เฟยหลงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นหินเรียบข้างบ่อน้ำิญญาเป็ครั้งที่ไม่รู้เท่าไหร่แล้วในสัปดาห์นี้ มือทั้งสองวางคว่ำบนหัวเข่าพยายามบังคับกระแสปราณเล็กๆ ที่เพิ่งไหลผ่านจุดสำรองสองจุดแรกให้เคลื่อนต่อไปยังจุดที่สาม ณ ข้อมือซ้าย แต่ทุกครั้งที่ปราณไหลมาใกล้ถึงจุดนั้น มันกลับสะดุดและกระเด็นย้อนกลับราวกับชนกำแพงที่มองไม่เห็น เขาสูดลมหายใจลึกและลองใหม่อีกครั้ง เหงื่อไหลเป็ทางลงแก้มแม้อากาศในถ้ำจะเย็นเฉียบ
“อีกแล้วหรือ” คนเฝ้าก้นเหวเอ่ยขึ้นจากมุมถ้ำโดยไม่ต้องลืมตาดู เสียงเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง
“ข้าทำถูกทุกขั้นตอนแล้ว” เฟยหลงกล่าวเสียงอึดอัด ลืมตาขึ้นมองมือของตัวเองที่ยังสั่นเล็กน้อยจากความพยายามที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ทำไมมันถึงไม่ยอมเปิด”
“เพราะเ้ายังอยากให้มันเปิดเร็วเกินไป” คนเฝ้าก้นเหวลืมตาขึ้นในที่สุด สายตาเ็าแต่ไม่ได้ดูถูก “จุดสำรองสองจุดแรกที่เ้าเปิดได้ ใช้เวลาไปสิบวันกับสองสัปดาห์ตามลำดับ เ้าคิดว่าจุดที่สามจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นเพราะเ้าเก่งขึ้นแล้วหรือ”
เฟยหลงอึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาคิดอยู่จริงๆ ในใจ
“จุดสำรองแต่ละจุดไม่เหมือนกัน บางจุดแคบ บางจุดคด บางจุดถูกปิดแน่นมานานกว่าจุดอื่น ไม่มีสูตรตายตัวว่าเ้าจะเปิดจุดต่อไปได้เร็วกว่าจุดก่อนหน้าเสมอ” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวพลางลุกขึ้นเดินมาหยิบขันน้ำ “นี่คือความแตกต่างระหว่างเส้นทางลัดกับเส้นทางที่เ้าเดินอยู่ตอนนี้ เส้นทางลัดมีทางเดียว ไปทางเดียว จำง่าย ส่วนเส้นทางที่เ้าเดินมีเป็ร้อยเส้น แต่ละเส้นต้องเรียนรู้ใหม่หมด นี่คือราคาที่เ้าต้องจ่าย”
เฟยหลงมองลงไปที่ฝ่ามือของตัวเอง หนังกำพร้าหนาขึ้นและมีรอยด้านจากการตักน้ำนับพันเที่ยว จากการยกกล้าสมุนไพรทีละต้นด้วยความระมัดระวังไม่ให้รากช้ำ เขาเคยคิดว่างานเ่าั้เป็เพียงบทลงโทษที่คนเฝ้าก้นเหวจงใจสั่งให้ทำเพื่อทรมานเขาแต่ตอนนี้เริ่มสงสัยว่าบางทีมันอาจเป็ส่วนหนึ่งของการฝึกจริงๆ ที่ซ่อนอยู่ในคราบของงานบ้านธรรมดา
“ท่านให้ข้าตักน้ำก่อนฝึกทุกครั้ง เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่” เขาถามขึ้นอย่างระมัดระวัง
คนเฝ้าก้นเหวหยุดมือที่กำลังเทน้ำครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เ้าเพิ่งสังเกตเห็นตอนนี้เองหรือ ใช้เวลานานพอดู” น้ำเสียงไม่มีทีท่าล้อเลียน มีเพียงข้อเท็จจริงเรียบๆ ที่ทำให้เฟยหลงรู้สึกอายอยู่ลึกๆ เขานั่งลงพยายามใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่รีบเร่งเหมือนก่อน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ปราณสะดุดตรงจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพลบค่ำ
