เดิมทีติงเหว่ยเตรียมคำพูดเอาไว้มากมายเพื่อจะโน้มน้าวท่านพ่อของนางนึกไม่ถึงเลยว่าท่านพ่อจะยิ้มจนตาหยีและลากอู๋ต้าซานไปคุยด้วย แล้วยังให้แม่นางหลี่ว์จัดขนมสองถุงให้พวกเขาสองสามีภรรยาจะได้เอากลับไปฝากลูกๆ
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงเองก็ประหลาดใจเช่นกันทว่าแม่นางหลี่ว์ที่แต่งงานอยู่กินกับผู้อาวุโสติงมาหลายปีเข้าใจความคิดของสามีนางเป็นอย่างดีนางจึงหัวเราะออกมาแล้วก็เพิ่มผ้าฝ้ายเนื้อดีใส่ลงในตะกร้าของภรรยาอู๋ต้าซานอีกหนึ่งผืน
พอถึงมื้อเย็นในที่สุดครอบครัวก็ได้ร่วมกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผู้อาวุโสเกรงว่าจะมีปัญหากับสกุลอวิ๋นเขาจึงเอ่ยปากไล่ให้ลูกสาวกลับไปแต่ติงเหว่ยก็ยืนกรานจะค้างที่บ้านหนึ่งคืน แม่นางหลี่ว์รู้สึกสงสารลูกสาวจึงขอให้นางอยู่ต่อด้วยผู้อาวุโสติงจึงยอมไปด้วย
ทุกคนในครอบครัวเหมือนกับทุกค่ำคืนสมัยก่อนตอนที่พวกเขายังลำบากและยากจนหลังจากพวกเขากินข้าวเสร็จก็จะคุยเล่นกันแล้วก็หาอะไรง่ายๆ ทำไปด้วยจนดึกดื่น
พี่ใหญ่และพี่รองต่างก็พาภรรยาและลูกไปเข้านอนหมดแล้วเหลือไว้เพียงติงเหว่ยที่คิดจะไปเคี่ยวซุปไก่ที่ห้องครัวสักหน่อยนางอยากให้ท่านพ่อดื่มซุปอีกสักชาม จะได้บำรุงร่างกายแล้วค่อยเข้านอน
……
ค่ำคืนในช่วงต้นฤดูร้อนน่าหลงใหลมากกว่าตอนกลางวันแม้ว่าพระจันทร์ยามเกิดสุริยุปราคาจะเหลือแค่เพียงส่วนโค้งเท่านั้นทว่ากลับสว่างมากเป็นพิเศษ แมลงจำนวนนับไม่ถ้วนร้องเพลงอย่างมีความสุขตามมุมหรือใต้ต้นไม้และนกที่มาช้าก็มาร่วมสนุกและส่งเสียงร้องบนท้องฟ้าประสานไปด้วยกัน
ติงเหว่ยที่ยืนอยู่ในลานบ้านก็ถูกวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเหล่านี้ดึงดูดไปครู่หนึ่งนางบิดขี้เกียจในช่วงวันสบายๆ ที่หาได้ยากเช่นนี้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะถอนหายใจอย่างสบายใจจู่ๆ ข้างนอกลานบ้านก็มีคนมาส่งเสียงมาว่า “อ้าว แม่นาง!”
ติงเหว่ยตกใจและหวาดกลัวในขณะที่นางหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมกันลมสีดำและหมวกยืนอยู่ที่ด้านนอกประตูไม้ทั้งสองบานของบ้านนางไม่สามารถบอกรูปร่างหน้าตาและอายุที่แน่นอนของเขาได้ มองเห็นเพียงริมฝีปากที่ขาวซีดและเสียงเรียกอย่างอ่อนแรกของเขาที่เห็นได้อย่างชัดเจนภายใต้แสงไฟสลัวๆ
ติงเหว่ยก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวนางถามอย่างระมัดระวังว่า “แขกท่านนี้ เหตุใดจึงมาเยี่ยมตอนกลางดึกเช่นนี้ท่านมาผิดบ้านหรือเปล่า?”
เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นตกตะลึงไปครู่หนึ่งแต่แล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ข้าจะไปหาบ้านสกุลอวิ๋นสกุลอวิ๋นที่ย้ายมาจากซีจิง ไม่ทราบว่าแม่นางช่วยบอกทางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
สกุลอวิ๋น!
