ท้องทุ่งกว้างยามนี้กำลังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของจิตสังหารที่กำลังแผ่ออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
เศษซากหุ่นทหารนับพันกองเพนินจนแทบจะกลายเป็ูเาขนาดย่อมๆนับสี่ห้าลูก แต่ละลูกมีหุ่นทหารอยู่หลายชิด ลำตัวบิดเบี้ยวไปมาราวกับถูกบิดด้วยมือใหญ่ บ้างก็ไม่มีศีรษะ บ้างก็ขาดครึ่งท่อน แต่ที่แน่ๆคือไม่มีตัวใดเลยที่จะมีสภาพสมบูรณ์แบบไปได้ เนินซากหุ่นทหารกองทัพถมกันไปเรื่อยๆจนดูคล้ายกับอนุสรณ์สถานบางอย่างที่ดูน่ากลัว
ห่างจากเนินเ่าั้ไปไม่ไกล ฝุ่นควันแห่งการล้างสังหารยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับว่ามันเป็เื่ปกติในดินแดนแห่งนี้ไปเสียแล้ว
เหยียนชิงกำลังใช้ดาบเทพนิมิตเข้าโรมรันหุ่นทหารอย่างไม่ลดละ เสื้อผ้าของชายหนุ่มที่เคยดูสะอาดสะอ้านเมื่อยามอยู่เมืองทะเลสาบเงาจันทร์บัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยเืของเขาและเืของหุ่นทหารเชิดทั้งหลาย มือหนึ่งกำกระบี่ อีกมือโอบอุ้มเด็กสาวที่กำลังหลับใหลไม่รู้เื่เอาไว้ในอ้อมอก หากพิจารณาดูดีๆแล้วจะเห็นว่าเด็กสาวแทบจะไม่มีาแใดๆปรากฏอยู่บนร่างกายนากอีก เนื่องจากเหยียนชิงทุ่มทั้งแรงกายแรงใจเข้าฟาดฝั่งเหล่าหุ่นทั้งหลายโดยที่พยายามไม่ให้นางถูกลูกหลง ยิ่งเขาเห็นนางกำลังหลับตาพริ้มราวกับกำลังฝันดีอยู่ ชายหนุ่มก็ยิ่งไม่อยากให้นางถูกปลุกให้ตื่นด้วยความเ็ปของคมหอกคมดาบ
เหยียนชิงต้องเอี้ยวตัวเข้ารับดาบนับสิบครั้งโดยเฉพาะเมื่อหุ่นทหารเ่าั้จงใจโจมตีเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาแทน
“ถึงเ้าจะเป็หุ่น แต่เ้ามีความเป็สุภาพบุรุษบ้างรึไม่?! เ้ากล้าโจมตีสตรียามที่นางกำลังหลับนอนจริงๆ?” เหยียนชิงตวัดกระบี่เทพนิมิตใส่ทหารที่กำลังกรูเข้ามาด้านหน้าเขานับสิบนาย รังสีกระบี่พุ่งเข้ากวาดล้างเหล่าหุ่นเชิดจนร่อยหรอกลงเห็นได้ชัด จากก่อนหน้าที่เขาถูกทหารนับพันนายล้อมเอาไว้ยามนี้กลับเหลือเพียงไม่กี่ร้อยนายเท่านั้น ทหารราบทั้งหลายเหลือเพียงสามร้อยนาย ทหารม้าสองร้อยนาย พลธนูอีกห้าสิบกว่านาย และแม่ทัพปราณนภาอีกหนึ่งนาย
ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าจำนวนทหารที่เหลือนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่น่ากลัวจริงๆคือแม่ทัพปราณนภานั่นต่างหาก
ั้แ่การต่อสู้เริ่มต้น แม่ทัพปราณนภาไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวมันแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันกำลังทอดมองเหล่ามดปลวกห้ำหั่นกันอย่างสนุกสนานเท่านั้น ถึงแม้ว่าั์ตาของมันจะดำมืดไร้ประกายชีวิต แต่เหยียนชิงก็สามารถบอกได้ทันทีว่ามันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
แววตาเช่นนั้นเป็แววตาที่เหยียนชิงเกลียดที่สุดในชีวิต แววตาที่มองเขาราวกับเป็สิ่งไร้ค่า