—
คืนนั้น หลังฝึกจนหมดแรง เฟยหลงนอนหงายอยู่บนแคร่ไม้เก่าๆ มองเพดานถ้ำที่มีหยดน้ำพราวแสงจากบ่อน้ำิญญาสะท้อนขึ้นไป ความทรงจำเก่าแทรกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว — ภาพของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน ยืนอยู่ในลานฝึกของสำนักกระบี่์มองศิษย์รุ่นน้องคนหนึ่งที่ฝึกท่ากระบวนท่าเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่านับร้อยครั้งแต่ยังทำไม่ได้สักที
“เ้าฝึกแบบนี้อีกสิบปีก็คงไม่มีวันตามข้าทัน” เขาเคยพูดกับศิษย์รุ่นน้องคนนั้นด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าตัวเองกำลังให้กำลังใจ ทั้งที่จริงแล้วมันคือคำดูถูกที่แต่งตัวเป็ความจริงใจ เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมบางคนถึงฝึกกระบวนท่าเดียวกันนานกว่าคนอื่นนัก ในตอนนั้นเขาคิดว่านั่นคือเื่ของพร์ล้วนๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
ตอนนี้เขาถึงเข้าใจ ศิษย์รุ่นน้องคนนั้นอาจไม่มีเส้นทางลัดเหมือนเขา ทุกท่วงท่าที่ดูเหมือนง่ายสำหรับเขา อาจเป็ูเาทั้งลูกสำหรับคนที่ไม่มีทางลัดใดๆ ให้เดิน เขาไม่เคยถามสักคำว่าคนคนนั้นเหนื่อยแค่ไหน ไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร
เฟยหลงพยายามนึกหน้าศิษย์รุ่นน้องคนนั้นให้ชัดขึ้น แต่นึกไม่ออกเลยสักนิด มีเพียงภาพเลือนลางของหลังที่ก้มต่ำอยู่กลางลานฝึกยามเย็น และเสียงหัวเราะเบาๆ ของศิษย์คนอื่นที่ยืนดูอยู่รอบข้าง ซึ่งตัวเขาเองก็เคยเป็หนึ่งในนั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นยังอยู่ในสำนักหรือไม่ หรือลาออกไปนานแล้วเพราะทนคำพูดแบบที่เขาเคยพูดไม่ไหว
เฟยหลงหลับตาลง รู้สึกเจ็บแปลบในอกยิ่งกว่าความเมื่อยล้าจากการฝึกทั้งวัน เขาเคยคิดว่าความทรงจำแบบนี้จะค่อยๆ จางไปเมื่อเวลาผ่านไป แต่กลับตรงกันข้าม ยิ่งเขาฝึกงานพื้นฐานที่น่าเบื่อซ้ำๆ มากเท่าไร ภาพเก่าเหล่านี้ก็ยิ่งผุดขึ้นมาชัดเจนขึ้นเท่านั้น ราวกับร่างกายที่เหนื่อยล้ากำลังเปิดประตูที่ใจเคยปิดไว้แน่นมาตลอด
—
เช้าวันรุ่งขึ้น เฟยหลงกลับไปนั่งที่เดิมข้างบ่อน้ำิญญาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่รีบเร่งเหมือนก่อน เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ลมหายใจของตัวเองไหลเป็จังหวะธรรมชาติ ไม่ฝืนบังคับปราณให้เคลื่อนไปยังจุดที่สามทันที แต่ปล่อยให้มันคลี่คลายไปตามเส้นทางของมันเอง เหมือนที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ั้แ่วันแรกที่มาถึงที่นี่ว่าน้ำที่ไหลแรงเกินไปมักหาทางเดินใหม่ไม่เจอ
ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าผ่านไป เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งความรู้สึกอุ่นวาบเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ข้อมือซ้าย ราวกับมีเปลวไฟจิ๋วจุดขึ้นใต้ิั เฟยหลงเบิกตาโพลง ความอุ่นนั้นค่อยๆ แผ่ขยายและซึมลึกลงไปในเนื้อ ก่อนจะะเิออกเป็ความรู้สึกโล่งโปร่งราวกับประตูที่ปิดแน่นมานานถูกเปิดออกในที่สุด
“มัน… มันเปิดแล้ว” เฟยหลงกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ ไม่ใช่ด้วยความยินดีอย่างเดียว แต่เพราะรู้สึกเหมือนได้เข้าใจอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่การเปิดจุดปราณจุดหนึ่ง
คนเฝ้าก้นเหวเดินเข้ามามองดูอยู่ห่างๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉยเช่นเคย แต่มีบางอย่างในแววตาที่ดูอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “เ้าใช้เวลาหกวันกับจุดนี้ เร็วกว่าสองจุดแรก”
“เพราะข้าเลิกเร่งมันหรือเปล่า” เฟยหลงถามพลางยังคงจ้องมองข้อมือตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ และเพราะเ้าเริ่มฟังร่างกายตัวเองเป็แล้ว ไม่ใช่แค่ฟังคำสั่งของข้า” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวก่อนจะหันหลังเดินจากไป “นั่นคือความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างการมีคนป้อนให้ กับการหาทางของตัวเองเจอ”
เฟยหลงนั่งอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ ปล่อยให้ความอุ่นที่จุดปราณจุดใหม่ค่อยๆ จางลงเป็ความรู้สึกปกติ เขานึกย้อนไปถึงคืนที่ตกลงมาที่ก้นเหวครั้งแรก ตอนนั้นเขาคิดว่าชีวิตตัวเองจบสิ้นแล้ว ไม่มีทางกลับไปเป็คนเดิมได้อีก แต่บัดนี้เขาเริ่มสงสัยว่าคนเดิมที่เขาอยากกลับไปเป็นั้น แท้จริงแล้วคือคนที่เขาอยากทิ้งไว้ข้างหลังต่างหาก
“ท่านคิดว่าข้าจะเปิดจุดที่สี่ได้เมื่อไหร่” เขาถามขึ้นเบาๆ
“ข้าไม่รู้ และเ้าก็ไม่ควรอยากรู้” คนเฝ้าก้นเหวตอบโดยไม่หันกลับมา “วันที่เ้าเริ่มนับวันรอจุดต่อไป คือวันที่เ้าเริ่มลืมสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้จากจุดนี้”
เฟยหลงยิ้มบางๆ กับตัวเอง เมื่อก่อนคำพูดแบบนี้คงทำให้เขาหงุดหงิดจนต้องเถียงกลับ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกคลายปมลงไปทีละน้อย เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบขันน้ำมาจากมุมถ้ำโดยไม่ต้องมีใครสั่ง คนเฝ้าก้นเหวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปจัดเรียงกล้าสมุนไพรที่เก็บมาได้เมื่อวาน
—
เช้ามืดวันนั้นก่อนออกไปทำงาน เฟยหลงยืนมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำนิ่งของบ่อน้ำิญญาอยู่ครู่หนึ่ง เขานึกถึงท่านเ้าสำนักที่เก็บเขามาเลี้ยงั้แ่ยังเป็เด็กกำพร้าไร้ตระกูล ไม่เคยรู้เลยว่าท่านมองเห็นอะไรในตัวเด็กที่หมดสติอยู่ข้างศพพ่อแม่ในตอนนั้น บางทีท่านอาจไม่ได้มองหาพร์ั้แ่แรกด้วยซ้ำ อาจเป็เพียงความเมตตาธรรมดาๆ ที่เขาเองไม่เคยตอบแทนได้เต็มที่ เพราะหมกมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองผ่านฝีมือมากเกินไป จนลืมไปว่าคนที่รักเขาจริงๆ ไม่เคย้าให้เขาพิสูจน์อะไรเลย
บ่ายวันนั้น เฟยหลงได้รับมอบหมายงานใหม่ — เก็บกล้าสมุนไพรพันธุ์หายากที่ขึ้นอยู่บนซอกหินสูงชันเหนือบ่อน้ำิญญา ต้องปีนขึ้นไปด้วยเชือกเก่าๆ เพียงเส้นเดียว ระหว่างที่มือทั้งสองยึดโขดหินและเชือกสลับกันไปทีละจังหวะ เขานึกถึงตัวเองเมื่อครั้งยังเป็ศิษย์เอกโดยพฤตินัยของสำนัก ที่มีแต่คนคอยแบกของให้ คอยเปิดทางให้ ไม่เคยต้องปีนอะไรด้วยมือเปล่าแบบนี้มาก่อนในชีวิต
เขาหยุดพักหายใจอยู่บนซอกหินกลางทาง มองลงไปยังบ่อน้ำิญญาเบื้องล่างที่แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบจนเป็ประกายวับวาว ความรู้สึกอย่างหนึ่งแล่นผ่านใจเขา — เขาไม่ได้คิดถึงกระบี่เมฆาล่องที่จมอยู่ก้นบ่อนั้นบ่อยเท่าเมื่อก่อนแล้ว ราวกับมันกลายเป็เพียงอดีตชิ้นหนึ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องทวงคืนให้ได้อีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางอย่างผิดปกติ — เงาร่างเล็กๆ เคลื่อนไหวอยู่บนสันเขาฝั่งตรงข้ามของหุบเหวไกลเกินกว่าจะมองเห็นรายละเอียดชัดเจน แต่ท่วงท่าการเดินนั้นไม่ใช่สัตว์ป่าอย่างแน่นอน
เฟยหลงหรี่ตามองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว หุบเหวแห่งนี้ไม่เคยมีใครเดินทางผ่านมาก่อนตลอดหลายเดือนที่เขาอยู่ที่นี่ คนเฝ้าก้นเหวเคยบอกไว้ว่าที่นี่ห่างไกลและซ่อนตัวเกินกว่าใครจะบังเอิญเดินผ่านมาได้
เงาร่างนั้นหยุดนิ่งอยู่บนสันเขา ราวกับกำลังมองลงมายังหุบเหวเช่นกัน เฟยหลงนับลมหายใจตัวเองอย่างไม่รู้ตัว หนึ่ง สอง สามเงาร่างนั้นก็ยังไม่ขยับ ราวกับกำลังสำรวจภูมิประเทศอย่างละเอียด ไม่ใช่ท่าทีของคนที่หลงทางเข้ามาโดยบังเอิญเลยสักนิด
เฟยหลงรีบชะโงกตัวลงหลบหลังโขดหิน มือที่จับเชือกอยู่เริ่มเย็นเฉียบ เขาแอบเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งอย่างระมัดระวัง เห็นเงาร่างนั้นเริ่มขยับเท้าลงมาตามทางลาดฝั่งตรงข้าม ท่วงท่าการเดินมั่นคงและมีจังหวะ ไม่ใช่คนแก่หรือคนอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้เร่งรีบราวกับกำลังไล่ล่าใคร เหมือนคนที่รู้ทางดีอยู่แล้วมากกว่าคนที่กำลังสำรวจครั้งแรก
คำถามเดียวที่ผุดขึ้นในหัวคือ — คนคนนั้นเป็ใคร และมาที่นี่เพื่ออะไร เขารีบรวบเชือกไต่ลงมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้เกิดเสียงดัง หัวใจเต้นรัวไม่หยุด นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวใกล้หุบเหวแห่งนี้ และเขาไม่มีทางรู้เลยว่าคนคนนั้นมาดี หรือมาเพื่อตามหาบางอย่างที่ไม่ควรมีใครพบ