ติงเหว่ยเบิกตากว้างในทันทีใจของนางก็เต้นระส่ำระสาย ถึงแม้นางจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ทว่าสกุลอวิ๋นย้ายมาจากเมืองหลวงเพื่อออกมาอยู่เงียบๆแต่ว่าเรื่องที่พวกเขามาอยู่ที่นี่เพื่อซ่อนตัวจากศัตรูที่อาฆาตแค้นนางก็ยังพอจะรู้อยู่บ้างวันนี้คนที่ใส่เครื่องแต่งกายและประพฤติตัวแปลกๆ อย่างเห็นได้ชัด มาถามทางกลางดึกไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็อดที่จะขนลุกขึ้นมาไม่ได้
หรือว่าจะเป็นนักฆ่าที่ตามมาฆ่าอย่างนั้นหรือ?
สกุลอวิ๋นเพิ่งส่งคนมากกว่าครึ่งออกไปตามหาหญ้านิรันดร์หากว่านักฆ่าเข้าไปในจวนยามนี้ขึ้นมาก็จะเหมือนราชสีห์ที่เข้าไปอยู่ในฝูงแกะ!แล้วลูกชายของนางจะเป็นอย่างไร ทุกคนที่ใกล้ชิดกับนางจะเป็นอย่างไร และกงจื้อหมิงที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกจะทำอย่างไร?
ไม่ได้เด็ดขาดอย่างไรก็ต้องคิดหาวิธีออกมาให้ได้!
“ข้ารู้ว่าจวนสกุลอวิ๋นอยู่ที่ไหนแต่ว่ามันอยู่ไกลเกินไปจริงๆ ต่อให้ท่านจะรีบไปก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักในบ้านข้ามีน้ำชาอุ่นๆ อยู่ หรือให้ข้ายกน้ำชาอุ่นๆมาให้ท่านสักแก้วเพื่อดับกระหายก่อนเถอะ”
“อ่าตกลง ขอบคุณแม่นาง” ชายคนนั้นเองก็เข้าใจในมารยาทอยู่บ้างร่างกายที่โคลงเคลงไปมาของเขาพิงอยู่กับบานประตูและคำนับแต่น่าเสียดายที่ร่างกายของเขากลับสั่นไม่หยุด ราวกับว่าพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอดทนกับอะไรบางอย่าง
บางทีเมื่อชาติก่อนนางอาจดูหนังวรยุทธเกี่ยวกับการวางยาพิษในชามากเกินไปเมื่อติงเหว่ยเห็นดังนั้นก็หวาดกลัวมากขึ้นไปอีก นางเกรงว่าเขาจะเกิดความคิดรุนแรงขึ้นมาและฆ่าปิดปากนางทั้งครอบครัวนางพยายามอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อจะอดกลั้นความหวาดกลัวเอาไว้เมื่อนางเข้าไปในครัวก็รินน้ำออกมา และหยิบเอายาสลบจากในกระเป๋าของนางเทลงไปในถ้วยโดยไม่ต้องคิด
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ท่านลุงเหว่ยมักจะชำแหละสัตว์เล็กๆ เพื่อทำการทดลอง ซึ่งทำให้ลานด้านนอกมีเสียงร้องห่มร้องไห้เหมือนผีสางและหมาป่ามีอยู่ครั้งหนึ่งนางเคยถูกจับไปยังสถานที่จริงเพื่อทำการชี้แนะนางจึงเสนอขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ดังนั้นท่านลุงเหว่ยเองก็ใช้ยาชนิดนี้อยู่ รอให้สัตว์เหล่านั้นมึนงงเสียก่อนแล้วค่อยเริ่มลงมือแม้ว่าเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆ จะหนีตายออกมาได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ได้รับความฝันอันเจ็บปวดน้อยลงไปไม่น้อย
ติงเหว่ยมองอย่างสนใจนางไปหาท่านลุงเหว่ยเพื่อปรึกษาอะไรนิดหน่อยวันนี้รีบกลับบ้านมาเยี่ยมท่านพ่อที่กำลังป่วย นางเลยไม่ทันได้เปลี่ยนชุดความบังเอิญหลายๆ อย่างมารวมกันเช่นนี้ก็เลยทำให้นางสามารถ“ชิงลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ”
ไม่รู้ว่าชายในเสื้อคลุมดำคนนั้นกระหายน้ำจริงๆหรือว่าใจร้อนอยากให้ติงเหว่ยแนะนำทางให้ เมื่อรับถ้วยน้ำไปก็ยกขึ้นดื่มทันทีโดยไม่ทันสังเกตอะไร
และในตอนท้ายเขายังเอ่ยชมว่า“ช่างเป็นน้ำที่อร่อยจริงๆ”
บางทีน้ำถ้วยนั้นอาจทำให้คอของเขาชุ่มชื้นเสียงของเขาจึงชัดเจนกว่าเดิมมาก แต่น่าเสียดายที่ติงเหว่ยไม่มีกระจิตกระใจมาชื่นชมในตอนนี้ในหัวใจและสายตาของนางต่างก็เห็นเป็นสายเลือดของสกุลอวิ๋นที่ไหลอยู่
โชคดีที่ชายคนนั้นไม่ได้ทำให้นางกังวลอยู่นานในขณะที่เขาเอื้อมมือไปวางชามกลับ จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นมาลูบหน้าผากและพึมพำว่า “ทำไมข้าถึงได้เวียนหัวขนาดนี้?”