ชายหนุ่มกัดฟันแน่นพลางปลอดปล่อยรังสีกระบี่เข้าโรมรันศัตรูที่เหลืออยู่อีกไม่ถึงร้อยตัวเท่านั้น สองคนหนึ่งกระบี่กระโจนเข้าหาเหล่าหุ่นทหารอย่างไม่กลัวตาย เหยียนชิงซัดกระบี่ใส่หุ่นทหารที่เ้ามาด้านข้างเขาอย่างรวดเร็วพลางรับกระบี่ที่หมายจะฟันเข้าที่สตรีในอ้อมอกของเขา ประกายไฟสะท้อนแวบวาบไปมาอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยาม เหยียนชิงปลดปล่อยปราณกระบี่ท่าแรกออกไปนับสิบๆครั้งจนเขาเริ่มคุ้นชินกับมันไปอย่างช้าๆ
ในคราแรกที่เขาใช้รังสีกระบี่ที่เขตชายป่าโดยไม่ยั้งคิดส่งผลให้ชายหนุ่มทรุดลงหมดแรงทันใด แต่ในครานี้เขาสามารถกะพลังปราณที่จะปล่อยไปแต่ละครั้งได้อย่างเหมาะสม ทำให้เขาสามารถปลอดปล่อยกระบวนท่าแรกออกไปได้ติดต่อกันนับสิบครั้ง
โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัวแต่ละครั้งที่เขาวาดกระบี่ออกไป มันค่อยๆคล้ายคลึงกับกระบวนท่าที่สองอย่างช้าๆ
กระบวนท่าแรกนั้นไม่มีชื่อเนื่องจากมันเป็เพียงการควบแน่นพลังปราณแล้วปล่อยออกไปด้วยความคมและรวดเร็วอย่างถึงที่สุดเท่านั้น แตกต่างจากกระบวนที่ที่สองขึ้นไปจนถึงกระบวนที่ที่เจ็ดที่มีความพิศดารมากกว่ากระบวนท่าแรกอย่างไม่อาจเทียบกันได้
ภาพนักพรตเต๋าชราท่านหนึ่งกำลังรำกระบี่อยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจเขา
ท่านดูสง่างามและสูงส่งในเวลาเดียวกัน ยามที่ท่านรำกระบี่แต่ละคราก่อเกิดเป็พายุหิมะขนาดใหญ่พัดพาสายลมอันรุนแรงลงมาจากูเาลงไปยังพื้นโลกเบื้องล่าง ราวกับว่าการขยับกายแต่ละครั้งของท่านเป็การขยับแขนขาของผืนฟ้า ปราณกระบี่รุนแรงราวกับว่าสามารถตวัดยกพื้นดินทั้งโลกขึ้นมาได้ในคราเดียว
สามกระบวนท่า ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน!
กระบวนท่าแรกอ่อนโยนดังสายน้ำที่นิ่งสงบไร้ซึ่งคลื่นรบกวนใดๆ กระบวนท่าที่สองราวกับสายลมที่กำลังพัดเอื่อยไปตามท้องนภา กวาดเอาเหล่าเกสรดอกไม้ลอยไปตามที่ห่างไกล กระบวนท่าที่สามดั่งสงบเงียบดังอากาศที่ไร้ตัวตนและสามารถััได้
สามกระบวนดาบทลายใจ!
จิตของชายหนุ่มกำลังแยกออกเป็สองส่วน ส่วนแรกกำลังต่อสู้อยู่กับหุ่นทหารด้านนอก อีกจิตหนึ่งกำลังมุ่งเข้าไปสู่ลานวิหารที่นักพรตชรากำลังรำดาบอยู่ เหยียนชิงมองดูท่านรำดาบไปชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนไหวตามท่าทางที่ท่านกำลังรำกระบี่อยู่
“ข้าสามารถเรียนรู้กระบวนท่าที่สองได้ในยามนี้!”
ชายหนุ่มร่ายรำกระบี่ดังเช่นที่นักพรตชราทำ แต่ละครั้งที่ต้องเปลี่ยนกระบวนท่าจำต้องย่อร่างกายลงเล็กน้อยให้ขนานไปกับพื้นโลกก่อนจะโค้งตัวลงราวกับพระจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้ายามข้างแรม แต่ละท่าที่ชายหนุ่มปฏิบัติตามก่อให้เกิดกระแสรับรู้ทีละน้อยขึ้นมาภายในจิตใจ กระบวนดาบทั้งสามค่อยๆสลักลึกเข้าไปในความทรงจำเขาอย่างช้าๆ จนในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถบรรลุกระบวนท่าที่สองได้ในที่สุด!
