ตอนที่ 7 เื่ราวในอดีต (2)
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆหรือเว่ยเยียนหรานที่ไร้สมองผู้นี้พอได้ผ่านความเป็ความตายมาจึงหูตาสว่างแต่สิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อแลกมาก็มีมากทีเดียว!” เจียงอวิ่นจือถอนหายใจ“เด็กคนนี้ชะตาแข็ง เ้าไปหาสาวใช้และแม่นมมาดูแลเขานี่คือความ้าสุดท้ายที่ท่านหญิงอิ๋นจูเหลือไว้บนโลกใบนี้”
“เพคะ! นายท่าน ครั้งนี้ชิงซินจัดการได้ไม่ดี ทำให้ท่านหญิงต้องตาย ขอนายท่านโปรดลงโทษด้วย!” ชิงซินก้มศีรษะต่ำคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าเขา
เจียงอวิ่นจือก้มหน้าลงมองนาง“ช่างเถอะ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็โชคชะตา! เื่ของเด็กคนนั้นเ้าก็เป็ผู้ดูแลไปก่อนแล้วกัน!”
เมื่อชิงซินอุ้มทารกออกไปเจียงอวิ่นจือก็ลุกขึ้นแล้วเปิดหน้าต่าง ลมพัดไอฝนจากภายนอกเข้ามากระทบใบหน้าของเขาทว่าเขากลับนิ่งเฉยราวกับพระพุทธรูป ในใจราวกับมีมีดคมกริบจำนวนนับไม่ถ้วนค่อยๆกรีดลงมา
ยามนี้เขานึกถึงเพียงอย่างเดียวหญิงสาวชุดแดงราวกับกองเพลิงที่อ่อนโยนและแสนใจดีคนนั้น คนซึ่งทำให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่โหดร้ายเช่นนี้ได้นางต้องประสบกับความอยุติธรรมมากมายบนโลก และท้ายที่สุดก็จากไปเสียแล้ว
เมื่อครั้งที่เจียงอวิ่นจืออายุสิบปีราชวงศ์ก่อนยังไม่ล่มสลาย เขาคือบุตรชายคนที่สามของเจิ้นซีอ๋องถูกส่งมาที่เมืองเฟิงอันในฐานะตัวประกัน จึงมักถูกเหล่าบุตรหลานของตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงดูถูกอยู่บ่อยครั้งการเป็ตัวประกันทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
มีครั้งหนึ่งองค์ชายเจ็ดที่อายุเพียงเจ็ดปีของราชวงศ์ก่อนยั่วยุท้าทายให้เขาลอดใต้หว่างขาตรงกำแพงวังยามนั้นตัวเขาเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี แม้จะถูกคนขององค์ชายเจ็ดทำร้าย หรือถูกด่าทอต่อว่าก็ยังคงเหยียดหลังตรงไม่ยอมก้มหัวให้
ครานั้นมารดาของเว่ยเยียนหรานหรือท่านหญิงอิ๋นจูผ่านมาพอดีราชวงศ์ก่อนไม่มีบุตรสาว ท่านหญิงอิ๋นจูคือคนที่มีหน้ามีตาและได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากที่สุดนางพูดเกลี้ยกล่อมให้คนขององค์ชายเจ็ดจากไป และเช็ดรอยเืตรงมุมปากให้เขา พลางกล่าวกับเขาเสียงเบาว่า“ยอมหักไม่ยอมงอเป็ข้อดี แต่ผลของมันก็ร้ายแรงจนทำให้ผู้คนต้องทอดถอนใจบางครั้งการยอมโอนอ่อนก็เป็การสงวนท่าที เพื่อให้ตนเองสามารถเหยียดหลังได้มากขึ้นครานั้นหันซิ่น[1]ยอมอดทนอ่อนข้อสุดท้ายก็ได้กลายเป็รากฐานของราชวงศ์ฮั่นกว่าสี่ร้อยปี ซือหม่าเชียน[2]เลือกที่จะอ่อนข้ออดทนเขาจึงได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ไปทั่ว ตอนนี้เ้ายังอายุน้อยยังไม่มีความสามารถพอที่จะแข็งข้อได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องรักษาชีวิตตนเองก่อนแล้วมีชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่ยกย่องผู้สูงส่งและเหยียบย่ำคนต่ำต้อยแห่งนี้ให้ได้”
นับแต่นั้นมาเขาก็เรียนรู้การอ่อนข้อ การยอมก้มหัว การอ่านสีหน้าผู้คน และยังเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่วุ่นวายนี้นางคืออาจารย์และเพื่อนที่ดีของเขา น่าเสียดายสตรีผู้มองโลกได้อย่างลึกซึ้งเช่นนางกลับเลือกคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างเว่ยเส่าชิงจนทำให้ชีวิตไม่ต่างจากถูกฝังทั้งเป็ สตรีผู้งดงามควรมีชะตากรรมเช่นนี้หรือ
เมื่อชิงซินออกไปแล้วชายชุดดำผู้หนึ่งก็เข้ามาในห้องและรายงานเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอารามฉืออวิ๋นเจียงอวิ่นจือตบโต๊ะอย่างแรง พลางระบายรอยยิ้มเ็า “เว่ยเส่าชิง ช่างโอหังนัก! โอหังจริงๆ! ”
“มู่เฟิง!” เมื่อเจียงอวิ่นจือะโออกไป ก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งไหววูบเข้ามา“ท่านอ๋อง!”
“ไปจัดการเสียแล้วตามข้าไปที่คุกหลวง!” เจียงอวิ่นจือเอ่ยโดยไม่หันกลับมา “แค่ข้ากับเ้า จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้! จัดการเสร็จแล้วมาบอกข้า!”
มู่เฟิงพยักหน้าแล้วหมุนกายจากไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c296c31b0765291b1e1f03a511502655
[1] หันซิ่น คือขุนพลอันดับหนึ่งในยุคก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น สมัยเด็กเคยถูกสบประมาทดูิ่แต่ก็ยอมอดทนจนภายหลังได้กลายเป็แม่ทัพที่เก่งกาจคนหนึ่ง
[2] ซือหม่าเชียน คือ ผู้เขียน-เรียบเรียงพงศาวดาร “สื่อจี้” บันทึกเื่ราวประวัติศาสตร์ของจีนใน่เวลากว่า3,000 ปี เคยถูกทรมานและตอน ภายหลังจึงพ้นโทษและเขียนเื่ราวถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง