ผนังถ้ำส่วนที่สลักอักขระโบราณเคลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นทางเดินสายใหม่ที่ซ่อนเร้นอยู่เื้ั ความมืดมิดและกลิ่นอายที่แตกต่างไปจากเดิมแผ่ออกมา เย็นะเืและมีความ "เก่าแก่" อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเส้นทางสายนี้ถูกปิดตายมานานแสนนาน และไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้าไปนับั้แ่ผู้สร้างมันจากไป
'กลไกที่เปิดออกจากการที่ข้าพยายามตีความอักขระ...หมายความว่าอย่างไร? เป็การเชื้อเชิญ? หรือเป็บททดสอบของผู้สร้าง ที่รอคอยผู้มีปัญญามาไขความลับ?' เิเหยียน (孟言) ครุ่นคิด ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์เบื้องหน้า 'พลังฟ้าดิน (天地之力 - เทียนตี้จือลี่) ภายในทางเดินลับนี้ เข้มข้นและอัดแน่นกว่าเดิมหลายส่วน แต่กลับให้ความรู้สึกที่ 'สงบ' อย่างน่าประหลาด ช่างแตกต่างจากพลังปั่นป่วนภายนอกโดยสิ้นเชิง'
เขายังคงััได้ถึง "กลิ่นอายเจตจำนง" (意志 - อิชิ) อันเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวของผู้มาก่อน ซึ่งดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเล็กน้อยจากภายในทางเดินลับนี้ 'หรือว่า...นี่คือสถานที่บำเพ็ญเพียร หรือสถานที่เก็บงำมรดกของคนผู้นั้น?'
เขาลองใช้ประสาทััตามหลัก "ฟูริน" (風輪) เพ่งเข้าไปในความมืด แต่ก็ไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้ มีเพียงความเงียบสงัดและความรู้สึกถึงพลังงานอันลึกล้ำที่หลับใหลอยู่เท่านั้น
'ไม่มีทางเลือกอื่น...การย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงแมงป่องและราชินีโง่เขลานั่น ไม่ใช่ทางเลือกของผู้มีปัญญา การเดินหน้าต่อไปคือหนทางเดียว แม้จะไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ก็ตาม' เิเหยียน (เร็นไซ - 古岳蓮齋) ตัดสินใจ เขากระชับกระบี่เหล็กที่บิดเบี้ยวในมือ กำศิลาไร้ลักษณ์ไว้ในมืออีกข้าง แล้วก้าวเท้าแรกเข้าสู่ทางเดินลับนั้นอย่างมั่นคง
ทันทีที่ก้าวพ้นปากทาง บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป อากาศภายในนี้แห้งและเย็นกว่าเดิม ผนังทางเดินไม่ได้ประดับด้วยผลึกเรืองแสง แต่เป็หินสีเทาเข้มที่ดูธรรมดา มีเพียงตะไคร่หรือพืชชั้นต่ำสีเขียวคล้ำ (คล้าย 緑苔 - ลวี่ไถ หรือ 青苔 - ชิงไถ) ที่แห้งกรังเกาะอยู่เป็หย่อมๆ และมีแสงสว่างเพียงริบหรี่จากผลึกบางส่วนที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อหินลึกเข้าไปเท่านั้น ทำให้มองเห็นทางได้ไม่ไกลนัก 'แตกต่างราวกับคนละโลก...น่าสนใจว่าสถานที่เช่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรในใจกลางถ้ำผลึก'
ทางเดินนี้ไม่ได้ตรง แต่ค่อยๆ โค้งและลาดลึกลงไปเบื้องล่าง เิเหยียนเดินไปอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขายังคงครุ่นคิดถึง "เคล็ดความ" (法门 - ฝ่าเหมิน) การหลอมรวมธาตุดิน (地輪 - จิริน) และน้ำ (水輪 - ซุยริน) ที่ได้รับมาจากอักขระเมื่อครู่
เขาลองโคจรพลังงานในร่างตาม "ความเข้าใจ" (领悟 - หลิ่งอู้) นั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาสามารถควบคุมการไหลเวียนของพลังฟ้าดินธาตุดินและน้ำที่ดูดซับไว้ได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เขารู้สึกถึงความ "มั่นคง" ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละก้าวเดิน และความ "ยืดหยุ่น" ที่มากขึ้นในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น 'เคล็ดความนี้...ลึกซึ้งนัก ไม่ใช่แค่การผสานพลัง แต่คือการสร้าง 'สมดุล' ที่สมบูรณ์แบบระหว่างความแข็งแกร่งและการปรับตัว หากฝึกฝนจนชำนาญ ร่างกายนี้คงจะทนทานและฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมมากนัก เป็รากฐานสำคัญสู่การบรรลุระดับขั้นที่สูงขึ้น'
ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการโคจรพลังงานภายใน เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างบนผนังหินด้านข้าง...