ตูมมม!!
เสียงะเิดังขึ้นไปทั่วทั้งทุ่งกว้าง หุ่นทหารม้าตัวสุดท้ายถูกปราณกระบี่ฉีกร่างกายจนขาดเป็สองท่อนในที่สุด เหยียนชิงยิ้มขึ้นมาคราหนึ่งด้วยความเ้าเล่ห์ ชายหนุ่มเดินเข้าไปหยิบซากของหุ่นทหารม้าตัวสุดท้ายขึ้นมาก่อนจะโยนมันไปยังซากหุ่นที่ทับถมจนเป็เนินเขาอยู่ด้านหลังจนเกิดเสียงอันดัง
หลังจากโยนซากหุ่นไปด้านหลังเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับหุ่นทหารตัวสุดท้ายอีกครา
แม่ทัพปราณนภายังคงนั่งอยู่บนหลังม้าไม่กระดิกไปไหน ราวกับว่ามันกำลังรอให้เหยียนชิงเป็ฝ่ายโจมตีใส่มันก่อน
“ไม่ขยับเรอะ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำให้เ้าขยับเอง!!”
เหยียนชิงพุ่งใส่แม่ทัพปราณนภาด้วยความเร็วสูงสุด มือหนึ่งกำดาบมือหนึ่งกอดเด็กสาวที่หน้าอกเขาไว้แน่น พลังปราณในร่างะเิออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าเป็การโจมตีครั้งสุดท้าย กระบวนท่าแรกถูกปล่อยออกไปอย่างฉับพลัน รังสีกระบี่สีแดงชาดพุ่งเข้าใส่แม่ทัพปราณนภาด้วยความรวดเร็ว
เคร้งง!
ทันทีที่รังสีกระบี่กระทบถูกแม่ทัพปราณนภา มันกลับแยกออกเป็สองท่อนราวกับถูกตัดออกจากัน เหยียนชิงมองภาพตรงหน้าด้วยความใอยู่ชั่วครู่ เขาเห็นว่าแม่ทัพปราณนภายกดาบขึ้นมากันเอาไว้เท่านั้น มันไม่ได้ใช้กระบวนท่าใดๆออกมาแม้แต่น้อย
ฮี้! ฮี้! ฮี้!
ม้าศึกร้องะโออกมาด้วยความลิงโลดราวกับว่ามันกลับมามีชีวิตอีกครา แม่ทัพปราณนภาเริ่มขยับตัวเป็ครั้งแรกด้วยความว่องไว มันควบตะบึงม้าเข้าใส่ชายหนุ่มด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ดาบศิลาั์ในมือกำลังเรืองแรงสีฟ้าเข้มออกมาเป็ระยะๆ เหยียนชิงเห็นว่ามันกำลังพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าทางจากการโจมตีมาเป็กระบวนท่าป้องกันทันที
แม่ทัพปราณนภาะโลงมาจากหลังมาอย่างรวดเร็ว มันลากกระบี่หนักไปกับพื้นจนเกิดเป็ร่องลึกลงไปเป็รอยยาว ในที่สุดมันก็เข้าประชิดตัวชายหนุ่มในระยะหนึ่งจั้งพร้อมทั้งตวัดกระบี่หนักเข้าใส่ชายหนุ่มนับสิบๆครั้ง เหยียนชิงหมุนตัวหลบด้วยความรวดเร็วพร้อมทั้งปล่อยปราณกระบี่เข้าโจมตีมันเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรแม่ทัพปราณนภาได้แม้แต่น้อย ทั้งคู่เข้าโรมรันกันนับร้อยๆกระบวนท่าแต่ก็ไม่อาจมีชัยเหนืออีกฝ่ายไปได้
เหยียนชิงะโถอยออกมายืนห่างจากแม่ทัพปราณนภาราวๆสิบจั้ง ชายหนุ่มหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังปราณในร่างกำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆ เขาโจมตีด้วยกระบวนท่าแรกไปนับสิบครั้งแต่ก็ไม่อาจจะสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้ อย่างมากก็มีรอยถลอกเล็กๆที่แขนเพียงเท่านั้น
“ความแตกต่างระหว่างชั้นช่างกว้างใหญ่นัก ข้าไม่อาจเอาชนะมันได้ด้วยกระบวนดาบท่าแรกแน่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางจ้องมองไปยังแม่ทัพปราณนภา ขอบเขตระหว่างปราณก่อร่างและปราณนภานั้นแทบจะกว้างใหญ่ดังมหาสมุทร การต่อสู้ข้ามขั้นใหญ่เช่นนี้นับว่าเป็เื่กินแรงชายหนุ่มไปมากโขทีเดียว
“ข้าเพิ่งเรียนสามกระบี่ทลายใจมาเมื่อครู่ เ้าจะเป็คนแรกที่ได้ลิ้มรสมัน!”
เหยียนชิงเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มหลับตาไม่สนใจแม่ทัพปราณนภาอีกต่อไป จิตใจของเขากำลังนึกถึงสามกระบวนท่าที่ได้รับมาจากการร่ายรำของนักพรตชราภายในจิตใจของเขา ไม่นานนักพลังปราณอัคคีก็ค่อยๆไหลไปตามจุดชีพจรตามร่างกายอย่างช้าๆ จากจุดตันเถียนสู่ฝ่ามือ จากฝ่ามือสู่ปลายนิ้วและค่อยๆไหลลงไปยังตัวกระบี่เทพนิมิตในที่สุด คมกระบี่สาดประกายเรืองรองออกมาราวกับว่ามันคมกริบจนสามารถตัดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้ เหยียนชิงยังคงหลับตานิ่ง ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงการไหลเวียนของอากาศรอบๆกายทีละน้อย จังหวะการกระเพื่อมของอากาศ เขาค่อยๆเหยียดขาออกในลักษณะท่าตั้งรับ พลางจับกระบี่เอาไว้ที่เอวในแนวนอนอย่างมั่นคง
โดยไม่รอให้ชายหนุ่มได้ทันโจมตี แม่ทัพปราณนภาก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับกระบี่หนักบนมือฟาดเข้าใส่ศีรษะของชายหนุ่มทันที!
เหยียนชิงยังคงหลับตาสนิท เขารับรู้ถึงอากาศที่กำลังแหวกมาหาเขาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดชายหนุ่มก็เอี้ยวตัวหลบเพียงเล็กน้อยก่อนจะยกกระบี่ขึ้นวาดฟันไปยังลำคอของแม่ทัพปราณนภาอย่างเงียบเชียบ
สามกระบี่ทลายใจพุ่งผ่านลำคอแม่ทัพไปอย่างรวดเร็วราวกับว่ามันเป็เพียงการวาดฟันธรรมดาๆเท่านั้น
ไม่มีเสียงโลหะดังกระทบกับก้อนเนื้อ ไม่มีโลหิตใดๆพุ่งกระฉูดดังเช่นหุ่นทหารก่อนหน้า มีเพียงเสียงศีรษะของแม่ทัพหล่นลงพื้นเบาๆเท่านั้นที่ดังขึ้นเข้าโสตประสาทของชายหนุ่ม
ชัยชนะอันเรียบง่ายเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ราวกับว่าเื่ทั้งหมดเป็เพียงแค่ฝันไป
“ยืดหยุ่นสยบแข็งกร้าว.....นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่าทลายใจรึไม่?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้น เขาไม่ได้ยินดีกับชัยชนะที่เพิ่งได้รับมาแม้แต่น้อย ราวกับว่าอารมณ์ความรู้สึกของเขาถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกับดาบเมื่อครู่
เขากลับมาคิดถึงกระบวนท่าที่สองอีกครั้ง เมือตอนที่เขาสังเกตนักพรตชรากำลังรำกระบี่อยู่ ท่านนิ่งเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ราวกับว่ายิ่งเชี่ยวชาญกระบวนท่าที่สองมากเท่าไรความรู้สึกทั้งหลายก็จะจางหายไปมากเท่านั้น เหมือนกับว่ากระบวนท่านี้เป็กระบวนท่าอันไร้ซึ่งอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาเจือปนโดยสิ้นเชิง สามกระบี่ที่ปล่อยออกไปในครั้งเดียวนั้นมีเพียงเจตจำนงอันอ่อนโยนของปราณกระบี่ที่สามารถตัดผ่านได้แม้แต่์อันยิ่งใหญ่!
“ผู้าุโ! แม่ทัพปราณนภานั่นเป็ตัวสุดท้ายแล้ว ยามนี้ข้าผ่านด่านแล้วใช่หรือไม่?!” เหยียนชิงะโขึ้นก่อนจะหันกลับมามองร่างเล็กที่ยังคงนอนหลับแนบอกของเขาอยู่ เด็กสาวหลับตาพริ้มราวกับว่ากำลังฝันหวานอยู่ ใบหน้าน่ารักน่าชังส่งเสียงออกมางึมงำราวกับกำลังรำคาญส่งรบกวนจากภายนอกทำให้เหยียนชิงรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ชายหนุ่มปล่อยกระบี่เทพนิมิตไว้บนพื้น มันหายกลับเข้าไปในตัวเขาทันที อีกมือของชายหนุ่มเอื้อมเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กสาวก่อนจะลงมือบีบจมูกนางเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว
“อื้อออ!” เสียงเด็กสาวร้องออกมาด้วยความเ็ป นางลืมตาขึ้นมาทันทีพลางลูบจมูกนางป้อยๆด้วยความเ็ป ไม่นานนักนางก็มองค้อนกลับมายังชายหนุ่มด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ
“เหยียนชิง! เป็อย่างไรบ้าง เราชนะแล้วใช่หรือไม่?!” เสียงใส่เอ่ยขึ้นพร้อมท่าทางลุกลี้ลุกลนของเด็กสาวทำให้เหยียนชิงรู้สึกอยากจะแกล้งนางมากขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดชายหนุ่มก็ค่อยๆวางนางลงกับพื้นอย่างแ่เบา เด็กสาวรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มกำลังปฏิบัติกับนางแปลกไปจากแต่ก่อนก็ทำให้นางรู้สึก.....เขินอยู่เล็กน้อย
“ย่อมเป็เช่นนั้น เ้าอย่าถามข้าให้มากความนัก รีบรวบรวมปราณเพื่อฟื้นฟูร่างกายเร็วเข้า ข้าคิดว่าผู้าุโนั่นจะยอมให้เราได้พักกันนานนัก...” เหยียนชิงพูดกับนางอย่างอ่อนโยนพลางลูบหัวนางเล่นอย่างสนุกสนานจนเด็กสาวเคลิบเคลิ้มด้วยความรู้สึกสะดวกสบาย
“ว่าแต่ เ้าตั้งชื่อให้ข้าได้รึยัง?” เด็กสาวเอ่ยถามเขาขึ้นอีกครั้งระหว่างที่นางกำลังฟื้นฟูร่างกายอย่างช้าๆ
เหยียนชิงที่ถูกตั้งคำถามน่าหนักใจรู้สึกหนักอึ้งราวกับกำลังแบกูเาทั้งลูกเอาไว้บนบ่า ชายหนุ่มขบคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าพบเ้าในป่าห้าราตรี แต่ข้าไม่อยากจะใช้คำว่าเยี่ย(ราตรี)ลงไปในชื่อเ้า มันซ้ำกับชื่อป่าแห่งนี้และก็ซ้ำกับชื่อผู้าุโด้วย ข้าไม่ชอบเท่าไรนัก....” ชายหนุ่มสาธยายไปเรื่อยๆ
“ข้าคิดว่าน่าจะเปลี่ยนจากเยี่ย(ราตรี)เป็เย่ว์(พระจันทร์)แทนส่วนชื่อก็เป็ซือ(ความสุข) รวมกันเป็เย่ว์ซือเป็อย่างไร เพราะรึไม่?” เหยียนชิงหันกลับมาถามเด็กสาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชื่อที่เขาคิดค่อนข้างจะเป็ชื่อที่เขานำมันมาจากหนังสือบทกวีก่อนหน้า บางทีนางอาจจะไม่ชอบก็ได้
“เย่ว์ซือ.......เย่ว์ซือ...พระจันทร์แห่งความสุข?” เด็กสาวเอ่ยขึ้นราวกับกำลังต้องมนจนเหยียนชิงรู้สึกงุนงงเป็อย่างมากจนเขาต้องเดินไปเย่าแขนนางเบาๆเพื่อเรียกสติ ในทีที่สุดเด็กสาวก็ดูเหมือนจะกลับมารู้ตัวอีกครั้งนางมองชายหนุ่มพร้อมทั้งยิ้มกว้างพยักหน้าหงึกๆด้วยความดีใจอย่าถึงที่สุด
“เย่ว์ซือ! ข้าชอบชื่อนี้!” นางเอ่ยขึ้นพลางสวมกอดชายหนุ่มแน่นด้วยความดีใจ
