้แต่จะชะงัก มันฉวยภารกิจแผ่นนั้นมารวมกับอีกสองแผ่นในมือ เสร็จ ค่อยผินตัวหันไปเผชิญหน้ากับผู้กล่าวคำ
เป็เฉินฟ่าน…
เฉินฟ่านยังคงตั้งตนเป็ปฏิปักษ์ต่อมัน ซึ่งหานเฟิงเองก็ไม่ทราบ ว่าเหตุใด เฉินฟ่านจึงได้ผูกใจเจ็บต่อตนเองนัก ถ้าจะบอกว่า เพราะการพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ก็เหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว... แต่จะด้วยเหตุผลใดหานเฟิงก็หาได้ใส่ใจ เพราะมันเอง ก็ตั้งตนเป็ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากับเฉินฟ่านผู้นี้อยู่แล้ว แน่นอนว่า เป็เพราะการกระทำอันต่ำช้าของเฉินฟ่าน ที่แสดงต่อเสวี่ยเอ๋อร์ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตที่แล้วมา
เมื่อหานเฟิงหันไปเผชิญหน้ากับเฉินฟ่าน ก็เห็นว่าเฉินฟ่านมิได้มาเพียงคนเดียว ข้างกายของมัน ยังมีศิษย์บุรุษรุ่นเดียวกันอีกสามคน เป็สามคนที่หานเฟิงมักจะเห็นว่า ทำตัวติดกับเฉินฟ่านอยู่ตลอดเวลา ดูไปคล้ายกับผู้ติดตามเสียยิ่งกว่าสหาย
ก็แน่ละ...จะไม่ให้มีผู้ติดตามเลย ก็เห็นจะไม่ได้ เพราะบัดนี้ เฉินฟ่าน มิใช่เฉินฟ่านคนเดิมอีกต่อไปแล้ว หากเป็ เฉินฟ่าน ศิษย์อันดับหนึ่งของรุ่น อัจฉริยะในรอบพันปีของเขตสิบสอง ด้วยอายุวัยเพียงยี่สิบเอ็ด หากระดับพลังกลับก้าวล้ำไปถึงขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สิบ กลายเป็ผู้ที่โดดเด่นอย่างเต็มภาคภูมิ ก้าวไปที่ใด ล้วนแต่ได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาเลื่อมใส เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ล้วนมีแต่คนรับฟัง
การลุกผงาดขึ้นมาของเฉินฟ่าน นับว่าเป็ที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนนัก เดิม ในบรรดาศิษย์รุ่นชะตา มีเพียงสามคน ที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเป็อัจฉริยะของรุ่น ทว่า เฉินฟ่านผู้นี้ เป็มาอย่างไรไม่ทราบ หากกลับเบียดฝ่าขึ้นมาเป็อันดับหนึ่ง ด้วยระดับพลังอันสูงส่ง จนสามผู้ถูกเลือก ยากจะสั่นคลอน
ทว่า เหตุการณ์นี้หาใช่เื่ราวที่เกิดขึ้นมาหลายปีดีดัก หากเป็เื่ราวที่พึ่งบังเกิดได้เพียงแค่ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เดิม เฉินฟ่านผู้นี้อยู่ในสำนักก็มิได้ต่างอันใดไปจากตัวตนอันโปร่งแสง นอกจากวันเปิดรับสมัครศิษย์ ที่คล้ายจะปรากฏรัศมีของอัจฉริยะขึ้นมาอยู่แวบหนึ่ง หากหลังจากนั้น มันก็ถูกกลืนกินไปในฝูงชน หนึ่งปีผ่านก็แล้ว สองปีผ่านก็แล้ว…เฉินฟ่านยังเป็เฉินฟ่านที่โปร่งแสง มิได้มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา กระทั่งผ่านมาได้อีกแค่ครึ่งปี ผู้คนจึงเริ่มที่จะสังเกตุเห็น เฉินฟ่าน ที่อยู่ๆระดับพลังก็เพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ กระทั่งรู้สึกตัวกันอีกที มันก็ได้กลายเป็อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียง
หลายคนพากันสงสัยว่า เฉินฟ่านผู้นี้ แท้จริงได้ประสบพบเข้ากับโชควาสนาเช่นไร ไฉนจึงกลับกลายเป็อัฉริยะ โดยที่ไม่มีผู้ใดได้ทันตระหนัก... ยังมิถูก ยังมีอยู่ผู้หนึ่งที่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของเฉินฟ่าน และมิใช่ใครอื่น หากเป็คู่อาฆาตเพียงหนึ่งเดียวของมัน
หานเฟิง…
หานเฟิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเฉินฟ่าน ก็ั้แ่เมื่อครั้งที่กลับมาจากการเยี่ยมบ้าน เมื่อปีก่อน ตัวมัน ที่ได้รวมกลุ่มกันทำภารกิจกับสหาย โดยที่คราครั้งนั้น มีเฉินฟ่านร่วมอยู่ด้วย ซึ่ง มันก็สังเกตเห็นแล้วว่า เฉินฟ่านที่กลับมาครานี้เปลี่ยนไป ที่เปลี่ยนในตอนนั้นมิใช่ระดับพลัง หากเป็สภาวะอารมณ์
แม้จะกล่าวว่า เฉินฟ่านได้ผูกใจเจ็บต่อหานเฟิงด้วยเื่ราวบางประการ แต่จะอย่างไร มันก็ไม่เคยแสดงออก เฉินฟ่านผู้นี้สะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองเก่งยิ่ง ตลอดเวลาสองปีแรกที่อยู่ในสำนัก มันไม่แม้แต่จะเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายต่อหานเฟิง กระทั่งเื่ราวอย่างการท้าประลองเพื่อล้างอายในครานั้น มันก็ไม่เคยกระทำ
แต่หลังจากกลับมาจากเยี่ยมบ้านในครานั้น มันก็เปลี่ยนไป มัน ไม่สะกดอดกลั้นอารมณ์ของตัวเองอีก กระทั่งยังกล้าที่จะเป็ฝ่ายเข้าหา ชักพาเื่ราวให้เลยเถิดวุ่นวาย มันที่แม้ต่อมาจะถูกลงโทษ หากก็ยังไม่วาย ที่จะแสดงท่าทีเป็ปฏิปักษ์ต่อหานเฟิงอย่างไม่คิดจะปกปิด
กระทั่งเวลาต่อมา ที่ระดับพลังของมันก็ก้าวหน้าขึ้น ไต่ทะยานอย่างก้าวะโ ก้าวล้ำนำเหนือศิษย์ทุกๆคนในรุ่น จนได้ชื่อว่าอัจฉริยะในรอบพันปีของเขตสิบสอง แต่ถึงกระนั้น มันยังคงไม่ละวางความคิด ที่จะประหัตปะากับหานเฟิง...
“ ข้าหวังเพียงเ้าจะไม่ขลาดกลัว จนไม่กล้าที่จะเข้าร่วม การสำรวจตำหนักอัคคีในครั้งนี้...” เป็คำกล่าวที่เฉินฟ่านทิ้งไว้ ก่อนเดินจากไป...
หานเฟิงมองส่งเงาหลังของกลุ่มคนอย่างเรียบเฉย มันมิได้ขาดกลัว มันกระทั่งมิได้สนใจใส่ใจต่อคำขู่ของมัน มันเพียงนึกย้อนไปถึงแววตาคู่นั้นของเฉินฟ่าน แววตา ที่คล้ายจะแฝงไปด้วยความบ้าคลั่งอยู่ภายใน มันจึงอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า...
‘ กลับบ้านไปครานั้น ที่แท้เกิดอะไรขึ้นกับมัน...’
ภายในหนึ่งเดือนก่อนการเปิดตำหนักอัคคี หานเฟิงเอาแต่ทุ่มเททำภารกิจ เป้าหมาย คือคะแนนจำนวนหนึ่ง สิ่งที่มัน้าแลกเปลี่ยนในครานี้ เป็อาวุธ มีดระดับมนุษย์สองเล่มที่มี ไม่เพียงพอที่จะใช้ต่อกรกับสัตว์อสูรในตำหนักอัคคี แม้ว่า ตระกูลหลี่จะร่ำรวย และได้ชื่อว่าเป็ตระกูลใหญ่ แต่นั่นก็เพียงแค่ขอบเขตของเมืองเล็กๆ แถบชายขอบอาณาจักร ไหนเลยจะมีปัญญา เก็บซ่อนรักษาสมบัติล้ำค่าอันใด
เวลายังคงล่วงผ่านไป กระทั่งเหลือเวลาอีกเพียงสองวันก่อนการเปิดตำหนักอัคคี ในที่สุด หานเฟิงก็รวบรวมคะแนนได้ครบตามเป้าหมาย มันจึงนำคะแนนไปแลกอาวุธ ซึ่งอาวุธที่มันแลกมาก็คือดาบ ดาบระดับปฐี ตัวดาบสีเงินราบเรียบ มิได้มีรูปลักษณ์โดดเด่นอันใด
เวลาล่วงผ่านไปอีกครั้ง จนมาถึงวันที่หลายๆคนรอคอย วันเปิดตำหนักอัคคี...
ย่ำรุ่ง ที่ดวงตะวันยังมิทันโผล่พ้นขอบฟ้า บริเวณลานกว้าง ต่างก็ยืนเต็มไว้ด้วยผู้คน นับได้...
หนึ่ง…
สอง…
สาม…
... สามสิบแปดคน
จากศิษย์รุ่นชะตาทั้งหนึ่งร้อย รวมกับศิษย์รุ่นพยัคฆ์อีกหลายสิบคนที่ยังมีระดับพลังไม่เกินขอบเขตปฐี ทว่า มารวมตัวกันในวันนี้แค่สามสิบแปดคนเท่านั้น ทั้งในสามสิบแปดคนนี้ ถ้าใครรู้จัก จะสังเกตเห็นได้ว่า กว่าครึ่ง ต่างก็เป็ศิษย์ในสายการผลิต
ซึ่งไม่แปลก…
เพราะทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่า ภายในตำหนักอัคคี มากไปด้วยภยันตราย ทั้งกับดักกลไก ทั้งสัตว์อสูร แม้ปราณอัคคีจะหนาแน่น หากเหมาะสมกับเพียงสายการผลิต ที่บ่มเพาะปราณอัคคีเป็ทุนเดิม แต่สำหรับสายวิชาอื่นๆที่มิได้บ่มเพาะปราณอัคคีนั้น การที่เข้าร่วม ย่อมเพียงเพราะคาดหวังในโชควาสนา ทว่า การจะหวังพบเจอกับโชควาสนานั้นไม่ง่าย ทั้งจำต้องพกพาความพยายามให้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว นั่นเพราะ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ตำหนักอัคคี เคยถูกเปิดขึ้นมาแล้ว เป็จำนวนที่นับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้น โชควาสนาที่หลายๆคนวาดหวัง ต่างก็ล้วนแต่ถูกเก็บเกี่ยว ไปจนแทบจะไม่เหลือสิ่งใดอยู่อีก
แต่ก็ยังมีคำว่า แทบ... ให้ผู้คนได้คลุ้มคลั่ง
ดังนั้น จึงมีกลุ่มศิษย์สายวิชายุทธ์ อย่างพวกเฉินฟ่านหรือหวังมู่ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมการสำรวจ เพราะต่างก็คาดหวัง ว่าจะได้พบเข้ากับโชควาสนา ที่ยังไม่เคยถูกผู้ใดพบเจอ
“ คนที่จะเข้าร่วมการสำรวจ คงมาพร้อมกันหมดแล้วกระมัง”
หานเฟิงเห็นว่าผู้กล่าวเป็ชายชรา เป็หนึ่งในสองรองจ้าววังเขตสิบสองแห่งนี้ ที่มันเคยพบพานเพียงไม่กี่ครั้ง
“ พวกเ้าได้อ่านประกาศกันหมดแล้วหรือไม่?” รองจ้าววังกล่าวขึ้นต่อ “ อย่างที่พวกเ้ารู้ พวกอาจารย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยในครานี้ ต่างก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปด้านใน สิ่งที่พวกเ้าจะต้องเผชิญ ไม่ว่าจะสัตว์อสูร กับดัก หรือด่านทดสอบ พวกเ้าล้วนต้องตัดสินใจกันเอาเอง หากเป็ไปได้ ข้าก็อยากให้พวกเ้ารวมกลุ่มกันไว้ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน...
แล้วก็... ไม่ได้มีแค่วังยุทธ์เขตสิบสองเราเท่านั้นที่เข้าร่วม ยังมีศิษย์จากเขตอื่นๆ ทางที่ดี พวกเ้าอย่าได้สร้างปัญหาต่อกัน”
กล่าวจบก็กวาดสายตามองบรรดาศิษย์ ขบคิดอีกเล็กน้อยว่าตนลืมกล่าวสิ่งใดไปบ้างหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่น่ามีแล้วจึงค่อยกล่าวขึ้นต่อ “ ...เอาละ สมควรแก่เวลาแล้ว เรามาเดินทางกันเลยเถอะ...”
สิ้นคำของรองจ้าววัง อาจารย์ห้าทางด้านหลังก็ะโออกมายืนล้อมศิษย์ทั้งสามสิบแปดไว้ตรงกลาง หานเฟิงชมดูก็เห็นว่า หนึ่งในอาจารย์ทั้งห้ามีซูหยวนป้ารวมอยู่ด้วย ส่วนอีกสี่คนมันล้วนไม่เคยรู้จัก ทั้งยังเห็นอีกว่าในมือของอาจารย์ทั้งห้าคนถือไว้ด้วยตราประทับที่แลดูเก่าแก่โบราณ ก่อนที่ครู่ต่อมา จะได้ยินเสียงกล่าวของรองจ้าววัง ดังก้องกังวาน
“ เปิดการใช้งาน อาคมเคลื่อนย้ายทางไกล”
สิ้นคำ ตราประทับก็ค่อยๆทอแสงสีครามออกมา เพียงชั่วขณะก็สว่างวาบ รอบด้านของคนทั้งหมดบังเกิดเป็แสงสีครามเจิดจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด หากแค่เพียงชั่วครู่ ทุกคนต่างก็คล้ายจะรู้สึกว่ายืนไม่มั่น หลายคนเซถลา ก่อนที่แสงสว่างโดยรอบจะจางหายไป
เมื่อรู้ตัวอีกที พวกมันก็มาปรากฏตัวอยู่บนทุ้งหญ้าโล่งกว้าง ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม เพราะยังเป็่เช้ามืด ที่ดวงตะวันยังไม่ปรากฏขึ้นมา หลายคนที่ไม่เคยเดินทางด้วยวิธีการเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นเต้น หากยังมีหลายคน ที่ให้ความสนใจกับฟากฟ้าที่เปลี่ยนไป
“ ไฉน กลับมามืดอีกแล้ว เมื่อครู่ดวงตะวันโผล่ขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ เราเคลื่อนย้ายทางไกลมาทางตะวันตก” ผู้กล่าวเป็ซูหยวนป้า “ ระยะทางไกลจากวังยุทธ์เขตสิบสองเรามากนัก ยังคงต้องรออีกประมาณครึ่งชั่วยามกว่าจะมองเห็นดวงตะวัน”
หลายคนได้ฟังก็พากันพยักหน้าเข้าใจ ส่วนหานเฟิง มันเพียงกวาดสายตามองไปรอบๆ แม้ว่าจะมืด แต่ด้วยระดับพลังในยามนี้ ก็ยังพอให้มันมองเห็นได้อยู่บ้าง แม้จะไม่ชัดเจนก็ตาม
หานเฟิงเห็นว่า แม้จะมาก่อนกำหนดไปสิบปี แต่สถานที่แห่งนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทุ้งหญ้ากว้างไกลยังคงเหลืองแห้ง สายลมอ่อนๆที่พัดพายังคงชวนให้ผู้คนรู้สึกร้อนรุ้มไปถึงข้างใน แม้ว่าตำหนักอัคคีจะอยู่ในมิติปัจเจก แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ชั่วขณะที่กำลังขบคิด หานเฟิงก็พลันได้ยินคนผู้หนึ่งกล่าวเรียก
“ หานเฟิง…”
เมื่อหันมองตามเสียง ก็เห็นว่าเป็ซูหยวนป้า ที่กำลังเดินเข้ามา
“ ตำหนักอัคคี คงเหมาะกับเ้าที่บ่มเพาะปราณอัคคียิ่งแล้ว แต่ถ้าเป็ไปได้ ข้าอยากให้เ้าสำรวจเข้าไปด้านในให้ลึกๆ ยิ่งลึกเท่าไร ปราณอัคคีในบรรยากาศจะยิ่งเข้มข้น ซึ่งนั่นจึงเป็ประโยชน์ต่อเ้ายิ่งแล้ว”
“ ขอบคุณท่านอาจารย์ที่บอกกล่าว”
“ แต่ก็ต้องระวังเอาไว้ให้มาก ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใด บททดสอบก็ยิ่งยาก ภยันตรายก็ยิ่งมากตามไป”
“ ขอบคุณท่านอาจารย์อีกครั้ง ที่น้อมเตือน”
“ จริงสิ ไฉนข้าจึงไม่เห็นหวังซูเหยา...” ซูหยวนป้ากวาดสายตามองโดยรอบ ดูศิษย์รุ่นชะตาที่ตนเป็อาจารย์ที่ปรึกษา ก็เห็นว่ามีกันเพียงไม่กี่คน ส่วนที่เหลือ ล้วนแต่เป็ศิษย์รุ่นพยัคฆ์
“ นาง ที่พอทราบว่าด้านในร้อนยิ่ง ก็ยืนกรานว่าจะไม่มา” หานเฟิงตอบกลับไป
“ งั้นเหรอ... แล้วหวังเจิ้งหู่กับสุ่ยหลิงเยว่เล่า? คู่นี้ต่างก็ฝึกปรือวิชาโอสถ ไฉนจึงยอมพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้?”
หานเฟิงเกาศีรษะ ขบคิดไปว่า ไฉนตนจึงกลายเป็ฝ่ายข่าวกรองไปแล้ว หากยังคงตอบไป “ เจิ้งหู่กับหลิงเยว่ ยังคงวุ่นวายกับการเตรียมการ เอ่อ... พิธีสมรส ในเดือนหน้า”
“ หืม!!... จะแต่งกันแล้ว? ก็นะ สามปีแล้วนีนา...พอวันงานคงมีเทียบเชิญมาหาข้าอยู่หรอกกระมัง กลับไปคงต้องเตรียมหาของขวัญแล้วสิ...” ซูหยวนป้ากล่าวพึมพำไม่สนใจหานเฟิง ก่อนจะเดินตรงไปทางกลุ่มของเฉินฟ่าน หานเฟิงคาดว่า คงไปกล่าวเตือนพวกนั้นเช่นเดียวกับตน
หานเฟิงละสายตาออกมา หากยังไม่ทันได้หันมองสิ่งใด ก็พลันมีคนกล่าวทักขึ้นอีกครั้ง
“ หานเฟิง…”
ครานี้เป็หวังมู่ มันเดินมาคนเดียว
“ เ้ามาคนเดียว ไปรวมกลุ่มสำรวจกับพวกข้าทางด้านโน้นเถอะ” หวังมู่กล่าวพร้อมกับยกนิ้วโป้งชี้ข้ามหัวไหล่ไปทางด้านหลัง
หานเฟิงมองตาม ก็เห็นว่ามีศิษย์รุ่นพยัคฆ์ยืนอยู่อีกสี่คน “ ข้าเกรงว่าจะเป็ตัวถ่วงให้กับกลุ่มของศิษย์พี่มู่แล้ว”
“ ไหนเลยจะเป็ตัวถ่วง เ้าออกเก่งกาจปานนั้น ไปเถอะอย่าได้ดื้อดึงเลย อย่างน้อยๆ พวกข้าที่เคยมากันแล้ว ต่างก็ทราบเส้นทางภายในอยู่พอสมควร รับรอง เ้าตามพวกข้าไปไม่ผิดหวัง ด้านในปราณอัคคีเข้มข้นยิ่ง” หวังมู่ใช้ฝ่ามืออันใหญ่โต ฉุดลากแขนหานเฟิงให้ตามไปโดยมิยอมให้ขัดขืน
หานเฟิงจึงได้แต่ต้องปล่อยให้เลยตามเลยไป เข้าไปด้านใน พอสบโอกาส มันค่อยหาจังหวะปลีกตัวออกมาอีกที
ผ่านพ้นไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มองเห็นดวงตะวันตามที่ซูหยวนป้าได้กล่าวไว้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ผู้คนก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ทุกหญ้าจึงมิได้สงบเงียบอีก หากเต็มไปด้วยสรรพสำเนียงพูดคุยของผู้คนนับพัน
“ ผู้คนมากมายเช่นนี้ ตำหนักอัคคีจะไม่เล็กไปหรือ?” ศิษย์รุ่นชะตาผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงตอบกลับจากศิษย์รุ่นพยัคฆ์ว่า
“ อื่ม เยอะกว่าปีที่แล้วมาก แต่ไม่ต้องกังวล ตำหนักอัคคีใหญ่โตกว่าที่เ้าคิดเอาไว้เยอะ”
“ แล้วทางเข้าอยู่ที่ใด ไฉน มองเห็นแต่ทุ่งหญ้าเหลืองแห้ง กับผู้คน?” ศิษย์ผู้นั้นซักถามต่อ
“ อยู่ที่นี่” ศิษย์รุ่นพยัคฆ์ชี้นิ้วลงไปที่พื้น “ เพียงเปิดคลายผนึกมิติ ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะถูกพาเข้าไปด้านใน”
ศิษย์ขี้สงสัยผู้นั้นพยักหน้ารับ
หานเฟิงชมมองโดยรอบ ก็เห็นว่าผู้คนมากมายจริง ทั้งยังมากกว่าในชีวิตที่แล้วอีก หากชั่วขณะที่กำลังกวาดสายตามองอยู่นั้น ก็พลันได้ยินเสียงแตกตื่นฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชน
“ น นั่น!!! องค์หญิงซินถง”
“ หืม!!! องค์หญิงซินถงก็เสด็จมาเข้าร่วมด้วย?”
“ แม่เ้า!!! องค์หญิงช่างสง่างามยิ่ง หืม!!..แล้วนั่นผู้ใด พระสหาย?..”
“ องค์หญิงซินถงเสด็จมาพร้อมกับพระสหาย...”
เสียงกล่าวที่แว่วมาก็ประดานี้ หานเฟิงที่ได้รับฟังก็ครุ่นคิด...
‘ ...องค์หญิง?...หยุนซินถง? โอ้!!..ไม่ได้เจอกันนานแล้วสินะ... ยามนี้นางสมควรอายุยี่สิบห้าแล้ว ข้าจำได้ว่า นางได้อภิเษกให้กับองค์ชายของอาณาจักรนภาทมิฬ ั้แ่ตอนที่นางอายุครบสิบแปด ทว่า...พระสวามีของนาง มัวเมาในกามารมณ์ ท้ายที่สุด กลับถูกกลุ่มคนลึกลับ ลอบปลงพระชนม์ แม้ตัวข้าในตอนนั้นจะไม่ทราบถึงต้นสายปลายเหตุ แต่พอมาลองคิดๆดูตอนนี้ ก็รู้สึกว่าสมองแจ่มชัดคาดเดาได้อย่างง่ายดาย...
*ที่หานเฟิงที่ยังคงจดจำเื่ราวปลีกย่อยเช่นนี้ได้ ย่อมเป็ผลมาจาก เคล็ดวิชาพิษดาร ภาควัฏมนุษย์ ที่บ่มเพาะสติปัญญา บทนั้น*
...พระสวามีของนางที่ถูกลอบปลงพระชนม์ คงเพราะไปล่วงเกินสตรีที่มิสมควรเข้า ย่อมแน่นนอนว่า สตรี ที่ระดับเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรยังไม่อาจเอื้อม ก็เห็นจะมีแต่แดนผู้พิทักษ์แล้ว…
...และการที่หยุนซินถงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี้ พระสวามีของนางคง...’
ชั่วขณะที่หานเฟิงกำลังครุ่นคิด ไกลห่างออกไปมันก็พลันเห็นขบวนเสด็จ มีทหารในชุดเกราะห้อมล้อมบางตา ใจกลางการอารักขา มองเห็นเป็สตรีสองนางกำลังทอดเดินเคียงกัน หนึ่งนั้นคือองค์หญิงซินถงผู้สูงสง่า นางอยู่ในชุดศิษย์วังยุทธ์เมฆคราม ที่ลายริ้วเมฆมิใช้สีน้ำเงิน หากแต่เป็สีทอง กับสตรีอีกผู้หนึ่ง นาง ที่ร่างแบบบางสวมใส่ไว้เพียงชุดยาวสีขาวเรียบง่าย ใบหน้าที่ผู้คนต่างคาดเดากันไปต่างๆนานาถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า มีเพียงสองตาเรียวหงส์ที่สะกดผู้คนให้จ้องมอง...
หานเฟิงที่พอเห็นเช่นนั้นก็พลันตะลึงงัน ห้วงสติของมันราวกับถูกสายฟ้ากระหน่ำฟาด แววตาของมันเลื่อนลอย เหม่อมองสตรีผู้นั้นอย่างโง่งม ปาก ที่อ้าเปิด ขยับขึ้นลงเป็ถ้อยคำกล่าว ที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดเล็ดลอดออกมา
“ เสวี่ยเอ๋อร์…”