หลังจากพูดจบมือของเขาก็คลายออกและปล่อยถ้วยกระเบื้องลายครามตกลงไปกระแทกบนพื้นดัง “เพล้ง”และแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงดังชัดเจนออกไปไกลในยามกลางคืนที่เงียบสงัดไม่นานพี่ใหญ่และพี่รองก็สวมเสื้อคลุมวิ่งเข้ามา
เมื่อทั้งสองคนเห็นน้องสาวยืนอยู่ที่ประตูจึงรีบก้าวไปข้างหน้าและถามว่า “น้องหญิงทำไมเจ้ายังไม่นอนอีกมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
ติงเหว่ยเห็นชายในเสื้อคลุมสีดำล้มลงตามที่คาดไว้ตอนนี้จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นนางก็เข่าอ่อนล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้น
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็พากันตกใจพวกเขาช่วยกันประคองน้องหญิงข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าติงเหว่ยจะพยายามยืนอยู่กับที่แล้วก็ตะโกนบอกพี่ชายทั้งสองว่า“ที่ด้านนอกประตูมีคนไม่ดี พวกพี่รีบไปหาเชือกแล้วเอาไปมัดคนไว้เร็วเข้าจะต้องเป็นเชือกที่หนาและแข็งแรงเท่านั้น!”
“อายังมีอีกเรื่อง!” เมื่อพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงได้ฟังก็ตื่นตระหนกเป็นอย่างมากพวกเขาไม่สนใจจะตำหนิน้องสาวอีกต่อไปและรีบพากันไปหาเชือก
พวกเขาทั้งสองคนเปิดประตูบ้านด้วยความระมัดระวังเมื่อพวกเขาเห็นชายในชุดคลุมสีดำที่ทำตัวลับๆ ล่อๆความสงสัยทั้งหมดที่พวกเขามีในใจก็มลายหายไป
ไม่ว่าคนคนนี้จะเป็นใครก็ตามจับเขาวางกลับหัวไว้ก่อนก็ถูกต้องแล้ว คนดีที่ไหนจะใส่ชุดสีดำราวกับวิญญาณอย่างนี้?
แม้ว่าสองพี่น้องจะไม่เคยมัดใครมาก่อนเลยแต่พวกเขาก็มัดเท้าของหมูเพื่อฆ่าหมูในช่วงตรุษจีนเสมอ นานๆ ทีสองพี่น้องจะร่วมมือกันอย่างคล่องแคล่วไม่ทันไรก็มัดมือและเท้าของชายคนนั้นเอาไว้ได้สำเร็จแต่พวกเขาก็ยังไม่วางใจจึงจะเอาเชือกมามัดเพิ่มอีกหนึ่งเส้น พวกเขามัดคนคนนั้นจนกลายเป็นห่อบ๊ะจ่างแล้วถึงจะหยุดมือ
ติงเหว่ยที่ยืนดูอยู่ข้างๆก็เดินไปข้างหน้าและเตะเขาไปสองที เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาแม้แต่นิดเดียวนางก็พูดกระซิบเบาๆ ว่า “พี่ใหญ่พี่รอง คนนี้มาสืบข่าวสกุลอวิ๋น ข้ามองอย่างไรก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องดีมิสู้พวกท่านเข็นเกวียนในบ้านเราออกมา ข้าจะเข็นเขากลับไปที่จวนสกุลอวิ๋นแล้วกันส่วนท่านพ่อกับทางแม่ทางนี้ข้าฝากพวกท่านช่วยอยู่สักสี่ห้าวันพอถึงตอนนั้นข้าค่อยหาเวลาว่างออกมาหา”
เมื่อพี่รองได้ฟังก็โมโหขึ้นมาทันทีเขาจ้องนางและพูดว่า “เจ้าเป็นผู้หญิง จะให้เข็นคนร้ายไปได้อย่างไร?เจ้ารอก่อน เดี๋ยวพวกข้าไปบอกภรรยาไว้สักหน่อยแล้วจะไปส่งเจ้าที่จวนสกุลอวิ๋น”
ติงเหว่ยยังคิดอยากจะปฏิเสธแต่เมื่อคิดได้ว่าตอนขากลับพี่ใหญ่และพี่รองก็กลับเป็นเพื่อนกันดังนั้นนางจึงพยักหน้า
ผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ทรมานมาสองวันต่างก็นอนหลับฝันหวานไปแล้ว ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้ปลุกพวกเขาขึ้นมา
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างไปบอกกับภรรยาของตนและพี่น้องทั้งสามคนก็ออกจากบ้านไป
ในยามดึกของต้นฤดูร้อนคนสามคนกำลังเข็นเกวียนที่มีชายสวมเสื้อคลุมสีดำ ไม่ต้องพูดถึงว่าการรวมกันนี้ดูแปลกขนาดไหนโชคดีที่ตอนกลางดึกเงียบสงัด ไม่มีใครเห็น ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงถูกคนทั้งหมู่บ้านนินทากันอีกครั้ง
บ้านสกุลติงและจวนสกุลอวิ๋นอยู่ห่างกันไม่ไกลต่อให้เดินช้าๆ ตอนกลางคืนไม่เกินหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว
ทันทีที่ติงเหว่ยมาถึงหน้าประตูนางก็รีบเคาะประตูในคืนนั้นเป็นเวรยามของท่านลุงหลี่ แต่น่าเสียดายที่ตอนอาหารเย็นเขาแอบดื่มเหล้าไปถ้วยหนึ่งยามนี้ก็เลยกำลังนอนหลับฝันหวานอยู่ติงเหว่ยเคาะเรียกอยู่นานสองนานจนทำให้เขาตื่นขึ้นมาเขาเองก็ไม่พอใจอยู่บ้างแต่เมื่อเปิดหน้าต่างเล็กๆบนประตูแล้วเห็นว่าเป็นติงเหว่ยก็ไม่กล้าชักสีหน้าใส่ ทั้งยังทักทายกลับอีกว่า“แม่นางติง เจ้าไม่ได้จะกลับมาพรุ่งนี้หรอกหรือ? ทำไมถึงได้วิ่งกลับมาเวลาดึกดื่นเช่นนี้หรือว่าเป็นห่วงอันเกอเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?”
ในขณะที่เขาพูดอยู่ก็เปิดกลอนประตูเพื่อให้ติงเหว่ยเข้าไปคิดไม่ถึงว่าจะเห็นชายหนุ่มอีกสองคนที่ด้านหลังของติงเหว่ยด้วยเขาจึงตื่นตัวขึ้นมาในทันที
ติงเหว่ยไม่รอให้เขาถามคำถามและรีบอธิบายอย่างรวดเร็วว่า“ท่านลุงหลี่ นี่คือพี่ชายทั้งสองคนของข้า พวกเราจับคนร้ายได้ข้าก็เลยจะไปรายงานให้นายน้อยทราบทันทีท่านช่วยข้ายกคนเข้ามาหน่อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น”
เมื่อท่านลุงหลี่โผล่หน้าออกมาเขาจึงเห็นเกวียนที่อยู่ข้างๆ พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติง เขาตกใจจนตัวสั่นและหายเมาอย่างสมบูรณ์
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รีบไปเถอะที่นี่ปล่อยให้ข้าจัดการเอง รับรองว่าจะไม่มีปัญหาอะไร!”
“อ่าตกลง”
……
ติงเหว่ยเองก็ไม่มีเวลามาพูดสุภาพอยู่นางรีบพุ่งเข้าไปในเรือนหลัก บางทีองครักษ์เงาอาจจะรายงานสิ่งผิดปกติไปแล้วในขณะที่ติงเหว่ยกำลังจะเข้าไปในลานบ้าน ไฟในห้องหลักก็ถูกจุดไว้อยู่แล้ว เฟิงจิ่วเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเมื่อเห็นติงเหว่ยเขาก็ทักทายด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “พี่ติง ทำไมท่านถึงกลับมากลางดึกเช่นนี้ล่ะ?ได้ข่าวว่าพี่พาคนกลับมาด้วยงั้นหรือ?”