มันเป็ "รอยสลัก" ที่เลือนรางอย่างยิ่ง ดูเก่าแก่กว่าอักขระสีทองด้านนอกเสียอีก รอยสลักนั้นเป็รูปภาพง่ายๆ แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง เป็ภาพของ "คน" ผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิ เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และมี "เส้นสาย" พลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่รอบตัว...คล้ายกับภาพ "เส้นสายสีทอง" ที่เขาเคยเห็นในนิมิตอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
'นี่คือ...ร่องรอยของผู้มาก่อนคนนั้น? ผู้ที่สร้างอักขระ หรือผู้ที่เคยมาศึกษา ณ ที่แห่งนี้?' เิเหยียนหยุดยืนพิจารณารอยสลักนั้นอย่างละเอียด เขาััได้ถึง "กลิ่นอายเจตจำนง" (意志 - อิชิ) ที่เยือกเย็นและสงบนิ่งแบบเดียวกับที่เคยรู้สึก แต่คราวนี้มันดู "ชัดเจน" กว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับว่าจิติญญาของผู้สลักยังคงวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ 'หรือว่าภาพนิมิตนั้น ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คือการเชื่อมต่อกับ 'มรดก' บางอย่างที่หลงเหลืออยู่?'
เขาพยายามเพ่งจิตไปยังรอยสลักนั้น หวังว่าจะได้รับ "ความเข้าใจ" เพิ่มเติมเหมือนเช่นอักขระสีทอง แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่าและความเก่าแก่ตอบกลับมา 'เป็เพียงภาพบันทึก...หรือว่าจิตของข้ายังไม่พร้อมที่จะรับรู้ความหมายที่แท้จริงของมันกันแน่?'
และความรู้สึก "เหมือนถูกพิจารณา" ก็กลับมาอีกครั้งในความเงียบนี้ มันชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับว่า "ผู้เฝ้ามอง" นั้นกำลังจับจ้องมาที่การกระทำและความคิดของเขาอย่างใกล้ชิด
'จะมองอะไรนักหนา?' เขาคิดอย่างเหน็บแนมในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา 'หรือคิดจะเก็บค่าเข้าชมการสำรวจของข้างั้นรึ? หากว่างนัก ใยไม่ปรากฏตัวออกมาเสียเลยเล่า?' เขาลองส่งกระแสจิตท้าทายออกไปเบาๆ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ เช่นเคย 'ช่างเถิด...พวกที่ชอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มักจะไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอก'
เขาเดินต่อไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวและมืดมิดลงเรื่อยๆ ััได้ว่าพลังฟ้าดินในบริเวณนี้ยิ่งมายิ่งเข้มข้นและ "กดดัน" มากขึ้น ราวกับว่าเขากำลังเข้าใกล้ "แก่นกลาง" ของพลังงานบางอย่าง หรืออาจจะเป็ "แหล่งกำเนิด" ของสถานที่แห่งนี้
และแล้ว...ทางเดินก็สิ้นสุดลงที่ปากทางเข้าสู่ "ห้องโถง" ขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง
ห้องโถงนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง เพดานถ้ำสูงลิบ ผนังไม่ได้ประดับด้วยผลึก แต่กลับมี "ภาพวาด" สีซีดจางปรากฏอยู่ทั่ว! เป็ภาพของดวงดาว กลุ่มดาว จักรราศี และปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า ดูเก่าแก่และลึกลับอย่างยิ่ง ราวกับเป็บันทึกดาราศาสตร์โบราณ
ที่กลางห้องโถงนั้น มี "แท่นศิลา" สีดำทมิฬที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกับศิลาไร้ลักษณ์ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว บนแท่นศิลานั้น...มี "บางสิ่ง" วางอยู่!
มันคือ "หนังสือ" หรือ "ตำรา" เก่าแก่เล่มหนึ่ง! ปกของมันทำจากวัสดุคล้ายหนังสีเข้มที่ไม่รู้จัก มีอักขระโบราณสีเงินสลักอยู่บนปก แม้จะอยู่ห่างออกไป เิเหยียนก็ััได้ถึงพลังงานอันลึกล้ำและเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากตำราเล่มนั้น! มันเป็พลังงานที่ "บริสุทธิ์" และ "สูงส่ง" กว่าพลังฟ้าดินที่เขาััมาทั้งหมด!
และที่น่าใยิ่งกว่าคือ...เขารู้สึกว่า "ศิลาไร้ลักษณ์" ในมือของเขา กำลัง "สั่นสะท้าน" อย่างรุนแรง! และเปล่ง "แสงสีดำจางๆ" ออกมา! ราวกับว่ามันกำลัง "ตอบสนอง" และ "ปรารถนา" ต่อตำราโบราณบนแท่นศิลานั้นอย่างยิ่งยวด!
'นั่นมัน...ตำราอะไรกันแน่? เหตุใดศิลานี่จึงตอบสนองรุนแรงถึงเพียงนี้? หรือว่านี่คือ...มรดกที่แท้จริงของผู้มาก่อนคนนั้น? ความรู้เกี่ยวกับ 'เต๋า' (道)? หรือความลับเกี่ยวกับพลังแห่งดวงดาว (星辰之力 - ซิงเฉินจือลี่)?' หัวใจของเิเหยียนเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย นี่อาจจะเป็การค้นพบครั้งสำคัญที่สุดนับั้แ่เขามายังโลกใบนี้!
(จบตอนที่ 20)