“ถ้าเ้าชอบข้าก็ดีใจ.....เอ่อ...ปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นพลางพยายามดิ้นรนจากอ้อมกอดของเด็กสาว ถึงแม้ว่านางจะยังไม่เติบโตเต็มไว แต่ร่างกายของนางกลับนุ่มลื่นราวผิวของเด็กทารก ยิ่งบางจุดที่เสื้อผ้าขาดวิ่นด้วยแล้วยิ่งทำให้เหยียนชิงรู้สึกเดือดพล่านขึ้นมาทันใด
“นับแต่นี้ไปเ้าต้องเรียกข้าว่าเย่ว์ซือ เข้าใจหรือไม่?” เด็กสาวเอ่ยขึ้นมาอย่างเอาแต่ใจพลางจ้องตาชายหนุ่มไม่กระพริบ
“เข้าใจแล้ว....เอ่อ....เย่ว์ซือ” เหยียนชิงเอ่ยชื่อที่เขาตั้งให้นางเป็คราแรก มันดูจะกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้างเล็กน้อย
“เยี่ยม! ข้ามีชื่อแล้ว! คิกๆ” เสียงเด็กสาวหัวเราะร่วนดังลอยไปตามสายลมตามทุ่งกว้างราวกับเป็บทเพลงอันไพเราะที่ถูกขับขานออกมาอย่างวิจิตรงดงาม
เวลาผ่านไปได้สองชั่วยาม ในที่สุดมิติทุ่งร้างก็ค่อยๆบิดเบี้ยวไปมา จนในที่สุดมันก็กลายเป็สีดำมืดโดยสิ้นเชิง
“เยี่ยมมากที่สามารถผ่านมาได้โดยปลอดภัยทั้งคู่ ข้าประเมินพวกเ้าต่ำไปจริงๆ” ผู้าุโก่อนหน้าปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของทั้งสอง ท่านถอนหายใจพลางมองทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
“เมื่อเ้าพักแล้วก็ถึงเวลาที่จะเข้าสู่ด่านสุดท้าย....ด่านแห่งการทดสอบจิตใจของพวกเ้า”
“ปกติแล้วกฎคือการเลือกหนทางแห่งชีวิต แต่เมื่อพวกเ้าจำต้องเข้าไปทั้งคู่ กฎทั้งหลายก็จะเปลี่ยนแปลงไป”
“ิญญาของเ้าทั้งคู่จะเข้าไปเกิดใหม่ในโลกที่ข้าสร้าง เ้าจะถูกแยกจากกันด้วยระยะทางที่ห่างไกลเหลือประมาณ นอกจากเ้าจะต้องเลือกหนทางชีวิตของตนเองแล้ว......”
“พวกเ้าต้องมาพบกันให้ได้ใน่สุดท้ายของชีวิตด้วย!”
ผู้าุโยังคงอธิบายกฎและข้อปฏิบัติต่างๆกับทั้งคู่อย่างเคร่งครัด เหยียนชิงและเย่ว์ซือกำลังตั้งใจฟังท่านอธิบายอย่างใจจดใจจ่อ เพียงแต่เด็กสาวดูเป็กังวลมากกว่าชายหนุ่มใบหน้าของนางกำลังซีดเซียวราวกับขาดเืจนชายหนุ่มอดเป็ห่วงไม่ได้
“เ้ากังวล?” เหยียนชิงเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าต้องกังวล โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินไป ข้าจะไปเจอเ้าได้อย่างไรกัน” เย่ว์ซือเอ่ยขึ้น น้ำตากำลังรื้นอยู่ที่หางตาของนาง
“อย่าได้กังวลไปเด็กน้อย ข้าคิดว่านอกจากด่านสุดท้ายจะทดสอบหนทางชีวิตแล้วยังทดสอบบางสิ่งบางอย่างนอกจากนั้นด้วย” เหยียนชิงกล่าวขึ้น ชายหนุ่มยิ้มให้นางราวกับดวงตะวันอันอบอุ่นที่ช่วยพัดพาความกังวลทั้งหลายให้มลายหายไป
“เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่รึไม่ เช่นนั้นก็เริ่มการทดสอบสุดท้ายได้!” เมื่อสิ้นเสียงของผู้าุโ ทั้งสองก็ค่อยๆเลือนหายไปทีละน้อย เย่ว์ซือมองเหยียนชิงคราหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“แล้วอีกอย่างคืออะไรกันแน่?” นางเอ่ยถามเขา
เหยียนชิงยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหัวให้นางเพื่อปัดเป่าความกังวลทั้งหลายแหล่ เขาขยับปากไปมมาตามตัวอักษรที่นางสามารถจับใจความได้อย่างไม่มีทางลืมเลือน
“โชคชะตา.....”