ติงเหว่ยรีบวิ่งจนหายใจไม่ทันนางโบกมือให้เขาและเข้าไปที่ห้องด้านใน
กงจื้อหมิงเข้านอนแต่หัวค่ำตอนนี้เขาจึงมีเวลาเพียงสวมเสื้อคลุมสีขาวเท่านั้นทำให้ผมยาวที่กระจัดกระจายบนบ่าของเขายิ่งดูสีเข้มขึ้นไปอีก เขาขมวดคิ้วมองทั้งตัวติงเหว่ยและพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จากนั้นจึงพูดว่า “มีเรื่องอะไรงั้นหรือพูดออกมาเถอะ”
ติงเหว่ยหายใจเข้าอย่างยากลำบากแต่นางก็ไม่มีเวลามาเพ้อเจ้ออยู่และตอบอย่างรวดเร็วว่า “เมื่อครู่มีคนไปที่บ้านข้าเพื่อถามทางเขาบอกว่าจะไปหาสกุลอวิ๋นที่มาจากซีจิงข้าดูแล้วคิดว่าคนนี้ท่าทางน่าสงสัยก็เลยถือโอกาสตอนที่เขาสลบอยู่มัดเขาเอาไว้และให้พี่ชายช่วยกันเข็นมาที่นี่”
“โอ้คนนี้มีหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร” ดวงตาของกงจื้อหมิงเบิกโพลงราวลูกบอลแสงซึ่งไม่ด้อยกว่าแสงเทียนเลย ติงเหว่ยรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อเห็นแต่นางก็ยังคงตอบอย่างชัดเจนว่า “ท้องฟ้ามืดมาก ข้าเองก็เห็นหน้าตาไม่ชัดแต่เขาสวมเสื้อคลุมกันลมสีดำแล้วยังมีหมวกกันลมปิดบังใบหน้าเอาไว้ดูครู่เดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี”
กงจื้อหมิงพยักหน้าและโบกมือสั่งเฟิงจิ่วว่า “ไปนำคนเข้ามา”
ติงเหว่ยนึกถึงพี่ชายสองคนของนางจึงรีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่า “ข้าจะออกไปดูด้วย”
หลังจากที่พูดจบนางก็พาเฟิงจิ่วไปที่เรือนหน้าทันที
พี่รองสกุลติงเป็นคนฉลาดเมื่อเขาเห็นน้องหญิงพาคนออกมาด้วย เขาก็ดึงพี่ชายออกมาและกล่าวลาพร้อมกัน
ติงเหว่ยเองก็ไม่สะดวกที่จะให้พวกเขานั่งพักนางจึงกำชับด้วยเสียงเบาๆ ไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ส่งพวกเขาออกไป
หลังจากที่พวกพี่ชายของนางเข็นเกวียนออกไปไกลนางก็กลับไปที่เรือนหลัก
ปรากฏว่าขณะที่นางกำลังจะเข้าไปในห้องหลักก็พบว่าห้องนี้มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิมมาก
ไม่เพียงแต่มีท่านลุงอวิ๋นและอวิ๋นอิ่งท่านลุงเหว่ยเองก็อยู่ที่นี่ และมือของเขายังจับที่ข้อมือของชายในเสื้อคลุมดำคนนั้นอีกด้วยเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังตรวจชีพจรให้เขา
ติงเหว่ยมองอย่างสับสนจึงเอ่ยปากถามออกไปว่า “คนนี้ไม่ใช่นักฆ่าหรอกหรือ?”
ท่านลุงอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเขากระแอมสองครั้งแล้วตอบว่า “คนนี้...เอ่อ เป็นเพื่อนสนิทของนายน้อย”
“เพื่อนสนิทอย่างนั้นหรือ?”ติงเหว่ยมองด้วยความตกใจและรีบพูดว่า“แต่เขาสวมชุดสีดำทั้งตัวตอนกลางคืน พูดจาอ้อมไปอ้อมมา ดื่มน้ำเสร็จแล้วก็ตัวสั่นข้าเลยคิดไปเองว่า...”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ทุกคนก็หัวเราะ แม้แต่ไหล่ของอวิ๋นอิ่งก็ยังสั่นไม่หยุด
ดวงตาของกงจื้อหมิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มเขายกมือขึ้นแล้วโบกมือว่า “เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย มันเป็นแค่ความเข้าใจผิดก็เท่านั้นกลับไปนอนพักเถอะ มีเรื่องอะไรเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน!”
ติงเหว่ยหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าหยอกล้อของเขาถึงแม้นางจะมีเจตนาดีแต่ก็ทำเรื่องไม่ดีลงไป อย่างไรก็ถือว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี